อ่าน...นอกเวลา

Posted by Creative Thailand | 2 กุมภาพันธ์ 2561 | Local Wisdom
1208
Loading...

shutterstock_297107141.jpg

คุณเคยสงสัยหรือฝังใจกับการถูกครูอาจารย์สั่งให้อ่าน “หนังสือนอกเวลา” หรือไม่ เพราะถึงจะชื่อนอกเวลา แต่ก็เหมือนถูกบังคับให้อ่านแต่อะไรที่เข้าใจยาก และยังต้องเอามาใช้สอบเพื่อวัดคะแนน แล้วหนังสือนอกเวลาในอุดมคติที่เราคาดหวังไว้ ควรจะเป็นแบบไหน เพราะไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีหนังสือนอกเวลา แต่ประเทศที่มีการศึกษาอันดับต้นๆ ของโลกอย่างฟินแลนด์ เขาก็อ่านหนังสือนอกเวลาเหมือนกัน

อ่านอะไร
ในประเทศไทย หนังสือนอกเวลาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กสรุปอ่านจับใจความสำคัญ หาข้อคิด เป็นการวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านและการเขียนของเด็ก ตามจุดประสงค์ของกระทรวงฯ อีกทั้งเนื้อหาสาระในหนังสือ ยังมีบทบาทในการเป็นต้นแบบการขัดเกลาทางสังคม ให้เยาวชนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย อยู่อย่างพอเพียง มีความกตัญญู ดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข เป็นต้น นอกจากนี้หนังสือนอกเวลายังเป็นอีกหนึ่งในตัวชี้วัดประเมินผลที่ถูกใช้ในการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2518 จนปัจจุบัน โดยประกาศในแต่ละปีที่ออกมา ก็จะกำหนดเป็นแกนหลักว่าต้องอ่านอะไรบ้าง 

ขณะที่หลักสูตรการศึกษาของฟินแลนด์ก็มีจุดประสงค์ให้นักเรียนได้อ่านและเข้าใจวรรณกรรม เพื่อขัดเกลาเยาวชนเช่นกัน เพียงแต่เกณฑ์ในการเลือกหนังสือนอกเวลาไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานด้านการศึกษาระดับประเทศ แต่ถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ในแต่ละโรงเรียน โดยเชื่อว่าแต่ละพื้นที่มีพื้นฐานของเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน จึงควรจัดหาหนังสือนอกเวลาที่มีเนื้อหาใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชน รวมถึงครูอาจารย์ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมในพื้นที่นั้นๆ เพื่อออกแบบรายชื่อของหนังสือนอกเวลาให้สัมพันธ์กับเยาวชนผู้อ่าน เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและเป็นที่สนใจของเยาวชน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกผูกพันไปด้วย การเลือกหนังสือนอกเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อตัวเยาวชนตั้งแต่ทักษะการอ่านและการเรียน ไปจนถึงมีผลต่อการศึกษาของชีวิตเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว

อ่านอย่างไร
ความสนุกของการอ่านหนังสือ อาจเกิดขึ้นจากการที่คนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันมาเจอกัน แล้วเกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติที่มีต่อหนังสือเล่มนั้น เพื่อทำให้หนังสือนั้นมีบทบาทในการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง แต่สำหรับเด็กๆ หลายคนที่เพียงอ่านสรุปไม่กี่หน้าเพื่อที่จะจำไปเขียนสอบ กลับกลายเป็นการปลูกฝังให้ “จำ” และนำไปสู่การให้คะแนน ไม่ใช่เพื่อให้ความรู้หรือปลูกฝังการอ่านจริงๆ 

ในฟินแลนด์ หนังสือนอกเวลาไม่ได้ถูกนำมาวัดผลด้านการเรียนการสอน แต่กลับถูกกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เยาวชนกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือเอง ยกตัวอย่างหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจที่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอย่าง “กิจกรรมประกาศนียบัตรนักอ่าน” ของเมืองโอวลู (Oulo) ที่ใช้เว็บไซต์ของเมืองประชาสัมพันธ์โครงการนักอ่านประจำเมือง โดยมีการประกาศรายการชื่อหนังสือที่กำหนดให้อ่าน รวมถึงกฎกติกาอื่นๆ เช่นว่าต้องอ่านหมวดอะไร เรื่องอะไรบ้าง หรืออ่านขั้นต่ำกี่เล่ม ให้เยาวชนที่สนใจได้ไปเลือกอ่านและเขียนเนื้อเรื่องสรุปหรือข้อคิดที่ได้จากการอ่านเข้ามา เมื่อสะสมเรื่องราวจากการอ่านได้ครบ ก็จะได้รับประกาศนียบัตรที่ถูกออกแบบให้มีดีไซน์สวยงามน่าสะสมจากนักวาดภาพประกอบคนดังของเมืองมาเป็นรางวัลให้ภาคภูมิใจ

หรือกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กๆ ผูกพันกับหนังสือมากขึ้น อย่างเช่นโครงการ 100 authors, 1,000 of encounters ที่ให้นักเขียนชื่อดังที่เป็นขวัญใจนักอ่านได้มาพบปะกับผู้อ่านตัวน้อยๆ ถึงห้องเรียนอย่างทั่วถึง นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ รู้สึกสนใจหนังสือและผูกพันกับการอ่านได้มากขึ้นอย่างชัดเจน

อ่านด้วยตัวเอง อ่านเพื่อตัวเอง
“อยู่กับก๋ง” “กามนิต ภาคพื้นดิน” “คำพิพากษา” “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” คือตัวอย่างหนังสือนอกเวลาของไทยบางเล่มที่ผู้อ่านต้องอาศัยการอ่านและตีความเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้วรรณกรรมหลายเล่มก็ไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้อ่านรุ่นเยาว์ ทั้งการจัดวางเนื้อหา หน้าปก หรือภาพประกอบ ที่ห่างไกลจากความสนใจของเยาวชนส่วนใหญ่ จึงอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างหนังสือกับผู้อ่าน

อาจเป็นการยากในการเลือกวรรณกรรมซักเล่มเพื่อให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในแต่ละปีการศึกษา แต่หากยกตัวอย่างหนังสือนอกเวลาที่ต้องผ่านตาเด็กๆ ชาวฟินแลนด์ทุกคนอย่าง “เจ็ดภราดร” วรรณกรรมคลาสสิก ที่สื่อสารไปยังผู้อ่านว่าคุณค่าของการเป็นคนคือการอ่านออกเขียนได้ และเป็นกระบวนการทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นคนฟินแลนด์โดยสมบูรณ์ ซึ่งตัววรรณกรรมเป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในสมัยนั้น และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมการอ่านของฟินแลนด์ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความตระหนักว่าการอ่านออกเขียนได้เป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ฟินแลนด์ใช้สร้างความเสมอภาคในประเทศได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การอ่านก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างให้เยาวชนเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ ยิ่งมีกลไกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดการอ่านอย่างสมัครใจ  ก็ย่อมช่วยให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าและประโยชน์จากการอ่านได้มากยิ่งขึ้น 


เมื่อถามเยาวชน คละอายุ คละระดับชั้น คละโรงเรียน/มหาวิทยาลัย ในหลายจังหวัด จำนวน 100 คน เกี่ยวกับ “หนังสือนอกเวลา” 

- เฉลี่ย 5 วินาที ที่เยาวชนจำนวน 25 คน ใช้เพื่อนึกชื่อหนังสือนอกเวลาที่เคยอ่าน 
- เฉลี่ย 1 นาที ที่เยาวชนจำนวน 21 คน ใช้นึกชื่อหนังสือนอกเวลาที่เคยอ่าน 
- 63 คน อ่านหนังสือนอกเวลาเพราะออกสอบ / 34 คน อ่านเพราะความสนใจส่วนตัว
- 74 คน ยังคงสงสัยว่าเกณฑ์ในการเลือกหนังสือนอกเวลาคืออะไร
- 25 คน เท่านั้นที่พบว่าอ่านหนังสือนอกเวลาแล้วสนุก
- 39 คน ต้องซื้อหนังสือนอกเวลาด้วยเงินของตนเอง และ 63 คน เมื่ออ่านเสร็จ แล้วก็วางไว้เฉยๆ ที่บ้าน
- 52 คน รู้สึกว่าอ่านหนังสือนอกเวลาแล้วได้เรียนรู้หรือได้ข้อคิด
- 50 คน รู้สึกว่าหนังสือนอกเวลาไม่ได้กระตุ้นให้รักการอ่านมากขึ้น
- 92 คน เห็นด้วยว่า ควรให้เด็กสามารถเลือกหนังสือนอกเวลาเพื่ออ่านเองได้ 


ที่มา :
สัมภาษณ์ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักแปล และนักวิชาการอิสระ
บทความ “อ่าน-อ่าน-อ่าน แบบฟินแลนด์ ตอนที่ 1” โดย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
บทความ “อ่าน-อ่าน-อ่าน แบบฟินแลนด์ ตอนที่ 2” โดย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
บทความ “Literacy in Finland” โดย The European Literacy Policy Network. (ELINET)

เรื่อง: ชาคริต นิลศาสตร์


Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด