วัสดุไม้อัพไซเคิล

โจทย์การออกแบบ :

พัฒนาลวดลายและรูปแบบของ

วัสดุให้ง่ายต่อการใช้งาน

ที่หลากหลาย

สมานชัย อธิพันธุ์อำไพ

บจก.ลีโอวูด อินเตอร์เทรด

นิพิฐพนธ์ ภูริชบุญทรัพย์

Millennium Ducks Design Store

  • 1 นำเสนอแนวคิดโดย นิพิฐพนธ์ ภูริชบุญทรัพย์

    หลังจากที่ได้ศึกษาทำความรู้จักกับวัสดุและกระบวนการผลิตของโรงงานลีโอวูดพบว่ามีศักยภาพในการพัฒนาวัสดุหลากหลาย อาทิ

    - ไม้เอ็นจีเนียร์กันปลวก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ติดตั้งและควบคุมคุณภาพง่าย รวมทั้งให้ความรู้สึกเหมือนไม้จริง

    - พื้นไม้ทนน้ำ 100% (WTC) เป็นนวัตกรรมที่ผลิตจากพลาสติกและปิดผิวด้วยฟิล์มลายไม้

    - Wood Panel ผิวไม้จริงที่สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ เพื่อการใช้งานที่สะดวกและหลากหลาย

     

    ที่ผ่านมาโรงงานลีโอวูดจะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้สอยภายใน เป็นหลัก แต่ที่นิพิฐพนธ์สนใจเป็นพิเศษก็ คือ “ปรัชญาทางธุรกิจ” ที่โรงงานตั้งใจจะสร้าง “นวัตกรรมใหม่บนจิตสำนึกรักษ์โลก” คิดจะจับประเด็นนี้เป็นโจทย์ในการออกแบบ และจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้กรอบ “ความถนัด” ของโรงงานเท่านั้น โดยได้เสนอทางลีโอวูดลองพัฒนาสินค้าในกลุ่ม Outdoor เพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนของที่มีอยู่เดิมในตลาด และมีคุณสมบัติที่ดีกว่าในการใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะการผลิตของลีโอวูด คงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และท้ายสุดคือเหมาะกับการทำตลาดเชิงพาณิชย์ด้วย

     

    ทางลีโอวูดได้เสนอไม้ 2 ชนิด ยูคาลิปตัส และพาราวูด ให้นิพิฐพนธ์กลับไปศึกษา ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนทั้งคู่ และถือว่าใช้งานค่อนข้างยากสำหรับงานภายนอกอาคาร  อย่างไรก็ดี นิพิฐพนธ์มองว่าจุดเด่นของการทำไม้เอ็นจีเนียร์นั้นอยู่ที่กระบวนการประกอบ และกาว จึงคิดที่จะลองนำไม้สองชนิดนี้มาผสมในกระบวนการผลิต รวมทั้งการนำ “ขยะและเศษวัสดุ” ที่เหลือจากการผลิตของโรงงานมาพัฒนาร่วมด้วย อาทิ ผสมเศษขยะเป็นแกนกลางของไม้เอ็นจีเนียร์ตัวใหม่ และใช้กาวที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติสูง ฯลฯ

    ท้ายสุดได้สรุปเป้าหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไว้ 3 ข้อ คือ

    1. ไม้เอ็นจีเนียร์ตัวใหม่นี้จะมีคุณสมบัติเท่าเทียมหรือใกล้เคียงที่สุดกับไม้เนื้อแข็ง สามารถใช้ในงานภายนอกอาคารได้ และต้องกันปลวกด้วย

    2. การผลิตต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำได้เลย ไม่ต้องเพิ่มเครื่องจักรหรือตั้งไลน์การผลิตใหม่

    3. สามารถต่อยอดใช้กับงานเฟอร์นิเจอร์ งานก่อสร้างผนัง พื้น และอื่นๆ มีโอกาสเติบโตเชิงพาณิชย์สูง

     

     ข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป- กรณีวัสดุนี้นำไปต่อยอดใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ตัดต่อ ดัดงอ ฯลฯ จึงต้องทดสอบการทนน้ำให้ดี เกรงว่าจะลดลงเมื่อวัสดุถูกแปรรูป- มีโอกาสพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กหรือสินค้า D.I.Y.  เพราะคนอยู่คอนโดล้วนอยากมีพื้นที่ภายนอกอาคาร ไว้สัมผัสธรรมชาติ แต่ที่สำคัญต้องไม่มีปลวก เพราะอาจทำให้เดือดร้อนเพื่อนบ้าน- ถ้าเป้าหมายในการพัฒนาครั้งนี้เป็น Raw material ก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มนักออกแบบ/สถาปนิก- เรื่องขนาดวัสดุ น่าจะมีความหนาหลากหลายหรือต่างจากทั่วไป ผู้ใช้จะได้เลือกไปต่อยอดหลากหลาย

     

  • 2 แนวทางการพัฒนา “วัสดุเอาท์ดอร์” ตัวใหม่

    นิพิฐพนธ์ ได้ย้ำถึงเป้าหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ว่า ต้องการสร้าง “วัตถุดิบใหม่” เพื่อทดแทนสิ่งที่มีอยู่เดิมในท้องตลาด และให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิมในแง่การใช้งาน รวมทั้งตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ในระดับสูงด้วย

     

    ด้วยแนวความคิดดังกล่าวนี้ จึงเข้าไปศึกษา “เศษขยะอุตสาหกรรม” ของโรงงานลีโอวูด ซึ่งมีทั้งเศษไม้เอ็มดีเอฟ เศษไม้วีเนียร์ เศษขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ไม้โอ๊ค ไม้แอช ฯลฯ ที่เหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้เลือกเทคนิคการผลิตที่น่าสนใจ อาทิ การอัดและรีดแผ่นไม้วีเนียร์ การเย็บขอบแผ่นผิวไม้ การซ่อมแซมสีและตำหนิบนผิวไม้ ฯลฯ โดยจะนำเทคนิคเหล่านี้มาลองกับเศษวัสดุในขั้นตอนต่อไป

     

    แนวทางการพัฒนา “วัสดุเอาท์ดอร์” ตัวใหม่

    วิธีที่ 1  : นำเศษไม้วีเนียร์ส่วนหัวและท้ายที่ถูกตัดทิ้ง มาเย็บรวมกัน ขนาด 120 x 240 ซม. โดยแผ่นแรกจะวางในแนวนอน ส่วนแผ่นที่สองวางในแนวตั้ง ขวางเกรนไม้สลับกัน ทำสลับแบบนี้จนได้ประมาณ 8-9 ชั้น จากนั้นประกบติดกันด้วยกาว อัดรีด และไสผิวให้เรียบให้ได้ความหนา 20 มม. คาดว่าจะทำให้เกิดเอฟเฟกต์ใหม่ บนผิวหน้าวัสดุ ซึ่งเป็นศิลปะแบบคาดเดาไม่ได้

     

    วิธีที่ 2 : เปลี่ยนวิธีการจัดเรียงเกรนไม้ของเศษไม้วีเนียร์ใหม่ โดยเรียงเกรนไม้ทุกแผ่นในแนวเดียวกันหมด (ไม่ขวางเสี้ยน) จากนั้นต่อไม้แต่ละแผ่นเป็นแนวยาว และม้วนเก็บด้วยเครื่องจักรจนได้ “ทรงกระบอก” คล้ายต้นซุง ลองผ่าต้นซุงที่ได้เป็นแว่นอีกครั้งตามแนวยาว หรือแนวอื่น ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะแปลกตา ลวดลายผิดไปจากธรรมชาติ และให้อารมณ์สนุกสนานได้มากกว่าปกติ

     

    วิธีที่ 3  : นำเศษไม้และเศษขี้เลื่อยมาผลิตเป็นเอ็มดีเอฟที่แข็งแรงขึ้น เหนียวขึ้น และดัดได้ โดยนำเศษไม้และเศษวัสดุอุตสาหกรรมมาผสมรวมกันและรีดให้เป็นแผ่น จากนั้นซ้อนทับเป็นในระหว่างชั้นนี้จะมีโครงสร้างบางอย่างช่วยยึดโยงอยู่ เหมือนกับการมีโครงสร้างของ “เหล็กเส้น” ที่เข้าไปแทรกตัวอยู่ภายในเนื้อมวลของวัสดุ

     

    ท้ายสุดเชื่อว่าวัสดุใหม่ที่เกิดขึ้นจากทั้งสามแนวทางนี้น่าจะพัฒนาสำหรับใช้งานภายนอกอาคาร (หรือกึ่งภายนอกอาคาร) ได้ทั้งหมด เพราะปัจจัยหลักนั้นน่าจะอยู่ที่ “กาว” และ “เทคนิคการผลิต” ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า โดยคาดว่าความสามารถในการใช้งานแบบเอาท์ดอร์จะขึ้นอยู่กับกาว 70% และวัสดุตั้งต้น 30%

     

  • 3 นิพิฐพนธ์ นำเสนอตัวอย่าง section ของ “ท่อนซุง”ที่เกิดจากกระบวนการย้อนรอยเศษวี

    นิพิฐพนธ์ นำเสนอตัวอย่าง section ของ “ท่อนซุง” ที่เกิดจากกระบวนการย้อนรอยเศษวีเนียร์ให้กลับไปเป็นรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุต (Reverse process) โดยให้ช่างจากโรงงานลีโอวูดทดลองม้วนแผ่นไม้บางๆ ซึ่งทำขึ้นจากเศษวีเนียร์หลายๆ แผ่นที่ต่อเข้ากันด้วยกาว ด้วยเครื่องจักรอย่างรวดเร็วภายใน 1 วัน

     

    ผลปรากฏว่าเกิดเป็นแพทเทิร์นแปลกตาขึ้นในมวลวัสดุ มีโพรงอากาศเกิดขึ้นหลายแห่ง และมีความผิดพลาด จากการม้วนที่ไม่เหมือนกับการเกิดวงปีของไม้ตามธรรมชาติ ถือเป็นผลลัพธ์ที่ตื่นเต้นและพอใจเป็นอย่างมาก น่าจะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ให้กับการต่อยอดวัสดุนี้ได้อีกมาก

     

    การมีโพรงอากาศหรือรอยหยักในมวลวัสดนี้อาจจะเป็นที่ถูกใจของตลาดเฉพาะกลุ่มหรือกลุ่มนักออกแบบที่มองหาความความเฉพาะตัว อย่างไรก็ดี ต้องประเมินค่า “ความหนาแน่น” ที่เหมาะกับการม้วนแผ่นไม้นี้อีกครั้ง เพื่อให้กระบวนการผลิตทั้งหมดเกิด “ความคุ้มค่า” อย่างสูงสุด และไม่ทำให้กระบวนการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมในขั้นต่อไปเกิดความ “ยุ่งยาก” เกินไปด้วย

     

    นิพิฐพนธ์วางแผนจะทำให้มวลวัสดุตั้งต้นนี้มีความคงทนแน่นหนามากขึ้น อาจเพิ่ม “สารเติมเต็ม” บางอย่างเข้าไปตามช่องโพรง เช่น “เรซินใส” ยิงอัดเข้าไป และถ้าเป็นไปได้จริงจะลองเติมสีหรือเศษวัสดุขนาดเล็กอื่นๆ เช่น ขี้เลื่อย เศษฝุ่น ไฟเบอร์ ในตัวเรซินด้วย เพื่อให้เกิดสีสันและความพพิเศษในมวลวัสดุ ก่อนที่จะผ่าเป็น section หรือแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

     

    อีกแนวทางหนึ่งที่อยากเสนอให้ลีโอวูดพิจารณา ก็คือ การต่อยอดวัสดุตั้งต้นนี้เป็น ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น บานจับประตู ลูกบิด ประตู โคมไฟ ขอบบัว ฯลฯ แต่ต้องอาศัยเวลาพลิกแพลงขั้นตอนการผลิตอีกเล็กน้อย รวมถึงออกแบบความหนาแน่นและการตัด section ให้กับตัววัสดุ

     

  • 4 สรุปแนวทางงานออกแบบขั้นสุดท้าย

    หลังจากปรึกษากับทางผู้บริหารโรงงานลีโอวูด  นิพิฐพนธ์สรุปแนวทางงานออกแบบขั้นสุดท้ายว่าจะนำเสนอเป็น “ตัววัสดุตั้งต้น” (raw material) ให้กับงานก่อสร้าง โดยนำท่อนซุงไม้ที่ม้วนขึ้นใหม่จากเศษวีเนียร์ไปทดลองบีบ อัด เพื่อทำให้มวลเนื้อแน่นขึ้น ด้วยการใช้กาวชนิดพิเศษ และได้ลองตัด section เพื่อให้เห็นผิวหน้าตัดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ที่สำคัญในกระบวนการสร้างวัสดุใหม่จากเศษไม้วีเนียร์นี้ สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ต่ำเป็นที่น่าพอใจ น่าจะช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงพาณิชย์ให้กับทางโรงงานลีโอวูดด้วย

     

    ในส่วนของการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น บานจับประตู  นิพิฐพนธ์ได้ทดลองออกแบบเพิ่มเติมใช้เทคนิคการม้วน บีบ กด ฯลฯ เพื่อสร้างสรรค์ฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่พัฒนาต่อเป็นงานชิ้นสำเร็จ เพราะทางลีโอวูดต้องการเน้นที่การพัฒนา “ตัววัสดุตั้งต้น” มากกว่า

     

  • 5 เล่นสนุกกับ ‘วงปี’

    นิพิฐพนธ์พยายามเล่นสนุกกับ ‘วงปี’ ในท่อนซุงที่ม้วนขึ้นใหม่ โดยเริ่มสร้างลวดลายที่ไม่ใช่แค่วงกลมหรือวงรีธรรมดา แต่อาจเป็นรูปทรงดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อจะเน้นย้ำความพิเศษ หรือความเฉพาะตัวของตัววัสดุให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    นอกจากนั้น ยังเพิ่ม ‘สีสัน’ ที่แปลกตาเข้าไปในเนื้อไม้แต่ละชั้นด้วย เช่น ใส่สีฟลูออเรสเซนต์ สีเรืองแสง เพราะคิดว่าองค์ประกอบใหม่แบบนี้ที่จะสร้างความ “ว้าว”  ให้กับวัสดุตัวนี้ได้ในอนาคตคาดหวังว่าจะนำไปต่อยอดเป็นชิ้นส่วนทางสถาปัตยกรรม เช่น ขั้นบันได หรือราวบันได ที่เรืองแสงหรือสร้างบรรยากาศ และความปลอดภัย เป็นต้น ในนิทรรศการคิดว่าจะออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะหรือประตู เพื่อให้เห็น ‘สัจจะของวัสดุ’ อย่างชัดเจน และที่สำคัญสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับตัวชิ้นงานได้ด้วย

     

    ข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมเวิร์กช็อป-  สำหรับ ‘โต๊ะ’ แนะนำให้ทำเป็นลักษณะ ‘ฟรีฟอร์ม’ (เลียนแบบไม้ซุงจริง) เพราะน่าจะสื่อสารถึงเอกลักษณ์ของวัสดุนี้ได้ดียิ่งขึ้น- นอกจากแต่งสีเกรนไม้แล้ว ถ้าสามารถแต่งกลิ่นไม้ได้ด้วยก็จะน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก

     

This is a demo image

BY

© Material ConneXion® Bangkok 2015