หนุ่ม - อำนาจ รัตนมณี คนขายที่เป็นมากกว่าคนขาย...ในร้านเล็กๆ ที่เป็นมากกว่าชั้นวางหนังสือ

Posted by Creative Thailand | 2 กุมภาพันธ์ 2561 | The Creative
16561
Loading...

7H4A9598.jpg


สิ่งพิมพ์กำลังจะตาย ออนไลน์จะมาแทน 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินประโยคทำนองนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้เกี่ยวข้องในสายการผลิตหนังสือต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอดได้ ปรับกันจนบางเจ้าล้มหายตายจากแผงหนังสือไปโดยถาวร ร้านหนังสือรายใหญ่ประกาศปิดสาขา หรือต้องหาของอย่างอื่น เช่น เครื่องสำอาง ขนม มาวางจำหน่ายในร้าน เพื่อพยุงยอดขาย

แต่คุณหนุ่ม – อำนาจ รัตนมณี แห่ง ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ ยังคงกล่าวว่า “พี่เชื่อมั่นในพลังของหนังสือ” 

ร้านเล็กๆ ย่านถนนพระสุเมรุแห่งนี้ มีอายุย่างเข้าปีที่ 16 ไม่เคยทำโปรโมชั่น ไม่เคยลดราคาหนังสือ แต่ยังคงอยู่คู่เกาะรัตนโกสินทร์ให้บรรดาหนอนหนังสือได้อุ่นใจ หยิบหนังสือในร้านมาอ่านแกล้มกาแฟรสดี จะอ่านนานแค่ไหนก็ได้ (แต่ต้องก่อนร้านปิดนะ) แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ คุณหนุ่มไม่เคยว่า 

บทสนทนากับคุณหนุ่มในเย็นย่ำวันนั้น ทำให้เราได้คำตอบมากกว่าแค่ว่า “ทำร้านหนังสืออย่างไรให้อยู่รอด” แต่กลับได้แง่คิดที่น่าจะทำให้บรรดาคนรักหนังสือ คนทำหนังสือ ยังมีกำลังใจทำงานต่อไป และเห็นวิธีปรับตัวให้อยู่รอดในยุคนี้

ทำไมจึงเลือกอาชีพทำร้านหนังสือ
เพราะพี่เชื่อในพลังของหนังสือ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตพี่เปลี่ยนแปลงคือหนังสือ ครอบครัวพี่ไม่ได้เป็นครอบครัวที่รักหนังสือ ในบ้านแทบจะไม่มีหนังสือเลยด้วยซ้ำไป สิ่งที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงก็คือการอ่าน เริ่มจากอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย จากเด็กหลังห้อง หนังสือทำให้เราสอบได้ที่ต้นๆ ของห้อง 

พอมาอยู่มหาวิทยาลัย ก็เลยรู้ว่า หนังสือมันเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ นะ นำมาสู่การอ่านวรรณกรรม เริ่มเข้าใจว่าการอ่านเนี่ยมันยกระดับคนได้ เรียนธรรมศาสตร์ก็มาเจอวรรณกรรมเพื่อชีวิต ฟุ้งเลย เฮ้ย! ตัวละครที่เราอ่านก็เดินอยู่ตามมหาวิทยาลัยนี่ ก็เลยรู้สึกว่าการอ่านมันมีผลต่อชีวิตคนจริงๆ นำมาสู่คำตอบหนึ่งที่บอกกับตัวเองว่า ทำไมไม่ลองส่งมอบสิ่งนั้นให้แก่คนอื่น ลองเอาสิ่งที่เราคิดว่ามีประโยชน์ มาทำเป็นอาชีพ เลี้ยงดูเราได้ด้วย

ทำไมจึงคิดว่า สิ่งพิมพ์ยังไม่ตาย
เมื่อได้ยินคนพูดว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย ก็รู้สึกว่าทุกคนพูดจากมุมมองของตัวเอง ฟังแล้วทำไมมันหดหู่จัง ในส่วนหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน อันนั้นพี่ก็เห็นด้วยว่ามันคงไม่รอด พี่คิดว่ามันเป็นเนื้อหาที่ต้องแข่งกับเวลา ทำให้ช้ากว่าออนไลน์ ออนไลน์มันเห็นเลย แต่คุณยังต้องไปจัดหน้า ไปโรงพิมพ์ มันไม่ได้อีกแล้ว สิ่งพิมพ์มันเล่นกับกระแสอีกต่างหาก กระแสมันวูบวาบวูบไหว พอเอ้าท์ปุ๊บ คนก็ไม่มาสนใจคุณแล้ว มันไม่อมตะน่ะครับ ดังนั้นพี่คิดว่าสิ่งพิมพ์เหล่านี้คงไม่รอด แต่ตราบใดที่คนยังต้องการเนื้อหาที่ลึกซึ้งมากขึ้น ตราบใดที่คนยังเจอวิกฤตในชีวิต พี่เชื่อว่าเขาจะกลับมาหาหนังสือ พี่คิดว่าเป็นเพราะหนังสือบรรจุเนื้อหาอีกแบบหนึ่ง

แมกกาซีนอาจจะไม่ตายก็ได้ ถ้าคุณทำเนื้อหาที่ต่างจากคนอื่น แบบที่ต้องหาอ่านจากคุณนั่นแหละ ทำไม เนื้อหาออนไลน์บางแห่ง พี่ไม่เอ่ยชื่อนะ ตอนแรกก็ดูน่าสนใจดี บางทีเหมือนยั่วให้เราอยากรู้ ดูน่าสนใจ แต่พอเข้าไปอ่านจริงๆ แล้ว อ้าว ไปไม่สุด จบแล้วเหรอ นี่คือความรู้สึกของพี่เองนะ พอเจออย่างนั้นพี่เลยรู้สึกว่า งั้นฉันอ่านหนังสือเล่มดีกว่า ทีเดียวจบ แล้วเรารู้ลึกไปเลยในเรื่องนั้นๆ

สิ่งพิมพ์ต้องยึดให้มั่นว่าเรามีอะไรแตกต่างจากเขา เพราะถ้าไม่ต่างก็แพ้เขา พี่ไม่คิดว่าออนไลน์จะมาแทนนะ คิดว่ามันคือทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทน หลายคนที่มา ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ ก็อ่านควบคู่กันไป เขารู้ว่าจะอ่านอะไรบนออนไลน์ แล้วอ่านหนังสือเขาจะได้อะไร เพียงแต่คนทำสื่อ อย่าสับสนแล้วกันว่าจะเอาทางไหนกันแน่

วิธีทำร้านหนังสืออิสระให้อยู่รอดในยุคนี้
ทิ้งภาพร้านหนังสือเดิมๆ ไปได้เลย ที่เราเอาหนังสือยัดเข้าร้านแล้วรอให้คนมาเลือก รอว่าเมื่อไรคนจะเดินเข้ามา ร้านคุณสามารถมีอะไรก็ได้ ถ้าคุณอธิบายได้ว่ามีไว้เพื่ออะไร แล้วคุณจะหากลุ่มของตัวเองเจอ 
สิ่งหนึ่งที่พี่บอกตัวเองคือ ถ้าเราไม่เชื่อ มันก็จะไม่ออกมา ถ้าเราไม่ศรัทธา เราก็จะทนทำมันอยู่ไม่ได้ พี่ไม่คิดว่าเป็นจริงเฉพาะธุรกิจร้านหนังสือ แต่น่าจะทุกอาชีพ ถ้าคุณไม่เชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่มันมีประโยชน์ คุณจะตื่นเช้าไปทำงานได้ยังไง ในช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้า คุณคงเบื่อตาย เฉาตาย

พี่ทำร้านมา 15-16 ปี ทุกเช้าพี่ยังอยากมาร้านไหม  พี่ยังอยากมานะ แสดงว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งนั้นก็คือ เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันมีประโยชน์ ถ้าเรามองหนังสือเป็นแค่สินค้าชนิดหนึ่ง พี่คิดว่าไม่เพียงพอ ไม่ว่าคุณจะทำแมกกาซีน หรือทำสำนักพิมพ์ ถ้าคุณมองแค่ว่านี่คือสินค้าชนิดหนึ่งที่คุณทำเพื่อขาย แล้วก็มุ่งไปสู่กำไรสูงสุดอย่างเดียว (เน้นเสียง) พี่คิดว่านั่นจะทำให้ธุรกิจของคุณอยู่ไม่ได้นาน

แต่ถ้าคุณคิดว่านี่คือสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่มันมีผลกระทบเชิงบวกสูง มันจะนำมาสู่ความประณีต ถ้าคุณทำสำนักพิมพ์ ก็ต้องคิดเยอะล่ะว่า ดีไซน์จะเป็นยังไง เนื้อหาจะยังไง พี่ทำร้านก็ต้องคิดว่า หนังสือเล่มนี้สมควรจะอยู่ในร้านของพี่ไหม ลูกค้ามาถามพี่จะแนะนำดีหรือเปล่า ถ้าเขาส่งมา พี่ก็ต้องคิดก่อนนะว่าจะวางหรือไม่วาง

ในยุคที่เราทำเนื้อหาออนไลน์ให้คนอ่านได้ ออนไลน์คือเครื่องมือ แต่ตัวเนื้อหาต่างหากที่คุณจะต้องกลับมาคิด อะไรกันแน่ที่คุณกำลังทำ วิธีน่ะมันมี แต่ถ้าคุณไม่มีเนื้อหา พี่คิดว่าเครื่องมือมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรคุณนะ ก็เป็นแค่ข้อมูลที่โผล่มาแล้วหายไป ปราศจากการจดจำของผู้คน

พี่ขายออนไลน์น้อยมาก แทบจะหน้าร้าน 100% ก็อยู่มาได้ ถามว่าเพราะอะไร พี่คิดว่าเป็นเพราะบรรยากาศ คนอาจจะชอบความข้า ในโลกที่มันเร็วๆ ยังมีคนเลือกที่จะเอาความช้า ยังมีคนที่มาร้านพี่แล้วเลือกที่จะไม่ไปงานสัปดาห์หนังสือ เพราะเขาแลกได้กับส่วนลด แลกมาได้ด้วยบรรยากาศที่มีที่ให้นั่ง มีเพลงให้ฟัง ค่อยๆ เลือกหนังสือไป มันมีบรรยากาศที่เขาเข้ามาแล้วจะได้เจอคนโน้นเจอคนนี้ พี่คิดว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันอยู่มาได้เพราะมันได้ทำหน้าที่มากกว่าเป็นแค่ร้านขายหนังสือไปแล้ว

IMG_9614.jpg

คัดเลือกหนังสือเข้าร้านอย่างไร
เราเป็นร้านเล็ก จะไปแข่งเชิงปริมาณกับร้านใหญ่เราแข่งไม่ได้แน่นอน ต้องแข่งในเชิงคุณภาพ ก็หันมาถามตัวเองว่าคุณภาพแบบไหนที่มันเป็นเรา พี่ไม่ใช่แนวบริหาร แนวคอมพิวเตอร์ ถ้าจะทำให้มันคงอยู่ถาวร ก็ต้องเป็นสิ่งที่เป็นเราจริงๆ ถึงแม้ไม่มีลูกค้าเราก็ยังสนุกกับมันได้ ลูกค้าไม่เดินเข้าร้านพี่ก็นั่งอ่านหนังสือในร้านนั่นแหละ 

ถึงไม่เปิดร้าน พี่ก็จะไปหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านอยู่ดี ก็คิดว่า เออ เราชอบเดินทางท่องเที่ยว ก็เอาคำว่าเดินทางท่องเที่ยวมาแปลงเป็นร้านหนังสือสักร้านหนึ่งสิ จะเป็นอะไรได้บ้าง การเดินทางของพี่ ไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องเป็นหนังสือสารคดีหรือไกด์บุ๊ก ไปไกลถึงขั้นที่ว่า เวลาคนเดินทางมันต้องมีเหตุ ทำไมคนมีตังค์หลายคนไม่กล้าออกไปไหน เคสหนึ่งที่พี่ชอบเล่าให้หลายคนฟังก็คือว่า โตมาจากต่างจังหวัด แล้วมากรุงเทพฯ ใหม่ๆ ก็มาเจออาม่า นั่งอยู่ในบ้านที่มีลูกกรงปิดอยู่ แกก็ชะโงกมองข้างนอก แต่ไม่กล้าออกไป แต่ครั้นจะปิดไปถาวร แกก็คงอยากรู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง ในมุมของพี่มันเป็นภาวะที่สะเทือนใจนะ ถ้าเป็นพี่ อยากไปไหน พี่คงไปตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวนะ เจอฝรั่งบางคนไม่เห็นมีตังค์เลย แต่เขาก็ยังไปไหนมาไหนได้ 

พี่ก็เลยคิดว่า ในร้านของพี่ ก็จะเริ่มจากหนังสือที่กระตุ้นให้คนเดินทาง อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจ อาจเป็นนิยาย เรื่องสั้น อะไรก็ได้ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าฉันต้องทำชีวิตให้ต่างจากเดิม จะทนดักดานไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พี่ก็เลยมีหนังสือเดินทางในความหมายที่กว้างออกไปอีก ในเชิงข้อมูลการเดินทางพี่มีแน่นอน พอเดินทางกลับมา เฮ้ยทำไมประเทศนั้น คนเขาเป็นแบบนั้น ทำไมเขายากไร้ ทำไมเขาเป็นอย่างนี้ั้ พี่ก็เลยจะมีหนังสือในหมวดสังคมศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา เติมให้ครบวงจร  

เรื่องสนุกๆ (และไม่สนุก) ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้า
ลูกค้าพี่มีทั้งคนไทยและต่างชาติ ก็แปลกใจบางทีพี่ถามว่า รู้จักร้านพี่ได้ยังไง เขาบอกว่าเสิร์ชคำว่า bookshop in Bangkok แล้วก็มาเลย ไกด์บุ๊กของ Monocle ก็ไปไกลกว่าที่เราคิด ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ลูกค้าพี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กรุงเทพฯ แล้ว ลูกค้าฝรั่งเขาอ่านหนังสือไทยนะ บางทีเขาชอบดีไซน์ แม้จะอ่านไม่ออกถ้าชอบ เขาก็ซื้อ แล้ววรรณกรรมไทยที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ที่ร้านพี่ ขายได้ ของพี่ชาติ กอบจิตติ คำพิพากษา ฉบับภาษาอังกฤษ ที่นี่ขายเยอะมาก พี่ยังบอกหลายคนเลยว่า นักเขียนไทยนะ ถ้าทำได้ ควรให้คนแปล แปลดีๆ หน่อย แล้วคุณจะขายได้ราคาสูงกว่าภาษาไทยด้วยซ้ำไป อันนี้เป็นช่องทางการตลาด พี่ยืนยันเลยครับว่ามี เรายังขาดเยอะมาก 

ลูกค้าไทยก็มีตั้งแต่เด็กทารกยันผู้สูงวัย อย่างหนังสือเด็ก พี่ไม่เคยคิดว่าหมวดนั้นจะน่าสนใจ จนกระทั่งเราเติบโตไปกับลูกค้า ลูกค้าโตเป็นวัยทำงาน มีลูก เขาก็พาลูกมา ก็เลยมีหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับเด็กเยอะมาก นั่นก็เป็นการสืบทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ทำให้พี่รู้สึกว่า ร้านหนังสือเดินทางมันไม่ตายหรอกครับ คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่โต แต่ก็ทำให้ร้านอยู่ได้ ลูกค้าก็เติบโตไปกับเรา วันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาส ก็กลับมา 

ตลกคือชอบมีคนโทรมาถามว่า วันนี้เปิดหรือเปล่าครับ จะมาทำหนังสือเดินทาง ต้องใช้รูปถ่ายกี่รูป บางทีพระโทรมา อาตมาจะไปลาวน่ะโยม เราก็ต้องจดเบอร์กองหนังสือเดินทางไว้ แล้วก็ โอเค หลวงพี่โทรไปเบอร์นี้นะ วันนี้เขาอาจจะทำงาน ก็สนุกดี (หัวเราะ) หรือบางทีมีฝรั่งพรวดเข้ามา จะทำวีซ่าไปประเทศนี้ ก็มี

7H4A9549.jpg

คนที่ไม่โอเคก็มีเยอะ ก็มีฝรั่งมาซื้อของในร้าน หรือนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ถูกอะไรสักอย่างอบรมมาว่า ของทุกอย่างในเมืองไทยต่อราคาได้หมด ไม่ว่าอะไรก็ตาม (หัวเราะ) คนไทยตั้งราคาเผื่อไว้แล้วล่ะ ต่อเหอะ ซึ่งมันไม่ใช่สำหรับร้านหนังสือเดินทาง โปสการ์ดนี่มันเป็นสินค้าที่คนอื่นนำมาฝากขาย เขาก็มานั่งเลือกๆ แล้วถามว่าราคาเท่าไร พี่บอกราคาไป เขาก็ต่อราคา พี่บอกว่าไม่ได้ และอธิบาย สิ่งที่เขาทำคือ เขาถอดรองเท้าออกมา เอาเงินใส่รองเท้า แล้วก็เทให้พี่ พี่ก็ได้แต่ถอนหายใจ พวกนี้มันเป็นบททดสอบ นี่ก็ได้มาจากการอ่าน อารมณ์ที่มันเป็นพิษ พี่จะไม่เก็บไว้นาน พี่เชื่อว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ถ้ามันเป็นอารมณ์ร้าย ถือมันไว้ เดี๋ยวมันก็ไป อย่าให้มันทำอะไรมากกว่านั้น แค่นั้นมันก็ทำร้ายเราเพียงพอแล้ว จบคือจบ 
เคยเจอโจรวิ่งราวในร้านก็มี ตอนนั้นยังอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์ คนเยอะมาก พี่เลยต้องเปิดสองชั้น ตอนนั้นพี่ผู้หญิงยังทำงานประจำอยู่ พี่ขึ้นไปเสิร์ฟชาข้างบน แล้วก็ได้ยินเสียงประตูปิดปัง!! พร้อมกับเสียงชั้นหนังสือหล่น พอลงไปดู Lonely Planet มันหายไปล็อกหนึ่ง พี่เดินไปหน้าร้าน แล้วจะเอายังไงล่ะ พี่จะไปซ้าย หรือขวาดี แล้วถ้าพี่วิ่งไป พี่จะทำยังไงกับลูกค้าข้างบน สุดท้ายก็ฝึกให้เราต้องดูคนให้ละเอียดขึ้นนะ พี่ว่ายุคนั้น เขาาก็คงเอาไปขาย

จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการสิ่งพิมพ์และหนังสือของไทยอีกบ้าง
มีคนอธิบายว่า นิเวศทางธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สายส่งที่ปิดไป อาจจะเป็นสายส่งที่ส่งแมกกาซีนเป็นหลัก สำหรับพ็อกเกตบุ๊กก็เปลี่ยนไปไม่น้อย ตอนนี้นักเขียนขายได้ด้วยตัวของเขาเอง นักอ่านจำนวนไม่น้อยก็ไม่จำเป็นต้องซื้อผ่านร้านหนังสือ เขาจะซื้อผ่านนักเขียนหรือสำนักพิมพ์เองก็ได้แล้ว

นักเขียนต้องเป็นคนดังไหม ไม่เสมอไปนะ กลายเป็นว่านักเขียนหน้าใหม่ กลับง่ายเสียอีกนะ ถ้าคุณหากลุ่มของตัวเองเจอ ตอนนี้กระบวนการผลิตหนังสือกำลังเปลี่ยนไปมากมาย อีกสิบปีก็คงเปลี่ยนไปอีกเยอะ ร้านหนังสือทางกายภาพอาจไม่จำเป็นสำหรับนักอ่านกลุ่มหนึ่งแล้วก็ได้ การพิมพ์หนังสือ อาจไม่พิมพ์ 3,000 เล่ม 5,000 เล่ม เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต อาจจะพิมพ์แค่ร้อยเล่ม ถ้าขายดีก็พิมพ์อีกร้อยเล่ม แล้วเขาก็ซื้อขายของเขาเอง ไม่ต้องผ่านใคร

คุณภาพหนังสือเป็นไปได้สองทางคือแย่ลง เพราะระบบบรรณาธิการอาจจะแย่ลง อาจจะไม่ต้องมีชื่อสำนักพิมพ์แล้ว ก็ในเมื่อคนอ่านพอใจกับภาษาอย่างนี้ ภาษาสเตตัสก็เอามาทำเป็นพ็อกเกตบุ๊กได้ ซึ่งไม่ใช่ความผิด แต่สำหรับนักอ่านอีกกลุ่มหนึ่งเขาอาจจะไม่ชอบก็ได้ พี่ไม่รู้ แต่ตราบใดที่เขาหากลุ่มผู้อ่านของเขาเจอ เขาก็อาจจะทำได้ หรือคุณภาพหนังสืออาจจะดีขึ้นมากๆ อาจเป็นหนังสือเกรดพรีเมียม เป็นงานคราฟต์ไปเลย จะมีงานดีๆ ที่นำกลับมาพิมพ์ใหม่ ทำเนี้ยบจนคนอ่านรู้สึกว่า แม้จะเคยอ่านแล้ว ก็พร้อมที่จะควักตังค์ซื้อเพื่อเก็บไว้ที่บ้าน ถึงจะเคยอ่านแล้ว แต่ก็ทนไม่ไหวแล้วปกนี้ ก็มีนะครับ 

บางเล่มก็มีที่อ่านแล้วรู้สึกว่า มันเป็นหนังสือได้แล้วหรือ (ยิ้ม) อย่าให้ต้องเอ่ยชื่อเลย (หัวเราะ) พี่ว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดหรอก ถ้าเขาใส่ใจน้อยหน่อย การยืนระยะมันก็อาจจะน้อยตาม ทุกคนก็มีวิถีทางของตัวเอง ตอนนี้ทุกคนมีเครื่องมือแล้ว

สุดท้ายพี่ยังเชื่อในแก่นแท้อยู่ดีนะ ถ้าคุณใส่ใจ คุณชัดเจน คุณประณีต คุณให้ความสำคัญ มันอาจเป็นปัจจัยที่ไม่เหมาะกับโลกปัจจุบันก็ได้ แต่มันทำให้ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ อยู่มาได้ พี่ว่าออนไลน์เป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย 

ถ้าเราเป็นเหมือนใครๆ คนอื่นจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนคือคุณ คำนี้พี่ชอบมาก ถ้าพี่ขายหนังสือที่คนอื่นก็มี แล้วมีเหตุผลอะไรที่เขาจะมาหาพี่ ถ้าพี่ขายในสิ่งที่พี่เองก็ไม่เชื่อ พี่จะมีความสุขไหม มีคนเดินเข้ามา เนี่ยกำลังอยู่ในอารมณ์นี้ คุณหนุ่มช่วยแนะนำหนังสือหน่อยสิ ถ้าบางเล่มพี่ไม่ได้เชื่อ พี่จะไปกระตือรือร้นแนะนำหนังสือเล่มนั้นไหม ก็ไม่ ก็เลยพูดยาก นอกจากจะต้องศรัทธา ต้องเชื่อ คุณเองก็ต้องบริโภคสิ่งนั้นด้วยนะ ถ้าพี่ไม่อ่าน พี่ก็คงตอบไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้มันดีหรือไม่ดียังไง ถ้าพี่ไม่อิน พี่ก็คงตอบไม่ได้ว่าหนังสือเล่มนี้มันจะเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของคนได้มากน้อยแค่ไหน

IMG_9580.jpg

เวลาเราแนะนำใครในสิ่งที่เราเชื่อจริงๆ มันทำให้เขากลับมาอีก เหมือนเราไปร้านอาหาร ถ้าเรากินแล้วอร่อย ก็อยากกลับไป อยากพาเพื่อนไปกินด้วย บางทีเราอาจจำเป็นต้องยืนยัน แต่ว่าต้องยืนยันแบบรับฟังนะ ต้องรับฟังเพื่อให้รู้ว่าตอนนี้กระแสมันเป็นแบบนี้ อะไรกำลังมา

การทำร้านหนังสือด้วยกรรมวิธีเดิมๆ มันอาจไม่ได้แล้ว ร้านหนังสือเล็กๆ พี่ยืนยันเลยว่าอยู่ได้ แต่คุณต้องอยู่ให้เป็น พี่คิดว่าเมืองนอกเขาชัดเจน บุคลิกของร้านชัดเจน กลุ่มลูกค้าชัดเจน เข้าไปในร้านจะมีอะไรบ้าง บางทีร้านไม่ได้ใหญ่เลยนะ แต่เข้าไปเนี่ยมีเอกลักษณ์มาก ร้านเล็กๆ ในต่างประเทศเขาอยู่ได้เยอะมาก ในขณะที่ร้านใหญ่เขาก็ตายเหมือนกัน ทำไมร้านหนังสือแบบนั้นมันไม่เกิดในประเทศเราบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายธุรกิจขึ้นๆ ลงๆ หรืออยู่ไม่ได้คือ คุณยังอธิบายไม่ได้เลยว่า คุณจะเอายังไงกันแน่ เป็นใครกันแน่ ทำสิ่งนั้นมาด้วยเหตุผลอะไร ในเมื่อพื้นที่วางหนังสือมันมีแค่นี้ มันคงเป็นทุกอย่างไม่ได้ ไม่เป็นตัวเรา ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าคนเขาไม่เชื่อ เขาไปที่ไหนก็ได้ คุณเองก็จะต้องทนทรมานขายในสิ่งที่คุณเองก็ไม่ได้เชื่อ ถ้าจะทำแค่เอาเงิน พี่กลับไปทำงานประจำไม่ดีกว่าหรือ (ยิ้ม) CT


Creative Ingredients 

วิธีมองโลก
ตอนพี่เปิดร้านใหม่ๆ คุณปกรณ์ พงศ์วราภา จาก GM เขาพูดดีมาก เขาบอกว่าญี่ปุ่นมีคนอ่านหนังสือ 90% อีก 10% คือไม่อ่าน แต่เมืองไทยกลับกัน คน 90% ไม่อ่านหนังสือ ถ้ามองในแง่ความหดหู่ก็คือ โห! คนไม่อ่านหนังสือจริงๆ แต่ถ้ามองอีกแง่ มีอีกตั้ง 90% ที่เราจะทำให้เขาอ่านได้ (หัวเราะ) พี่ว่าต้องคิดบวกมากๆ และต้องกล้า ถ้ามองแต่ในเชิงลบ พี่ว่ามันก็จะดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ บางทีเราต้องชูประเด็นทางบวกขึ้นมาบ้าง 

หนังสือที่อ่านบ่อยๆ
ตอนนี้พี่อ่านทุกแนว ทั้ง fiction / non-fiction ทั้งไทยและภาษาอังกฤษ พี่ชอบอ่านวรรณกรรม เพราะมันสอนทักษะการใช้ชีวิตให้เรา สอนวิธีการรับมือในช่วงที่สมหวัง ผิดหวัง ผ่านเรื่องราวของตัวละคร เวลาเจอความทุกข์ก็จะนึกถึงตัวละครบางตัวว่าเขาผ่านมาได้ยังไง แล้วก็ชอบอ่านสารคดี ไม่ใช่แค่เรื่องท่องเที่ยว สารคดีอาจจะเป็นเชิงธุรกิจก็ได้ พี่ก็อ่านเยอะทั้งไทยและอังกฤษ พี่เป็นคนใช้เทคโนโลยีค่อนข้างน้อย อ่านออนไลน์ก็อ่านข่าว เฟซบุ๊กก็ไม่ได้เยอะ แต่ไม่ดูทีวีเลยเป็น 10-20 ปีแล้ว


เรื่อง: กรณิศ รัตนามหัทธนะ
ภาพ: ชาคริต นิลศาสตร์ 


Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด