NEW VALUE OF PUBLICATION ลมหายใจของหนังสือ

Posted by Creative Thailand | 2 กุมภาพันธ์ 2561 | Cover Story
5512
Loading...

cover-amazon-kindle-paperwhite-header.jpg
©goodereader.com

เมื่อพูดถึง ‘การอ่าน’ คุณนึกถึงอะไร?
หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนหน้านี้ ภาพของการอ่านถูกผูกติดอยู่กับหนังสือเป็นเล่มๆ ภาพของผู้คนที่พกพาหนังสือไปอ่านตามที่ต่างๆ หรือภาพของผู้คนที่หามุมสงบๆ ในบ้าน นั่งพลิกหนังสือท่ามกลางความเงียบ

แต่ปัจจุบัน ภาพของการอ่านมักมาในรูปแบบของเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เราอ่านข่าวสารบ้านเมืองผ่านสมาร์ทโฟน เราอ่านตัวอย่างหนังสือเล่มใหม่ของนักเขียนคนโปรดด้วยการเข้าไปในเว็บไซต์ เราอ่านอะไรต่ออะไรด้วยการรูดสไลด์ผ่านหน้าจอแท็บเล็ต

คงไม่เกินไปนักที่จะบอกว่า พฤติกรรมการอ่านได้เปลี่ยนไปแล้ว
และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อวงการสื่อสิ่งพิมพ์และตัวคนทำไม่ใช่น้อย

ศัตรูของกระดาษ
ปลายปี พ.ศ. 2560 วงการนิตยสารเมืองไทยเกิดข่าวเป็นที่ฮือฮา เมื่อนิตยสารที่อยู่คู่กับแผงมายาวนาน 38 ปีอย่าง คู่สร้างคู่สม ประกาศปิดตัว 

จริงอยู่ว่าก่อนหน้านี้ นิตยสารหรือสื่อหลายสำนักได้มีการปิดตัวกันไปบ้างแล้ว หากข่าวนี้ก็ยังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ดี เพราะสำหรับกลุ่มคนทำสื่อในเมืองไทย คู่สร้างคู่สม เรียกได้ว่าเป็นนิตยสารอันดับหนึ่งที่มีฐานคนอ่านเหนียวแน่น

ยอดพิมพ์ต่อเดือนที่มากถึงแสนฉบับ และเคยทำยอดขายได้สูงถึงเดือนละ 1.6 ล้านเล่ม เป็นสถิติที่ใครๆ ก็อยากเจริญรอยตาม

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คู่สร้างคู่สม กลับทำกำไรได้น้อยลง แม้จะมีคอลัมน์เป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านเป็นการดูดวงประจำฉบับอย่าง “คู่สมกับราศี” หากการเฟื่องฟูของโซเชียลมีเดียก็ทำให้ดวงในหนังสือได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง โดยที่ทางนิตยสารไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ

ดำรง พุฒตาล ผู้ก่อตั้งนิตยสารบอกว่า เขาพยายามปรับตัว หาช่องทางสื่อสารกับคนอ่านโดยตรง เปิดรับสมาชิกเพื่อจัดส่งหนังสือให้ถึงบ้าน แต่นิตยสารที่มียอดพิมพ์หลักแสนเล่มนี้ กลับมีคนสมัครสมาชิกแค่หลักร้อยเท่านั้น

เหตุผลทั้งหมด เพียงพอที่จะทำให้ดำรงตัดสินใจหยุด คู่สร้างคู่สม ไว้เพียงเท่านี้

สำหรับคนอ่าน การจากลาครั้งนี้เต็มไปด้วยความเสียใจและเสียดาย ส่วนผู้คนที่อยู่ในแวดวงสื่อ การจากลาครั้งนี้ทำให้คำพูดที่ว่า “หนังสือตายแล้ว” กลับมาดังอีกครั้ง

ย้อนกลับไปต้นยุค 90s เวลานั้นคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์พากันวิ่งวุ่นหาทางเอาตัวรอดจากการมาเยือนของ ‘อีบุ๊ก’ ด้วยคุณสมบัติที่พกพาหนังสือไปไหนมาไหนได้เป็นร้อยเล่ม จะหนาเท่าไหร่ก็ไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก แถมยังอ่านได้อย่างสบายในที่ที่ไร้แสงไฟ นักการตลาดพากันฟันธงว่าอีบุ๊กคือตัวตายตัวแทนของหนังสือเล่ม สื่อหลายสำนักจึงต้องเตรียมลู่ทาง ทำหนังสือทั้งในรูปแบบกระดาษและอีบุ๊กควบคู่กันไป

หากความจริงแล้ว แม้แต่ตลาดนักอ่านอีบุ๊กที่ใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา ยอดขายของหนังสือเล่มก็ยังคงมากกว่า หรือในประเทศที่วัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงอย่างเยอรมนี ยอดซื้อขายของอีบุ๊กเทียบได้กับ 5% ของการซื้อหนังสือทั้งปี

รัสเซลล์ กรานดิเนตติ (Russell Grandinetti) ผู้ดูแลภาพรวมของ Kindle พูดติดตลกไว้ว่า หนังสือกระดาษได้เปรียบอีบุ๊กตรงที่พกพาง่าย แข็งแรง และมีแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า ข้อดีอย่างเดียวที่อีบุ๊กมี อาจเป็นการเพิ่มขนาดตัวหนังสือได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ เขายังเสริมอีกว่า เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการอ่านทั้งหลายมีการอัพเดตมากเกินไป ซึ่งหลายครั้งทำให้อารมณ์ของนักอ่านต้องสะดุดลง

ถ้าอีบุ๊กไม่สามารถโค่นล้มสื่อสิ่งพิมพ์ได้ แล้วเหตุใด สื่อทั้งหลายจึงค่อยๆ ปิดตัว?

บางทีคำตอบอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

ออนไลน์ 24 ชั่วโมง
ในแต่ละวัน คุณหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็กบ่อยแค่ไหน แล้วระหว่างที่นั่งทำงาน คุณสลับหน้าจอไปเช็กโซเชียลมีเดียบ่อยหรือเปล่า

ไม่ต้องกลัวที่จะตอบว่า “บ่อย” เพราะมีหลายคน (รวมถึงเราด้วย) ที่เป็นแบบนี้เช่นกัน

Mediakix บริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ทำการติดต่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อขอเข้าไปเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการในช่วงวัยตั้งแต่ 13-79 ปี เพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยว่าในแต่ละวัน เราใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้มากน้อยขนาดไหน

116 นาทีคือค่าเฉลี่ยที่เราใช้ไปในแต่ละวัน แบ่งออกเป็น ยูทูบ 40 นาที เฟซบุ๊ก 35 นาที สแน็ปแชต 25 นาที อินสตาแกรม 15 นาที และทวิตเตอร์ 1 นาที

Teen-Vogue-website.jpg
©teenvogue.com

ตัวเลขข้างต้นอาจดูน้อยและกว้างเกินไป Common Sense Media องค์กรที่มุ่งหวังให้ความรู้ผู้ปกครองเพื่อคอยเฝ้าสำรวจพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของลูกๆ จึงไปเก็บข้อมูลวัยรุ่น (13-19 ปี) ชาวอเมริกัน ก่อนพบว่า พวกเขาใช้เวลา 9 ชั่วโมงต่อวันไปกับการออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย พร้อมหมายเหตุแนบว่า เวลาดังกล่าวไม่นับรวมช่วงที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำงานเลยด้วยซ้ำ!

ข้อมูลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสืออย่างไร?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อผู้คนไปรวมตัวกันในโลกออนไลน์ สื่อหลายเจ้าก็ต้องพากันตบเท้าเข้ามาช่วงชิงพื้นที่ การปรากฏตัวบนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางที่แทบทุกสื่อต้องมี

แรกๆ การเคลื่อนย้ายถ่ายข้อมูลไปสู่โลกออนไลน์อาจไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องทำอีบุ๊กควบคู่กันไป แต่ทันทีที่เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ได้รับความนิยม สื่อแต่ละเจ้าต่างต้องช่วงชิงความสนใจให้ได้มากกว่าเดิม เพราะนอกจากจะต้องนำเสนอให้รวดเร็วและพิเศษสุดกว่าสื่อสำนักอื่นๆ แล้ว เนื้อหาที่หมั่นเพียรทำกันมา ยังต้องดึงความสนใจให้ได้มากกว่าสเตตัสจากเพื่อนๆ ของนักอ่าน และต้องมีวิธีการนำเสนอที่น่าดึงดูดพอให้อ่านจนจบ

Slate.com เว็บไซต์แม็กกาซีนออนไลน์แห่งสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับ Chartbeat องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์ ศึกษาพฤติกรรมการอ่านของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ Slate และเว็บไซต์จำพวกเดียวกันอีกหลายเว็บว่า เมื่อผู้คนกดเข้ามาอ่านบทความ พวกเขาเลื่อนเมาส์หรือสไลด์อ่านจนจบหรือไม่

ผลก็คือ มีผู้ใช้งานที่คลิกเข้ามา แล้วปิดทันทีโดยไม่เลื่อนดูอะไรเลยประมาณ 5% ส่วนคนที่ให้ความสนใจ อ่านไปได้จนถึงครึ่งทางมีแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความออนไลน์อย่าง Upworthy.com ยังได้ทำการเก็บข้อมูลว่า คนที่แชร์บทความของพวกเขาไปนั้นได้อ่านมันจริงๆ บ้างหรือเปล่า ก่อนพบว่าคนที่กดแชร์ส่วนใหญ่ เพิ่งอ่านบทความไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ และยังมีข้อมูลบ่งชี้ด้วยว่า เนื้อหาที่มีภาพถ่ายหรือวิดีโอเป็นหลักจะถูกแชร์มากกว่าเนื้อหาที่มีแต่ตัวอักษรมากถึง 40 เท่า!

เมื่อพฤติกรรมการอ่านเป็นเช่นนี้ ผู้คนในแวดวงสื่อจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ คนที่เคยคลุกคลีกับการสื่อสารผ่านหน้ากระดาษ เว้นจังหวะให้อ่านได้อย่างราบรื่น เมื่อมาอยู่ในโลกออนไลน์ก็ต้องปรับตัว เขียนหัวข้อให้ชวนดึงดูด นำใจความที่อยากสื่อมาพูดตั้งแต่ย่อหน้าแรก แถมยังต้องย่อยข้อมูลให้กระชับ และนำเสนอควบคู่ไปกับภาพประกอบที่จะชวนให้คนหยุดดูได้

แต่เมื่อโพสต์ใหม่ๆ บนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นวันละไม่ต่ำกว่าสองล้านโพสต์ ประกอบกับผู้คนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโลกออนไลน์ ในทางหนึ่งมันจึงส่งผลกระทบต่อวงการหนังสือกระดาษอย่างช่วยไม่ได้

ผู้คนไม่เปิดอ่านหนังสือเล่ม ยอดขายหนังสือตกเป็นประวัติการณ์ วนเวียนเป็นวัฏจักรจนทำให้หลายสำนักหมดแรงที่จะแข่งขัน

จากที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางที่ต้องมี สำหรับบางเจ้ากลายเป็นช่องทางเดียวที่เหลืออยู่

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องร้ายเสมอไป เมื่อข้อดีของอินเทอร์เน็ตคือความว่องไว สื่อบางประเภทจึงช่วงชิงความได้เปรียบในเรื่องนี้เอาไว้ได้ โดยเฉพาะวงการแฟชั่นและดาราที่ยอดขายแบบเป็นเล่มลดลงอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเฟื่องฟูของอินสตาแกรม และการที่ดาราสามารถมีช่องทางในการพูดคุยหรืออัพเดตข่าวสารได้โดยตรง กิจกรรมหลายอย่างจึงไม่ใช่เรื่องลับอีกต่อไป รวมถึงการติดตามเทรนด์แฟชั่น ที่ระยะเวลาในการวางแผงของนิตยสารอาจทำให้เทรนด์นั้นหายลับไปแล้ว

นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ช่วงปลายปี 2017 Condé Nast Inc. บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่แห่งอเมริกา ประกาศว่าจะหยุดการตีพิมพ์ Teen Vogue นิตยสารแฟชั่นวัยรุ่นในแบบรูปเล่ม และหันไปสื่อสารผ่านทางออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับอีกหนึ่งนิตยสารแฟชั่นต่างเครืออย่าง NYLON ที่จะหันไปเอาดีทางออนไลน์เช่นกัน

newyorktime_online.jpg
©nytimes.com
ต้นทุนของโลกออนไลน์
แม้การตัดสินใจเลิกพิมพ์หนังสือเล่ม แล้วพาตัวเองเข้าสู่โลกออนไลน์จะเป็นทางเลือกของสื่อสิ่งพิมพ์หลายเจ้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบของธุรกิจนั้นยังไม่ต่างจากไปเดิม

หากการทำหนังสือในรูปแบบเดิม ต้องหาค่าโฆษณาเพื่อมาช่วยค่าใช้จ่ายในส่วนของการผลิตและรายได้ของทีมงาน การทำเนื้อหาเพื่อเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนเหล่านั้นเช่นกัน

สำหรับต่างประเทศ ปัญหาหลักๆ คือการที่นายทุนส่วนใหญ่หันไปลงโฆษณากับกูเกิลและเฟซบุ๊กโดยตรง ทำให้หลายสำนักต้องหาทางเอาตัวรอดกันอย่างหนักหน่วง บ้างก็ได้สายสัมพันธ์อันดีที่มีมายาวนาน บ้างก็ได้นายทุนหน้าใหม่ๆ ที่ให้การสนับสนุน แต่บ้างก็เลือกใช้วิธีวัดใจคนอ่านด้วยการให้สมัครสมาชิก

ย้อนกลับไปช่วงปี 2012 The New York Times หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาบอกว่า จะให้สิทธิ์ในการอ่านข่าวบนเว็บไซต์ฟรีแค่เดือนละสิบครั้งเท่านั้น (ก่อนปรับเป็นห้าครั้งในปลายปี 2017) ถ้าใครอยากอ่านมากกว่านี้ คุณต้องเสียเงินเพื่อสมัครสมาชิก

ช่วงแรกที่ The New York Times ประกาศเช่นนี้ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูว่าการอ่านข่าวออนไลน์จำเป็นต้องเสียเงินด้วยหรือ และถ้าต้องเสียเงินจริงๆ ยอมซื้อแบบเป็นเล่มจะดีกว่าไหม แต่เหล่าผู้บริหารและทีมงานก็ไม่สนใจ มุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน จนพิสูจน์ได้ว่าข่าวสารในโลกออนไลน์ของพวกเขาคุ้มค่ากับการเสียเงิน

จากเดิมที่ในปี 1995 The New York Times มีสมาชิกที่รับหนังสือพิมพ์แบบเป็นรูปเล่ม 1.5 ล้านคน ในปี  2015 พวกเขามีสมาชิกในรูปแบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว 1.2 ล้านคน และในปี 2017 The New York Times ก็สามารถเก็บเงินจากโมเดลนี้ได้มากถึง 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่ามากเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ตัวเลขที่ The New York Times ได้จากการรับสมัครสมาชิกนั้นมากกว่าค่าโฆษณาที่ได้จากลูกค้าไปแล้ว

เช่นเดียวกับนิตยสารข่าวอย่าง The Economist ที่ก็เน้นให้ผู้อ่านสมัครสมาชิก โดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเผยแพร่บทความทางออนไลน์ให้มากขึ้น และหันไปเอาจริงเอาจังกับการกระจายขายตัวสิ่งพิมพ์ทั่วโลก เพื่อที่จะได้สมาชิกใหม่ๆ จากทั้งสองช่องทาง

ความพยายามของ The Economist สำเร็จเป็นผลอย่างงดงาม โดยเฉพาะในปี 2017 หลังจากที่โลกเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ อย่าง Brexit หรือการได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ยอดขายและยอดสมัครสมาชิก ไม่ว่าจะทางรูปเล่มหรือออนไลน์พุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว และไม่ใช่แค่กับ The Economist เท่านั้น หากยังรวมไปถึงนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ในแนวเดียวกันอีกด้วย

เฟรเซอร์ เนลสัน (Fraser Nelson) บรรณาธิการของ The Spectator นิตยสารเกี่ยวกับสังคมการเมืองในอังกฤษ แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ข่าวในโลกออนไลน์มีให้เสพมากมาย แต่ในบรรดาข่าวเหล่านั้น ก็มีข่าวปลอมอยู่เยอะ ถ้านิตยสารและหนังสือพิมพ์สามารถผลิตบทความที่มีคุณภาพกว่าในโลกออนไลน์ได้ ผู้คนก็ยินดีที่จะซื้อมัน”

หนังสือตายแล้ว
ข้อมูลที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ อาจชวนให้คิดว่าหนังสือเล่มคงถึงคราวใกล้จุดจบจริงๆ แต่ความจริงแล้ว หนังสือเล่มยังคงมีชีวิตและยังมีผู้คนอีกมากมายที่พร้อมจะโอบอุ้มมัน

Mintel สำนักวิจัยการตลาดจากอังกฤษ พยากรณ์ว่าหนังสือเล่มจะยังคงอยู่ต่อไป อ้างอิงจากการสำรวจที่พบแนวโน้มว่า ในปี 2022 ยอดขายหนังสือเล่มที่อังกฤษมีสิทธิ์พุ่งขึ้นไปถึง 2.1 พันล้านปอนด์ โดยหนึ่งเหตุผลที่สอดคล้องกันดีกับยุคสมัยคือ การที่เจ้าของหนังสือจะดูน่าสนใจเวลาโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดีย หรือในสายตาของแขกที่มาเยี่ยมบ้าน 

แน่นอนว่ากลุ่มคนทำหนังสือต่างรับรู้และสอดรับพฤติกรรมนี้อย่างดี หากมองไปที่หนังสือในปัจจุบัน ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ เราจะพบกับหนังสือที่คุ้มค่าแก่การมีไว้ในครอบครอง และควรค่าที่จะนำไปโพสต์ไว้บนอินสตาแกรม

little-white-lies-spreads-9.jpg
©artasiapacific.com

รีเบคกา แมคกรัธ (Rebecca McGruth) นักวิเคราะห์สื่อจาก Mintel เสริมว่า ชั้นหนังสือกลายเป็นอีกสิ่งที่ผู้คนโหยหา เพราะนอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ชั้นหนังสือยังให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่บ้าน การมีหนังสือประดับประดาจึงเป็นสิ่งช่วยชุบชูใจให้กับผู้ที่ต้องเช่าที่พักอาศัยอยู่ได้อย่างดี

นอกจากนี้ อีกเหตุผลที่ผู้คนนิยมซื้อหนังสือเล่มมากขึ้น เป็นเพราะระหว่างวันต้องจ้องจออุปกรณ์ต่างๆ มากเกินไป อีกทั้งยังอยากพักผ่อนจากความว่องไวของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลที่ทะลักล้นเกินจำเป็น พวกเขาจึงอยากหาทางหลีกหนีจากมัน โดยนอกจากจะมีหนังสือไว้ในครอบครองสักเล่มแล้ว พวกเขายังต้องการหนังสือที่จะตอบสนองความสนใจในเรื่องที่ต้องการได้จริงๆ

สิ่งนี้สอดคล้องกับการปรากฏตัวของคนทำสื่อสิ่งพิมพ์กลุ่มหนึ่ง เราอาจเรียกพวกเขาได้ว่ากลุ่มคนทำหนังสือนอกกระแส เพราะนอกจากจะยืนยันที่จะนำเสนอเนื้อหาผ่านกระดาษเป็นหลักแล้ว พวกเขายังพิถีพิถันกับการทำเนื้อหา การคัดเลือกภาพประกอบ การออกแบบรูปเล่ม ไปจนถึงการเลือกระยะเวลาที่เหมาะสมของการวางจำหน่าย และจากเดิมที่นิตยสารหรือหนังสือต้องพูดให้กว้างๆ เข้าไว้ กลุ่มคนเหล่านี้กลับเลือกที่จะตีกรอบให้เล็กลง แล้วเลือกทำแค่ในสิ่งที่พวกเขาสนใจ

จากเดิมที่ควรเสพข่าวสารกันอย่างว่องไว Delayed Gratification นิตยสารรายสี่เดือนจากอังกฤษเลือกโผล่ออกมากลางวง แล้วประกาศตัวว่าจะทำตัวเป็น Slow Journalism หรือกลุ่มคนข่าวที่จะย้อนกลับไปมองว่าในช่วงระยะเวลาที่ปิดเล่มอยู่นั้น มีข่าวใดที่ผู้คนหลงลืมมันไปแล้ว พวกเขาจะพากลับไปสำรวจเหตุการณ์ที่เราเคยเห็นในหน้า Breaking News อีกครั้ง ว่าที่จริงแล้วจบลงอย่างไร มีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบไหน พร้อมนำเสนอในรูปแบบของบทความเชิงสารคดี ประกอบกับอินโฟกราฟิกสวยงาม

จากเดิมที่ข่าวสารวงการบันเทิง ถูกนำเสนอควบคู่ไปกับเรื่องราวในมุ้งและภาพกอสซิป Little White Lies นิตยสารรายสองเดือนจากอังกฤษเปิดโอกาสให้คนที่สนใจโลกภาพยนตร์ได้ติดตามในเรื่องที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ล้วนๆ โดยนอกจากให้พื้นที่ครึ่งเล่มไปกับการทำเนื้อหาที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ขึ้นปกเพียงเรื่องเดียวแล้ว ยังให้ความสำคัญกับภาพประกอบถึงขั้นลงทุนจ้างศิลปินมาวาดใหม่ทุกเล่ม

จากเดิมที่ต้องติดตามข่าวสารของคนดัง Benji Knewman นิตยสารรายสองเดือนจากลัตเวีย (ที่นำเสนอในรูปแบบสองภาษา ลัตเวียและอังกฤษ) เลือกไปสัมภาษณ์คนปกติธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก เพราะพวกเขาเชื่อว่าเรื่องราวของมนุษย์ทุกคนล้วนน่าสนใจไม่แพ้กัน

และจากเดิมที่นิตยสารต้องนำเสนอในธีมที่ยิ่งใหญ่อลังการหรือมีความครีเอทีฟที่หลายคนคาดไม่ถึง MacGuffin จากเนเธอร์แลนด์ ให้ความสนใจสิ่งของที่เราเห็นจนชินในชีวิตประจำวันอย่างเตียงนอน หน้าต่าง เชือก แล้วค่อยๆ ขุดไปหารากว่าสิ่งของเหล่านี้มีความเป็นมาอย่างไร สัมพันธ์กับมนุษย์แบบไหน
 
ขณะที่กลุ่มคนทำสำนักพิมพ์ขนาดเล็กนั้น ด้วยขนาดขององค์กรที่กะทัดรัด ทำให้ปริมาณหนังสือที่ต้องผลิตไม่จำเป็นต้องเยอะเท่า พวกเขามีเวลากับการดูแลต้นฉบับเพิ่มขึ้น อีกทั้งสามารถกำหนดช่วงเวลาในการขายได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านาน ซึ่งหลายครั้งที่หนังสือของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กสามารถทำผลงานได้ดีหรือเทียบเท่ากับสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ อย่างในอังกฤษนั้นพบว่า อัตราการขายหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กของเหล่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็กในปี  2017 เพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน 79 เปอร์เซ็นต์

นอกจากฝั่งทีมงานแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปขนาดไหน อาชีพนักเขียนก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากเป็น และการมีหนังสือของตัวเองสักเล่มก็น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคน บ้างเลือกส่งต้นฉบับไปตามที่ต่างๆ บ้างลงทุนพิมพ์หนังสือด้วยตัวเอง (Print on Demand) หรือบ้างก็เลือกใช้บริการที่จัดทำขึ้นมาเพื่อนักอยากเขียนโดยเฉพาะ

Book in a Box คือบริการที่จะทำให้ความฝันเหล่านั้นเป็นจริง (แต่คุณต้องจ่าย 25,000 เหรียญสหรัฐฯ) โดยจะใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดเดือน ทำการสัมภาษณ์ เรียบเรียงต้นฉบับ ขัดเกลา ตรวจแก้ ดูแลให้เสร็จเป็นรูปเล่ม พร้อมนำไปจัดจำหน่าย

แต่ทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ว่า นักอยากเขียนทุกคนต้องมีไอเดียต้นฉบับอยู่ในหัว และมองภาพเห็นแล้วว่า หนังสือเล่มนี้มีผู้อ่านเป็นใคร

radu-marcusu-498248.jpg
©radu_marcusu

ชีวิตของหนังสือ
ว่ากันว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะเดินทางครบวงจรชีวิตก็ต่อเมื่อถูกเปิดอ่าน

แต่ก่อนไปถึงจุดนั้น สิ่งที่หนังสือเล่มหนึ่งควรทำให้ได้คือ หานักอ่านของตัวเองให้เจอ

ย้อนเวลาไปก่อนหน้านี้ การที่หนังสือได้มีพื้นที่อยู่ในร้านถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ผู้อ่านหน้าใหม่ได้ลองทำความรู้จัก แต่กับช่วงเวลาที่ร้านหนังสือเริ่มหดหาย แถมพื้นที่ในการวางยังถูกจำกัดให้กับสื่อยักษ์ใหญ่ หนังสือของกลุ่มคนตัวเล็กๆ จึงแทบไม่ได้ผุดขึ้นมาหายใจ

กับช่วงเวลาปัจจุบัน ยุคที่ทุกอย่างอยู่ที่ปลายนิ้ว และทุกคนเข้าถึงโซเชียลมีเดีย กลุ่มคนทำเหล่านิตยสารนอกกระแสและสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก จึงไม่รอช้าที่จะใช้ช่องทางเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ พวกเขาใช้เฟซบุ๊กในการประชาสัมพันธ์ ใช้ทวิตเตอร์เพื่อรายงานความเคลื่อนไหว กระทั่งร้านหนังสือก็ไม่จำเป็นต้องง้อยักษ์ใหญ่อีกต่อไป เพราะนอกจากกลุ่มคนทำแล้ว ร้านหนังสืออิสระก็เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะในรูปแบบของร้านขนาดเล็ก หรือร้านที่ตั้งตัวอยู่ในโลกออนไลน์ก็ตาม

stackmagazines.com คือหนึ่งในเว็บไซต์ที่โดดเด่น มีถิ่นฐานอยู่ในอังกฤษ เปิดตัวมาด้วยความตั้งใจจะเป็นศูนย์กลางให้กับเหล่านิตยสารนอกกระแสได้มีพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์ พร้อมทำให้นิตยสารจากทั่วทุกมุมโลกเหล่านั้นกลายเป็นที่รู้จัก โดยไม่เพียงแค่เขียนบทความแนะนำ หากยังมีระบบสมัครสมาชิกที่น่าสนใจ

แต่ละเดือน STACK จะเปิดรับสมาชิก จากนั้นพวกเขาจะคัดเลือกนิตยสารที่โดดเด่นโดนใจจัดส่งไปให้คุณถึงบ้าน โดยไม่บอกก่อนด้วยว่า นิตยสารเล่มนั้นเกี่ยวกับอะไรหรือเจ้าไหน แน่นอนว่าอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความเซอร์ไพรส์ แต่อย่างหนึ่งก็เพื่อที่คุณจะได้ทำความรู้จักนิตยสารเล่มนั้นด้วยตัวเอง

วิธีการของ STACK ในทางหนึ่งอาจเป็นเหมือนการทำมาค้าขายในโลกธุรกิจ แต่ในทางหนึ่ง มันคือการทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มเททำไปนั้น มีผู้คนรับรู้และสนใจมัน
หนังสือเล่มหนึ่งคงไม่มีวันเดินทางได้ครบวงจรชีวิต ถ้าเกิดไม่มีคนที่คอยปลุกปั้น

และนี่อาจเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้คนเหล่านั้นได้มีเรี่ยวแรงต่อไป ไม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่จะถูกนำเสนอในรูปแบบของกระดาษหรือออนไลน์ก็ตาม


ที่มา 
บทความ “ลาแผงจริง! เปิดใจ ‘ดำรง พุฒตาล’ ปิดตำนานนิตยสาร ‘คู่สร้างคู่สม’…โซเชียลทำให้เราท้อใจ” จาก prachachat.net
บทความ “Condé Nast to Cease Teen Vogue in Print, Cut 80 Jobs and Lower Mag Frequencies” จาก wwd.com
บทความ “E-Books Sales to Drop as Bookshelf Resurgence Sparks ‘Shelfie’ Craze” โดย Katie Morley จาก telegraph.co.uk
บทความ “From Papyrus to Pixels: The Digital Transformation Has Only Just Begun” จาก economist.com
บทความ “How Much Time Do We Spend on Social Media?” จาก mediakix.com
บทความ “Internet Stats & Facts for 2017” โดย John Stevens จาก hostingfacts.com
บทความ “Reading in the Digital Age” จาก commonsensemedia.org
บทความ “Small Indie Publishers Report Booming Sales” โดย Danuta Kean จาก theguardian.com
บทความ “3 Interesting Things Attention Minutes Have Already Taught Us” จาก upworthy.com
บทความ “You Won’t Finish This Article” โดย Farhad Manjoo จาก slate.com 
บทความ “Why People Pay to Read The New York Times” โดย Lydia Polgreen จาก medium.com

เรื่อง : ปฏิกาล ภาคกาย


Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด