Crafting a Book: ทำหนังสือให้รอดอย่างไรในโลกยุคดิจิทัล

Posted by Creative Thailand | 2 กุมภาพันธ์ 2561 | Insight
3143
Loading...

artbook.jpg
©surfacefragments.blogspot.com/

คงไม่มียุคสมัยใดที่คนเราต้อง “อ่าน” มากเท่ากับทุกวันนี้ เพราะแม้แต่การคุยกัน เรายังต้องพิมพ์และอ่านผ่านสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต เรายังคงอ่านเพื่อรับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิง เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้อ่านผ่านหนังสือกระดาษแต่เพียงอย่างเดียวและมากเท่าเดิมอีกแล้ว 

ในปี 2010 The Washington Post Company ตัดสินใจขาย Newsweek นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ให้กับนักลงทุนอย่างซิดนีย์ ฮาร์แมน (Sidney Harman) เพื่อหวังให้ช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการเงิน โดยมีแผนควบรวมกิจการเข้ากับ The Daily Beast เว็บไซต์ข่าวที่เปิดตัวในปี 2008 ราวสองปีหลังเปลี่ยนมือเจ้าของ Newsweek ประกาศว่า ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2012 จะเป็นฉบับ “#Last Print Issue” กล่าวคือ จะพิมพ์นิตยสารฉบับสุดท้ายหลังจากที่เริ่มวางแผงตั้งแต่ปี 1933 โดยมุ่งเป็นนิตยสารออนไลน์เต็มตัว

สถานการณ์ข้างต้นกำลังบอกถึงอนาคตของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เชื่อกันว่ากำลังจะตายได้เป็นอย่างดี 

newsweek-com.jpg
©newsweek.com

แต่เหมือนหลุมฝังศพจะยังกลบกองกระดาษไม่มิด เพราะหลังจากที่ Newsweek เปลี่ยนมือเจ้าของอีกครั้งในปี 2013 โดย IBT Media บริษัทสื่อดิจิทัลซึ่งมีเจ้าของและบริหารโดยเอเตียนน์ อูแซก (Etienne Uzac) และโจนาธาน เดวิส (Johnathan Davis) ได้ตัดสินใจพิมพ์ Newsweek ฉบับกระดาษวางจำหน่ายอีกครั้งเมื่อต้นปี 2014 เพียงแต่คราวนี้ มองว่าฉบับกระดาษเป็นของพรีเมียม จึงขึ้นราคาปกเกือบเท่าตัว และหวังพึ่งรายได้จากยอดบอกรับสมาชิกและยอดขายจริงมากกว่าค่าโฆษณา โดยปัจจุบันมียอดพิมพ์ที่ 100,000 ฉบับต่อปกเท่านั้น จากที่เคยมียอดพิมพ์สูงสุดถึง 3.3 ล้านฉบับ 

สำหรับคนรักสิ่งพิมพ์ สถานการณ์ข้างต้นอาจเป็นข่าวดีว่า คนจะยังชอบอ่านหนังสือกระดาษ แต่จำนวนยอดพิมพ์ที่ลดลงอย่างมหาศาลก็เป็นสัญญาณบอกด้วยว่า สื่อสิ่งพิมพ์คงจะไม่ได้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลอีกต่อไปแล้ว และหนังสือที่พิมพ์ลงบนกระดาษดูจะกลายเป็นของพรีเมียมและกลายเป็นตลาดแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้นทุกที 

คำถามที่ถามกันบ่อยในยุคดิจิทัลก็คือ ในอนาคตจะยังมีหนังสือกระดาษอยู่หรือไม่? ข้อเขียนจำนวนหนึ่ง (ดูบทความในที่มา) ให้คำตอบตรงกันว่า “หนังสือจะยังคงอยู่” แต่คงไม่ใช่ในสถานะเดิม

การอ่านหนังสือที่พิมพ์ลงบนกระดาษให้ประสบการณ์แบบที่การอ่านบนหน้าจอทำไม่ได้ กลิ่นของหมึกทั้งใหม่และเก่า สัมผัสระหว่างนิ้วมือกับกระดาษ เสียงเวลาพลิกหน้ากระดาษ การยืม-คืนหนังสือระหว่างเพื่อน การให้หนังสือเป็นของขวัญ หรือความสุขที่ได้เห็นหนังสือวางอยู่บนชั้นโชว์ที่เจ้าของบ้านภูมิใจ ฯลฯ เหล่านี้คือเหตุผลที่ค่อนข้างจะโรแมนติกและถวิลหาอดีต (nostalgic) สักหน่อยที่คนรักหนังสือเชื่อว่าจะทำให้หนังสือยังอยู่ต่อไป 

ด้วยคุณลักษณะข้างต้นที่จะถูกขับเน้นมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือจะกลายเป็นสิ่งพิเศษ ของสะสม และอาจกลายเป็นชิ้นงานศิลปะขึ้นทุกที และหากเรามองหนังสือแบบสเปกตรัม ปลายทางด้านหนึ่งคงเป็นหนังสือที่เราคุ้นชินกัน ส่วนปลายทางอีกด้านคงเป็นงานศิลปะ 

ตัวอย่างหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะ เราอาจเห็นได้ชัดเจนจากงานของไบรอัน เด็ตต์เมอร์ (Brian Dettmer) ศิลปินชาวอเมริกันที่นำหนังสือเก่ามาตกแต่งแกะสลักราวกับเป็นชิ้นงานประติมากรรมเพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับมัน หรือหากไปให้สุดทางยิ่งขึ้น เราก็อาจจะเห็นหนังสือกลายเป็นไส้กรอก เช่นงานศิลปะที่ชื่อ Literaturwurst (Literature Sausage หรือ ไส้กรอกวรรณกรรม) โดยดีเทอร์ รอธ (Dieter Roth) ศิลปินเชื้อสายสวิส-เยอรมัน ผู้ที่นำหนังสือมาผสมกับเครื่องปรุงต่างๆ สำหรับทำไส้กรอกจริงๆ โดยในปี 1974 รอธใช้งานฉบับสมบูรณ์จำนวน 20 เล่ม ของจอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) นักปรัชญาคนสำคัญของโลกมาทำเป็นเนื้อไส้กรอก!!! 

facebook.com-SteidlInternational.jpg
©facebook.com/SteidlInternational

หากเราขยับจากปลายทางด้านศิลปะเข้ามาสักหน่อย เราก็จะพบหนังสือของแกร์ฮาร์ด ชไตเดิล (Gerhard Steidl) เจ้าของโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์ Steidl สำนักพิมพ์ขนาดย่อมในเยอรมนีที่เน้นผลิตหนังสือภาพถ่ายศิลปะ โดย Steidl จะร่วมงานกับศิลปินทั่วโลกในการทำหนังสือศิลปะสักเล่มที่ทั้งประณีตและพิมพ์ด้วยคุณภาพขั้นสูง หนังสือของ Steidl มีตั้งแต่ราคาไม่กี่สิบยูโรไปจนกระทั่งเกือบ 8,000 ยูโร ราคาก็ขึ้นอยู่กับทั้งกระดาษและเทคนิคที่ใช้ จำนวนยอดพิมพ์ เวลา และความยากง่ายในการทำงานของแต่ละเล่ม ดังนั้นการมีหนังสือของ Steidl อวดอยู่บนชั้นจึงอาจเป็นเหมือนการมีของประดับหรืองานศิลปะหรูหราโชว์อยู่ในบ้าน นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีกับศิลปินและแบรนด์ที่แข็งแรงแล้ว หนังสือศิลปะในแบบ Steidl มีต้นทุนและราคาสูง มีกลุ่มผู้อ่านหรือผู้ซื้อเฉพาะ จึงไม่ใช่ว่าใครๆ จะทำแบบนี้ได้

ขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดย่อมอย่าง Hoxton Mini Press ในเขตแฮกนีย์ของลอนดอนตะวันออก กลับเลือกใช้ความเป็นย่านมาเป็นเนื้อหาและจุดขายของหนังสือ ในปี 2007 มาร์ติน อัสบอร์น (Martin Usborne) ช่างภาพชาวอังกฤษบังเอิญพบกับโจเซฟ มาร์โกวิตช์ (Joseph Markovitch) ชายชราผู้ใช้ชีวิต 80 กว่าปีในลอนดอนโดยแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย อัสบอร์นตั้งใจจะถ่ายภาพพอตเทรตของมาร์โกวิตช์ เพื่อส่งประกวด ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยอัสบอร์น ตามเก็บภาพและบันทึกเรื่องราวชีวิตของมาร์โกวิตช์เป็นเวลาถึง 5 ปี ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์หนังสือรวมภาพถ่ายเล่มเล็กที่ตีพิมพ์จำนวน 750 เล่ม คู่กับนิทรรศการของมาร์โกวิตช์ และขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ ตรงนี้เองที่ทำให้อัสบอร์น และแอนน์ วอลด์โวเจล (Ann Waldvogel) ภรรยาชาวอเมริกัน ตระหนักถึงความต้องการของตลาดหนังสือที่มีต่อเรื่องราวย่านท้องถิ่น ที่แม้จะเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแปลกๆ ก็ตาม 

Hoxton Mini Press.jpg


ลอนดอนฝั่งตะวันออกดูจะตอบโจทย์นี้พอดี เพราะเต็มไปด้วยประชากรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและส่วนใหญ่เป็นคนจน ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจต่ำกว่าฝั่งตะวันตก จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ตลอดเวลา เมื่อจับภาพเอกลักษณ์ของเมืองและความต้องการของตลาดได้ ผนวกเข้ากับความรักหนังสืออัสบอร์นและวอลด์โวเจล จึงเริ่มทำสำนักพิมพ์ในปี 2013 โดยตั้งใจทำหนังสือด้วยความประณีตสวยงามเพื่อการสะสม ทั้งสองเลือกใช้บริการเว็บไซต์ Kickstarter เพื่อช่วยในการระดมทุนทำหนังสือสองเล่มแรกของสำนักพิมพ์ เล่มหนึ่งคือ 50 People of East London เป็นหนังสือลายเส้นการ์ตูนวาดโดยอดัม แดนต์ (Adam Dant) ส่วนอีกเล่มหนึ่งก็คือ I’ve Lived in East London for 86 ½ Years หนังสือรวมภาพถ่ายประกอบถ้อยคำคัดสรรของมาร์โกวิตช์นั่นเอง ซึ่งพิมพ์ถึงครั้งที่ 5 แล้วในปี 2016 โดยเล่มนี้ยังเป็นหนังสือเล่มแรกในชุด East London Photo Stories ซึ่งเล่มต่อๆ มา มีตั้งแต่เล่มที่ว่าด้วยนักว่ายน้ำ คนขับรถในทศวรรษ 1980 ฟุตบอลวันอาทิตย์ ฯลฯ จนถึงตอนนี้หนังสือในชุดมีมากถึง 12 เล่ม เมื่อรวมกับจำนวนปกเล่มอื่นๆ ก็พอจะบอกถึงความสำเร็จของ Hoxton Mini Press ได้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสิ่งพิมพ์ว่าในอนาคตจะอยู่หรือตาย แต่สำนักพิมพ์ขนาดย่อมอย่าง Hoxton Mini Press ก็พอจะเป็นประจักษ์พยานให้เชื่อได้ว่า จะมีคนเล็กๆ จากมุมหนึ่งในโลก ที่ยังคงทำให้หนังสือมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยวิถีทางและโจทย์เฉพาะตัว CT 

ที่มา
ยอดพิมพ์ในปัจจุบัน Newsweek Sale 2017 จาก newsweek.com
บทความ “Newsweek Plans Return to Print” (3 ธันวาคม 2013) และ “Tiny Digital Publisher to Put Newsweek Back in Print” (3 มีนาคม 2014) จาก nytimes.com
บทความ “What Will Become of the Paper Book?” (8 พฤษภาคม 2012) จาก slate.com 
บทความ “What is a Book in the Digital Age?” (12 พฤศจิกายน 2013) จาก theconversation.com 
บทความ “Why the Smart Reading Device of the Future May Be … Paper” (1 พฤษภาคม 2014) จาก wired.com
บทความ “Are Paper Books Really Disappearing?” (25 มกราคม 2016) จาก bbc.com
บทสัมภาษณ์ “Interview: Hoxton Mini Press” (8 กันยายน 2014) จาก paper-journal.com 
บทสัมภาษณ์ “An Interview with Hoxton Mini Press” (18 พฤษภาคม 2015) จาก studiohirefirstoption.com
บทสัมภาษณ์ “Hoxton Mini Press: collectable books about East London” (2013) จาก kickstarter.com/project 
สารคดี How to Make a Book with Steidl (2010)
วิดีโอ Ted Talk “Old Books Reborn as Intricate Art” (6 กุมภาพันธ์ 2015) จาก youtube.com
หนังสือ What I’ve Learned in East London for 86.5 Years, hoxtonminipress.com

เรื่อง : ศรัณย์ วงศ์ขจิตร


Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด