Your One Wild and Precious Life

Posted by Creative Thailand | 3 เมษายน 2561 | Local Wisdom
10483
Loading...

ภาพเปิด-Jens Johnsson-Unsplash.jpg
© Jens Johnsson

ในบทกวีของแมรี โอลิเวอร์ (Mary Oliver) นักประพันธ์รางวัลพูลิตเซอร์ท่อนหนึ่งกล่าวไว้ว่า "บอกฉันสิ คุณวางแผนจะทำอะไรในหนึ่งชีวิตที่แสนระห่ำและเลอค่าของคุณ (Tell me, what is it that you plan to do with your one wild and precious life.)” น่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และเมื่อการหาคำตอบนั้นไม่ง่ายและไม่ได้มีคำตอบตายตัว การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของบุคคลที่ผ่านโลกมาไม่น้อย หรือจากตัวเลขสถิติ รายงาน และผลสำรวจถึงคุณค่าของการมีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งของมนุษย์ อาจทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า ในชีวิตที่แสนสั้นของเรานี้ควรทุ่มเทให้กับอะไร

Joyce Huis.jpg
© Joyce Huis

“แทนที่เราจะพูดกันว่า เราจะช่วยผู้สูงอายุได้อย่างไร เราควรหันมาสนใจว่าจะให้พวกท่านมาช่วยเราอย่างไรมากกว่า” คือคำพูดของชายวัย 92 ปี ผู้เป็นพ่อของลอร่า คาร์สเตนเซ่น (Laura Carstensen) นักสังคมศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคมสูงวัยแห่งสแตนฟอร์ด (Stanford Center on Longevity) และเธอเองก็เห็นด้วยกับพ่อของเธอ เพราะตลอดการทำงานของลอร่าที่ได้ศึกษาเรื่องผลกระทบที่มีต่อคุณภาพชีวิตนั้น เธอได้พบข้อสรุปที่น่าสนใจว่า ‘ยิ่งคนมีอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้น’ สิ่งนี้อาจดูขัดแย้งกับทัศนคติของคนในสังคมที่มองว่า ‘ยิ่งแก่ อะไรๆ ก็ยิ่งแย่ลง’ ไม่ว่าจะเรื่องปัญหาสุขภาพ หรือสถานะทางสังคมที่ถูกลดทอนความสำคัญ แต่จากการทดสอบกลุ่มตัวอย่างวัยเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุจากกรมควบคุมโรคติดต่อ (CDC: Centers for Disease Control and Prevention) ที่ได้สำรวจระดับความเครียดทางจิตใจกลับพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้สูงวัยมีระดับความเครียดน้อยกว่ากลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่ามาก 

ลอร่าอธิบายเพิ่มเติมจากงานวิจัยของเธอว่า มันคือความสามารถในการรับรู้เวลาของคนสูงวัยที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า คนเราไม่สามารถอยู่ได้ตลอดกาล สิ่งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองชีวิตไปในทางบวกมากขึ้น ผู้สูงอายุจึงยอมรับความเศร้าและรับมือกับความรู้สึกลบได้ดีกว่าคนที่อายุยังน้อย และหากสังคมจะเลือกลงทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะไม่ใช่เพียงอายุขัยที่ผู้สูงวัยจะมีเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ภูมิความคิดและปัญญาของคนรุ่นเก๋าต่างหากที่จะเป็นกำไรต่อชีวิตและสังคมของคนรุ่นหลังที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

Dan Gold.jpg
© Dan Gold

• เมื่อความแก่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพแต่มันคือทัศนคติ อิซาเบล อัลเลนเด (Isabel Allende) นักเขียนนิยายชื่อดังชาวชิลีในวัย 71 ปีก็คิดแบบเดียวกัน เธอบอกว่า เราต่างก็รู้สึกอ่อนวัยกว่าอายุจริง เพราะจิตวิญญาณไม่เคยแก่ตัวลง แม้ความชราจะพรากเอาความกระฉับกระเฉงและเพิ่มรอยเหี่ยวย่นที่ไม่พึงปรารถนาเข้ามาในชีวิต แต่อายุที่เพิ่มขึ้นกลับให้บางสิ่งที่คนหนุ่มสาวไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน นั่นคือ “อิสระ” ที่ได้หลุดพ้นจากความคาดหวังของคนรอบข้างและสังคม ทั้งยังไม่ต้องพยายามค้นหาตัวตน การไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกต่อไปคือสิ่งที่วิเศษ นี่จึงเป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของชีวิตที่หากว่าไม่เจ็บป่วยหรือยากจนมากนัก คนสูงวัยก็จะมีทางเลือกและสามารถทำสิ่งที่ใจต้องการได้อย่างน่าภาคภูมิใจ 

ทัศนคติต่อความชราของอิซาเบลนั้นเป็นแบบเดียวกับไอดอลของเธอที่ได้ใช้ชีวิตสูงวัยอย่างมีคุณค่า นั้นก็คือ โอลก้า เมอร์เรย์ (Olga Murray) ทนายหญิงชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณอุทิศตัวทำงานช่วยเหลือเด็กผู้หญิงในเนปาลให้พ้นจากการเป็นทาส และได้ก่อตั้งมูลนิธิที่ชื่อว่า Nepal Youth Foundation เพื่อส่งเสริมให้เด็กชายและหญิงได้รับการศึกษาและบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ เมื่ออายุ 90 ปี โอลก้าได้ช่วยเหลือเด็กเนปาลเป็นจำนวนกว่า 45,000 คน  และเป็นผู้จุดประกายในการเปลี่ยนวัฒนธรรมการขายลูกสาวเพื่อไปเป็นคนรับใช้ให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเนปาล และเธอได้เผยเคล็ดลับความสุขให้เหล่าคนหนุ่มสาวฟังว่า “ให้ลองจินตนาการดูว่าหากคุณอายุถึง 90 ปี เมื่อมองย้อนกลับไปดูช่วงชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด สิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจและภาคภูมิใจในชีวิตที่สุดนั้น ไม่ใช่รถสปอร์ตหรูที่คุณซื้อเมื่อสมัยหนุ่มๆ เสื้อผ้าแบรนด์ดังที่มีอยู่เต็มตู้ หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีสุดล้ำที่ครอบครอง แต่มันคือสิ่งที่คุณทำเพื่อคนอื่น เพราะมันจะกลายเป็นความทรงจำที่เกาะกุมอยู่เต็มหัวใจที่จะทำให้คุณมีความสุข” 

Val Vesa.jpg
© Val Vesa

• หากจะพูดถึงเคล็ดลับความสุขและความสำเร็จ โรเบิร์ต วาลดิงเจอร์ (Robert Waldinger) ในวัย 67 ปี น่าจะสรุปให้เราฟังได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด โรเบิร์ตคือหัวหน้าคณะวิจัยรุ่นที่ 4 ด้านพัฒนาการผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Study of Adult Development) ประจำโครงการศึกษาข้อมูลมนุษย์เกี่ยวกับความสุขและความพอใจในชีวิตที่ดำเนินมายาวนานถึง 75 ปี โครงการนี้ได้ตามติดชีวิตผู้ชายในสหรัฐฯ จำนวน 724 คน มาตั้งแต่ปี 1938 จนตอนนี้กลุ่มตัวอย่างบางคนมีอายุกว่า 90 ปี โรเบิร์ตเผยถึงกระบวนการศึกษาชีวิตกลุ่มตัวอย่างให้ฟังว่า เขาไม่ได้แค่ส่งชุดคำถามเพื่อเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ทีมงานได้สัมภาษณ์ชีวิตแต่ละคนรวมทั้งพูดคุยกับลูกๆ และภรรยาของพวกเขาร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารทางการแพทย์ เพื่อหาคำตอบที่มนุษย์เราอยากรู้ที่สุดว่า หนทางแห่งความสุขและสุขภาพดีในบั้นปลายชีวิตนั้นคืออะไร 

โรเบิร์ตได้สรุปผลให้ฟังสั้นๆ ว่า ‘ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้มนุษย์เรามีความสุขและแข็งแรง’ นี่อาจฟังดูไม่น่าตื่นเต้นและสมเหตุสมผลดีแล้ว แต่โรเบิร์ตอธิบายเพิ่มเติมว่ามันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น เพราะความสัมพันธ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมีเพื่อนหรือญาติเยอะ เพราะข่าวร้ายก็คือ ชาวอเมริกันมากกว่าหนึ่งในห้าบอกว่าตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยวแม้พวกเขาจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายหรือคู่ชีวิตของตัวเอง ความสัมพันธ์ในที่นี้จึงไม่เกี่ยวกับปริมาณแต่เป็นเรื่องของคุณภาพ โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า เมื่อสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างเริ่มเสื่อมโทรมตั้งแต่ช่วงวัยกลางคน ระดับคอเลสเตอรอลที่เคยตรวจไว้ตอนอายุประมาณ 50 ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าพวกเขาจะมีสุขภาพอย่างไรเมื่อแก่ชรา แต่กลับเป็นระดับความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์ในชีวิตของพวกเขาต่างหากที่ส่งผล โดยคนที่พอใจกับความสัมพันธ์ที่มีตอนอายุ 50 จะเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดเมื่ออายุ 80  และหากในวัยชรานี้พวกเขาเกิดเจ็บปวดทางกายอย่างมาก คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีก็จะยังคงมีความสุขอยู่ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณหากคนๆ นั้นมีความสัมพันธ์ที่แย่ นอกจากนั้นแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงและแน่นแฟ้นยังช่วยในเรื่องความจำตอนอายุมากขึ้นอีกด้วย และแม้คู่รักวัย 80 ปีบางคู่จะทะเลาะกันบ่อยครั้ง แต่หากพวกเขายังรู้สึกว่าพึ่งพากันและกันได้ทุกเมื่อ การมีปากเสียงกันนั้นก็ไม่ได้ส่งผลแย่ต่อความสามารถในการจำของพวกเขาเลย

Caleb Jones.jpg
© Caleb Jones

• เพราะการสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และไม่สามารถเห็นผลลัพธ์แบบเร็วด่วนทันใจคนวัยหนุ่มสาว พวกเขาจึงอาจมองข้ามการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมีคุณภาพตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อผลสำรวจคนรุ่นมิลเลนเนียลพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 พวกเขาต้องการความร่ำรวยและอีกร้อยละ 50 ต้องการมีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนความต้องการในความสัมพันธ์ที่ดีกลับไม่ถูกพูดถึง ผลลัพธ์แบบนี้ไม่น่าแปลกใจ เมื่อเราถูกสอนให้ทุ่มเทเวลาให้กับงานและการหาเงินเพื่อไขว่คว้าความสำเร็จให้มากขึ้นและมากขึ้น หากแต่งานวิจัยที่น่าเชื่อถือจากฮาร์วาร์ดบอกให้เรารู้ว่า คนที่จะแข็งแรงและเป็นสุขที่สุดในบั้นปลายชีวิตคือคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว เพื่อน และสังคมของเขาตั้งแต่ยังหนุ่ม ฉะนั้นแล้วช่วงเวลาของความหนุ่มสาวก็น่าจะมีความสำคัญมากเช่นกัน ดร.เม็ก เจย์ (Dr. Meg Jay) นักจิตวิทยาคลินิก ยืนยันว่าช่วงอายุก่อน 35 ปีคือช่วงเวลาที่จะส่งผลต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด โดย 8 ใน 10 ของการตัดสินใจที่จะชี้ชะตาว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้อยู่ที่ช่วงวัยรุ่นจนถึงวัย 30 กลางๆ ดังนั้นหากใครที่ยังอายุ 20 กว่าๆ แล้วคิดว่าตัวเองยังมีเวลาอีกเหลือเฟือสำหรับการทดลองใช้ชีวิตจึงไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก ดร.เม็กแนะนำว่า วัยรุ่นไม่ควรหมกหมุ่นอยู่กับการแสวงหาตัวตน แต่ควรพยายามสร้างตัวตนที่ดีที่สุดด้วยการลงมือทำบางอย่างที่จะสร้างคุณค่าให้ตัวเองอย่างจริงจัง เพราะเธอเชื่อว่าตัวตนที่ยอดเยี่ยมจะนำมาซึ่งสิ่งที่ยอดเยี่ยม และในช่วงอายุของวัยหนุ่มสาวที่กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างมากมายทั้งเรื่องงาน ความรัก ความสุขส่วนตัว และยังเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนโลกใบนี้ด้วยนั้น การลองฟังบทเรียนชีวิตของผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าก็น่าจะทำให้หนุ่มสาวทั้งหลายได้กำหนดชะตาชีวิตที่แสนระห่ำให้มีคุณค่าอย่างที่ใจต้องการได้อย่างชัดเจน


ที่มา :
วิดีโอ “How to live passionately no matter your age” (กันยายน 2014) โดย Isabel Allende จาก ted.com
วิดีโอ “Older people are happier” (เมษายน 2012) โดย Laura Carstensen จาก ted.com
วิดีโอ “What if you could live a joyful and vibrant life at any age?” (พฤศจิกายน 2015) โดย Olga Murray จาก tedxvienna.at
วิดีโอ “What makes a good life? Lessons from the longest study on happiness” (ธันวาคม 2015) โดย Robert Waldinger จาก ted.com
วิดีโอ “Why 30 is not the new 20” (พฤษภาคม 2013) โดย Meg Jay จาก ted.com

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ



Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด