จากคนๆ หนึ่งที่หวังอยากเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดเพราะคิดถึงความสุขที่เติบโตมากับหนังสือ ทำให้เขาสามารถจุดประกายให้เมืองเฮย์ ออน ไวย์ (Hay-on-Wye) เป็นต้นแบบ เมืองหนังสือที่แรกของโลก

" /> Book Towns หนังสือเปลี่ยนเมือง

Book Towns หนังสือเปลี่ยนเมือง

Posted by Creative Thailand | 2 กุมภาพันธ์ 2561 | Creative City
2604
Loading...

Hay_on_Wye_Bookshop2.jpg
©iwa.wales

เรื่องเริ่มต้นจากริชาร์ด บูธ (Richard Booth) เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองเฮย์ ออน ไวย์ (Hay-on-Wye) แห่งเวลส์หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด แล้วพบว่าเมืองของเขาช่างเงียบเหงาและไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว เขาตั้งข้อสงสัยว่ามีทางไหนบ้างไหมที่จะทำให้เมืองแห่งนี้ครึกครื้นขึ้นได้ ประจวบกับที่เขาได้รับมรดกเป็นอาคารเก่าจากคุณลุงริชาร์ด จึงกลับมาเปิดร้านหนังสือที่บ้านเกิด เพราะนึกถึงความสุขสมัยวัยเยาว์ที่เติบโตมากับหนังสือ เขาลงทุนซื้อหนังสือจากห้องสมุดที่ปิดตัวลงจากอเมริกา และขนกลับมาโดยเรือยังเฮย์ ออน ไวย์ ในปี 1962 หลังจากนั้นเมืองเล็กๆ ที่เคยเงียบเหงาก็ค่อยๆ มีร้านหนังสือเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30 ร้าน และเติบโตขึ้นอีกครั้งในฐานะเมืองของหนังสือเก่าและหนังสือหายากที่นักอ่านทั่วโลกใฝ่ฝันอยากไปเยี่ยมเยือน ต่อมาเชื่อกันว่าที่นี่คือต้นแบบ “เมืองหนังสือ” (Book Town) เมืองแรกของโลก

facebook.com-hayfestival.jpg
©facebook.com-hayfestival

fmcm-co.uk.jpg
©fmcm.co.uk

จนกระทั่งปี 1988 เทศกาล “Hay Festival of Literature & Arts” ก็ถูกจัดขึ้นจากผลพวงการเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์ในเมืองแห่งนี้ โดยแรกเริ่มเป็นงานขายหนังสือลดราคาขนาดเล็ก จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับรูปแบบกิจกรรมตามการเปลี่ยนผ่านของสื่อสิ่งพิมพ์ให้เข้ากับยุคสมัย จนปัจจุบัน Hay Festival กลายเป็นเทศกาลของคนรักหนังสืออันดับหนึ่งของโลก เทศกาลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หนังสือเล่มเท่านั้น แต่ยังพาผู้คนที่หลงรักตัวหนังสือไปสำรวจความคิดและความรู้ที่ต่อยอดได้อย่างไม่รู้จบ ด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่มีมากกว่า 1,900 กิจกรรม เช่น การวิพากษ์เรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์ งานแสดงดนตรี งานนิทรรศการด้านศิลปะ และแน่นอนว่างานจัดแสดงหนังสือยังคงเป็นไฮไลต์ของเทศกาล โดยแต่ละปี Hay Festival จัดขึ้นเพียง 10 วัน ดึงดูดผู้คนทั่วโลกมาร่วมงานได้กว่า 250,000 คน หากเปรียบเทียบกับประชากรที่อาศัยในเฮย์ ออน ไวย์ ที่มีอยู่เพียง 1,500 คน ความเชื่อที่ว่า ‘สื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย’ ก็ไม่น่าจะเป็นจริงในเมืองแห่งนี้ในเร็ววันแน่นอน

และด้วยโมเดลเมืองหนังสือที่ประสบความสำเร็จระดับโลกของเฮย์ ออน ไวย์ แห่งนี้เอง ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนตัวเล็กจากเมืองเล็กๆ อีกหลายเมืองทั่วโลก ได้สร้างสรรค์เมืองหนังสือในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา

Redu-The-roofs-of-namur-north-of-redu.jpg
©iha.com

Redu-credit--Katrin-Schönig.jpg
©Katrin_Schönig 

Redu, Belgium 
จิตวิญญาณแห่ง Book Lover

ในปี 1979 หลังจากที่นักหนังสือพิมพ์ชาวเบลเยียมโนล อองซโลต์ (Noel Anselot) กลับจากทริปเยือนเมืองหนังสือเฮย์ ออน ไวย์ ที่ทำให้เขาประทับใจแล้ว เมื่อกลับมายังบ้านเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ของเมืองริดู (Redu) ทางตอนใต้ของเบลเยียม โนลจึงตัดสินใจเขียนจดหมายไปหาตัวแทนจำหน่ายหนังสือหลายเจ้าที่อาศัยอยู่นอกเมือง เพื่อหว่านล้อมให้เขาเหล่านั้นเดินทางมาเปิดร้านหนังสือในหมู่บ้าน ซึ่งมีสถานที่ว่างเหมาะกับการเปิดร้านเล็กๆ อย่างบ้านเก่า โรงนา และกระท่อมที่มีอยู่แล้ว คำร้องขอของเขาได้ผล เมื่อมีร้านหนังสือมาเปิดเกือบ 20 ร้าน โดยเฉพาะร้านหนังสือมือสองและคอมมิคบุ๊ก ต่อมาเมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงานเกี่ยวกับหนังสืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีไฮไลต์อย่างงาน The Night of Books ที่ร้านหนังสือในเมืองจะพร้อมใจกันเปิดตลอดทั้งคืนเพื่อเอาใจขาช้อป กระทั่งปี 1984 หลังประสบความสำเร็จจากการจัดงานเทศกาลหนังสือของตัวเองเป็นครั้งแรก เมืองริดูก็ได้รับยกย่องให้เป็น “เมืองหนังสือเมืองแรกในยุโรป” และว่ากันว่าเป็นแฝดผู้น้องของเมืองหนังสือต้นแบบอย่างเฮย์ ออน ไวย์ ปัจจุบันแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนเมืองหนังสือเล็กๆ ในเบลเยียมที่มีประชากรเพียง 500 กว่าคนเมืองนี้ เป็นจำนวนกว่า 100,000 คนเลยทีเดียว

ส่วนความพิเศษที่ทำให้ริดูอาจจะไม่เหมือนกับเมืองหนังสือเมืองไหน คือนอกจากจะมีร้านหนังสือกระจายอยู่ทั่วเมืองแล้ว เมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังมีการผสมผสานเรื่องราวของคนรักหนังสือรุ่นเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัว ทั้งยังอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ของเรื่องราวช่างฝีมือด้านหนังสือที่มีอยู่แต่เดิมมาตลอด ก่อนที่ริดูจะถูกยกย่องให้เป็นเมืองหนังสือเสียอีก หลักฐานแรกที่สืบสาวไปได้ก็คือสตูดิโอสิ่งพิมพ์เล็กๆ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1760 ซึ่งภายหลังถูกทำให้เป็นมิวเซียมแสดงงานพิมพ์ โดยตั้งอยู่ชั้นบนของห้องสมุด La Librairie Ardennaise ส่วนทักษะการทำหนังสือแบบแฮนด์เมดก็ยังมีให้เห็นอยู่ในเมืองนี้จนถึงปัจจุบันที่ร้านเย็บหนังสือของโรแลนด์ แวนเดอร์เฮย์เดน (Roland Vanderheyden) ผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 3 โรแลนด์เล่าว่าเขายังคงใช้เทคนิคการเย็บหนังสือแบบดั้งเดิมที่แทบจะไม่เปลี่ยนไปจากร้อยกว่าปีก่อน โดยมีขั้นตอนการทำกว่า 50 ขั้นตอน ยิ่งกว่านั้น เมืองรักหนังสือแห่งนี้ยังคงมีช่างทำกระดาษแฮนด์เมดเพื่อนำมาใช้ทำหนังสือหรือใช้สร้างศิลปะแบบพิเศษอีกด้วย เรเน่ ลีเฟอร์ (Rene Lefer) ในวัยเกษียณคือผู้ที่สร้างสรรค์กระดาษให้เมืองริดูมาตั้งแต่ปี 1988 โดยกระดาษที่เขาทำเองกับมือมากว่า 30 ปีนั้น ทำมาจากวัสดุธรรมชาติแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ 

มาถึงเรื่องราวของคนรุ่นใหม่อย่างคู่รักแอนธี วริจลันดต์ (Anthe Vrijlandt) ชาวดัตช์ และโยฮัน เดอแฟลนเดอร์ (Johan Deflander) ชาวเบลเยียม ที่ตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ หลังจากเคยใช้ชีวิตอยู่ที่แอฟริกามาเกือบ 20 ปี โดยทั้งคู่ได้ซื้อร้านหนังสือเก่าเพื่อปรับปรุงให้เป็นมากกว่าแค่ร้านหนังสือธรรมดาๆ ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันว่า “Bookshop & Literary Café La Reduiste” กับคอนเซ็ปต์ที่ให้บริการแบบ B&B&B หรือ Bed & Books & Breakfast ซึ่งเป็นทั้งเกสต์เฮาส์ คาเฟ่สำหรับคนกินมังสวิรัติ และร้านหนังสือ ทั้งยังเป็นสถานที่จัดอีเวนต์แสดงดนตรีและผลงานศิลปะอีกด้วย เหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักริดูและตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวร ก็เพราะนอกจากริดูจะเป็นสถานที่ที่สวยงามและเงียบสงบแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของหนังสือที่ซ่อนตัวอยู่ทุกอณู และหากใครก็ตามที่รักหนังสือ ก็คงต้องตกหลุมรักเมืองริดูเหมือนอย่างทั้งคู่แน่นอน 

Bhilar-hindustantimes-com.JPG
©hindustantimes.com

Bhilar, Maharashtra, India
หมู่บ้านสตรอเบอร์รี่ หมู่บ้านหนังสือ 

ต่างจากเมืองหนังสือข้างต้น เมืองหนังสือน้องใหม่ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อปี 2017 อย่างเมืองบิลาร์ (Bhilar) ในรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) ซึ่งเป็นเมืองหนังสือแห่งแรกของอินเดีย กลับไม่ได้มีเรื่องราวเริ่มต้นมาจากคนธรรมดาตัวเล็กๆ ที่รักหนังสือ แต่เมืองหนังสือแห่งนี้กลับเกิดขึ้นจากหน่วยงานและภาครัฐบาลท้องถิ่น ที่ตั้งใจใช้โมเดลเมืองหนังสือของเฮย์ ออน ไวย์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ลองเดินทางมายังเมืองบิลาร์ ซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมที่ปกติแล้วประชากรประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ทำไร่สตรอเบอร์รี่

Bhilar-hindustantimes--com.jpg
©hindustantimes.com

นอกจากจะหวังผลเรื่องการโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับเมืองแล้ว การเผยแพร่การใช้ภาษามราฐี (Marathi) ซึ่งเป็นภาษาทางการของรัฐมหาราษฏระก็เป็นหนึ่งในจุดประสงค์หลักเช่นเดียวกัน โดยภาครัฐได้ลงทุนซื้อสื่อสิ่งพิมพ์กว่า 10,000 รายการ ทั้งหนังสือทั่วไป นิตยสารหัวเก่าและใหม่ รวมถึงหนังสืออ้างอิงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรัฐมหาราษฏระและภาษามราฐี แล้วนำไปวางตามจุดวางหนังสือทั่วเมืองประมาณ 25 สถานที่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นได้หยิบอ่านตามใจชอบ ความพิเศษของสถานที่วางหนังสือที่มีอยู่ทั่วเมืองคือทางภาครัฐยังได้ชักชวนศิลปินท้องถิ่นและที่อยู่นอกเมืองจำนวนกว่า 75 ชีวิต ให้มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่สื่อถึงหมวดหมู่หนังสือที่อยู่ตามจุดวางหนังสือต่างๆ ด้วยหวังจะสื่อสารกับนักอ่านทั้งหลายว่าสถานที่เหล่านี้มีหนังสือประเภทไหนน่าอ่านบ้าง แถมยังช่วยสร้างสีสันและความแปลกใหม่ให้กับตัวเมืองเป็นอย่างดี โดยข้อแม้ข้อเดียวที่มีต่อนักท่องเที่ยวที่อยากหยิบยืมหนังสือไปอ่านก็คือการเสียค่ามัดจำเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะนำหนังสือกลับมาคืนในสภาพที่สมบูรณ์ ในอนาคตทางภาครัฐตั้งใจว่าจะวางหนังสือหลากหลายภาษามากขึ้นทั้งภาษาอังกฤษและฮินดู เพื่อรองรับความต้องการของนักอ่านทั่วโลกที่กำลังเดินทางมาเยือนเมืองหนังสือแห่งนี้นั่นเอง

Jinbocho_flickr.com-photos-isobrown.jpg
©flickr.com

Jinbōchō, Tokyo, Japan 
ย่านเก่าปัญญาชน

หากจะยกเครดิตโมเดลเมืองหนังสือให้เฮย์ ออน ไวย์ ทั้งหมดก็คงไม่ถูกนัก ถ้าพิจารณาถึงความจริงที่ว่าในมหานครอย่างโตเกียวก็มีย่านเล็กๆ อย่างจิมโบโช (Jinbōchō) ที่เป็นที่รู้จักกันดีของหนอนหนังสือชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 100 ปีแล้ว ปัจจุบันย่านนี้มีร้านหนังสืออยู่กว่า 180 ร้านกับจำนวนหนังสือรวมกันกว่า 10 ล้านเล่ม โดยเฉพาะหนังสือมือสอง หนังสือหายาก รวมถึงหนังสือเฉพาะทางด้านต่างๆ ถึงขนาดว่าหากใครอยากอ่านหนังสือเก่าเกือบร้อยปีก็หาได้ไม่ยากในจิมโบโช และเพราะเป็นย่านที่รอดพ้นจากการถูกทำลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ร้านหนังสือในจิมโบโชตั้งอยู่ในตึกและอาคารที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ร่วมสมัย ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชม และอาจเผลอซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับไปได้ไม่ยาก

Jinbocho-flickr.com-photos-antoniotajuelo.jpg
©flickr.com/photos/antoniotajuelo

เหตุผลที่จิมโบโชกลายเป็นย่านรวบรวมหนังสือเก่าจำนวนมากมาย เริ่มมาจากอาจารย์สอนประจำในมหาวิทยาลัยผู้หญิงที่เชื่อมั่นในการศึกษาที่เท่าเทียมนามว่า ชิเกะโอะ อิวะนะมิ (Shigeo Iwanami) ผู้ชื่นชอบการวิพากษ์เรื่องวิชาการและปรัชญากับเพื่อนสนิท จนตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์มาเปิดร้านหนังสือมือสองและก่อตั้งสำนักพิมพ์เล็กๆ ชื่อว่า “อิวะนะมิ โชเทน (Iwanami Shoten) เพื่อต่อยอดแพสชั่นที่เขาเชื่อมั่นในคุณค่าทางปัญญาจากการได้อ่านหนังสือดีๆ และสิ่งที่ทำให้ร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ของเขามีชื่อเสียงได้ในที่สุด ก็คือการสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่อย่างนัทซึเมะ โซเซะคิ (Natsume Sōseki) เพื่อตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง โคะโคะโระ (Kokoro) ที่เล่าเรื่องราวความรักไม่สมหวังของตัวละครไร้ชื่อ โดยมีนัยยะสื่อถึงการค้นหาตัวตนของคนญี่ปุ่นครั้งใหม่ ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยเมจิกับการเปิดรับโลกสมัยใหม่แบบตะวันตก ภายหลังหนังสือเล่มนี้กลายเป็นนวนิยายขึ้นหิ้งของสังคมญี่ปุ่น ส่งผลให้นัทซึเมะกลายเป็นนักเขียนปัญญาชนคนสำคัญ และยังสร้างชื่อให้กับสำนักพิมพ์อิวะนะมิ โชเทน อีกด้วย ต่อมาสำนักพิมพ์ได้ตีพิมพ์ผลงานของนักปรัชญาตะวันตกเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกหลายชิ้น จนอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา และนักวิชาการที่อยู่ในโตเกียว ต่างพากันมาหาซื้อหนังสือที่ร้านของอิวะนะมิ ต้นแบบความสำเร็จนี้เองที่ทำให้ย่านจินโบโชมีร้านหนังสือมือสองและหนังสือหายากเพิ่มขึ้นอีกมากมาย จนปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็น “หนึ่งในเมืองหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก” 

sub58.jpg
©moshimoshi-nippon.jp/88660

Read & Sleep @BOOK AND BED TOKYO

สำหรับคนชอบอ่านหนังสือ คงไม่มีอะไรสุขใจเกินกว่าการได้นอนอ่านหนังสือเงียบๆ บนเตียงนุ่มๆ และอยู่ๆ ก็ผล็อยหลับไปแบบไม่รู้ตัว โฮสเทลที่ชื่อตรงตัวสำหรับคนรักหนังสือ BOOK AND BED TOKYO จึงเกิดมาเพื่อเสิร์ฟความสุขของหนอนหนังสือทั้งหลาย และแน่นอนว่ามีไฮไลต์อยู่ที่หนังสือที่ถูกคัดสรรไว้จำนวนมากราวกับห้องสมุดขนาดย่อม เพื่อให้แขกที่พักได้เลือกอ่านกันอย่างจุใจ สนนราคาเริ่มต้นต่อคืนอยู่ที่ประมาณพันบาทต้นๆ โฮสเทลเจ้านี้มีสาขาแรกตั้งอยู่ในย่านอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) ก่อนจะขยายสาขาไปที่ย่านอาซากุสะ (Asakusa) และด้วยความนิยมจากหนอนหนังสือที่มาเข้าพักทั่วโลก จึงเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 จังหวัด คือจังหวัดเกียวโต (Kyoto) และฟุกุโอกะ (Fukuoka)


ที่มา:
บทความ “‘โคะโคะโระ’ หรือดวงใจที่เดียวดายไร้ซึ่งวิญญาณ” จาก prachatai.com
บทความ “From Strawberries to Books: Maharashtra’s Bhilar to Become Readers’ Haven” โดย Yogesh Joshi จาก hindustantimes.com
บทความ “Jimbocho; The World's Largest Book Town” จาก en.tokyodeep.infoบทความ “The Book Village of Redu and Its Protagonist Veggie Literary Cafe la Reduiste” โดย Marina Kazakova จาก seanema.eu
บทความ “The Unlikely Story of the Village of Redu” โดย Marina Kazakova จาก thewordmagazine.com
bookandbedtokyo.com
wikipedia.org

เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ

Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด