เก้าอี้รูปทรงไข่ (Egg Chair 1956)
นักออกแบบ อาร์นี่ จาคอบเซ่น (Arne Jacobsen)ผู้ผลิต ฟริทซ์ ฮานเซ่น (Fritz Hansen)
โดย อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล
ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
เก้าอี้รูปทรงไข่หรือ Egg Chair เป็นผลงานการออกแบบที่มีความโดดเด่นชิ้นหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และมักถูกกล่าวถึงเสมอในเรื่องความร้อนแรงของรูปทรงแบบออร์กานิค โดยเฉพาะเส้นโค้งของตัวเก้าอี้ และการใช้คุณสมบัติของวัสดุซึ่งมีข้อจำกัดในขณะนั้นมาสร้างเป็นรูปทรงเปลือกไข่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ รวมถึงการใช้สีที่รุนแรงอย่างเช่นสีแดงสด ทำให้ Egg Chair เป็นที่หมายปองของคนทั้งหลายที่ได้พบเห็นเก้าอี้ตัวนี้
จาคอบเซ่นเป็นสถาปนิกและนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวเดนมาร์ก เริ่มต้นชีวิตการทำงานมาตั้งแต่ปี 1925 โดยเป็นกลุ่มนักออกแบบร่วมสมัยที่ทำงานคาบเกี่ยวระหว่างยุคเริ่มต้นการออกแบบสมัยใหม่เช่นเดียวกับเลอ คาร์บูชิเออร์ และมิส เวน เดอ โรย์
ปัจจุบัน ผลงานของเขาสามารถใช้อธิบายพัฒนาการของกลุ่มการออกแบบในดินแดนแถบสแกนดิเนเวีย และเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างกระแสการออกแบบของโลกสองสมัย ในระยะแรกของการทำงานนั้น ผลงานของจาคอบเซ่นเป็นงานทางด้านสถาปัตยกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้หันมาทำงานด้านออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยกัน หลักแนวคิดของจาคอบเซ่นเป็นการผสมผสานการทำงานออกแบบสมัยใหม่ที่ทำการทดลองใช้เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางด้านวัสดุ การใช้รูปทรงที่เรียบง่ายอย่างเส้นโค้งออร์กานิค รวมถึงพื้นฐานความคิดแบบสแกนดิเนเวียที่เน้นความรู้สึกสัมผัสและใกล้ชิดธรรมชาติ
เก้าอี้ Egg Chair เป็นผลงานการออกแบบที่ต่อเนื่องมาจากแอนท์แชร์ (Ant Chair) โดยตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเก้าอี้ไม้อัดดัดโค้งของชาร์ล อีมส์ แต่เมื่อเป็นเก้าอี้รูปทรงไข่ก็เหลือเพียงลายเส้นที่เป็นแบบออร์กานิคเท่านั้น โดยตัวเก้าอี้ทำจากโฟมโพลียูรีเทนประเภทติดไฟช้า หุ้มทับด้วยหนังวัว แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นผ้าขนสัตว์ผิวหยาบ โดยเฉพาะสีแดงสดเป็นที่นิยมอย่างมากด้วยความรู้สึกที่เข้ากับรูปทรง ส่วนฐานเป็นรูปทรงแบบขา 5 แฉก ทำจากอะลูมิเนียมหล่อที่มีความคงทน
ตัวเก้าอี้ออกแบบมาเพื่อใช้กึ่งนั่งกึ่งนอนที่เน้นความสบาย ในส่วนล็อบบี้ของโรงแรมรอเยล กรุงโคเปนเฮเก็น จาคอบเซ่นก็เป็นคนออกแบบเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ตัวอาคาร เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ไปจนถึงมือจับ ด้วยแนวความคิดที่ว่า ‘ของชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ การออกแบบก็ต้องมีความสำคัญเท่าเทียมกัน’ ซึ่งความคิดนี้ทำให้ประเทศเขาพัฒนาไปพร้อมกันทุกด้านอย่างรวดเร็ว ทั้งงานด้านสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์
*ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร CASAVIVA








