ลีลาผ้าทอ
เส้นใยธรรมชาติ

โจทย์การออกแบบ :

นำเส้นใยธรรมชาติไปประยุกต์ใช้ในแอพลิเคชั่นอื่นๆ

บัณฑิต พงศาโรจนวิทย์

บริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด

ขนิษฐา นวลตรณี

Khanit Studio

  • 1 นำเสนอแนวคิดโดย ขนิษฐา นวลตรณี

    หลังจากศึกษาแนวทางการประกอบธุรกิจ การใช้งานวัสดุธรรมชาติ และได้เรียนรู้กระบวนการผลิตของไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ ขนิษฐาค้นพบหัวใจหลักในการสร้างความยั่งยืน ก็คือ การนำแนวความคิดเรื่อง “Eco Trend” มาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด โดยเฉพาะกับ “ตลาดญี่ปุ่น” และ “ตลาดยุโรป” ซึ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่มีความต้องการพิเศษเฉพาะตัว

     

    หลายปีที่ผ่านมา โรงงานไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ได้ค้นคว้าวิจัยวัสดุจากธรรมชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น สับปะรด กล้วย ใยตาล ต้นข่า ฯลฯ นอกจากนั้นยังได้ทดลองพัฒนา “เครื่องปั่นเส้นใยแบบแห้ง” (Dry Spinning) ขึ้นใหม่ ทำให้สามารถผสมเส้นใยจากธรรมชาติเข้ากับเส้นใยฝ้าย เส้นใยที่ได้จะมีผิวสัมผัสไม่สม่ำเสมอ เป็นเอกลักษณ์ของ “เส้นใยผสม” คล้ายกับการปั่นด้ายด้วยมือ

     

    ขนิษฐาท้าทายโจทย์โดยเสนอแนวคิดการนำเส้นใยธรรมชาติ 100% มาสร้างสรรค์ผลงาน แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีเครื่องจักรที่สามารถปั่นเส้นใยธรรมชาติ 100% ได้ เพราะต้องใช้ระบบการปั่นแบบเปียก หรือ Wet Spinning จึงสรุปกับทางไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ว่าจะนำเส้นใยธรรมชาติไปปั่นที่ประเทศจีนเพื่อให้ได้เส้นใยจากธรรมชาติ 100% และเลือก “เส้นใยจากใบสับปะรด” มาเป็นโจทย์ในการทำงาน ซึ่งต้องปั่นเป็นเส้นใยด้วยระบบการปั่นแบบเปียก (Wet spinning)

     

    หัวใจในการออกแบบสิ่งทอ ประกอบไปด้วย 3 เรื่องหลัก คือ

    1.การค้นคว้าวิจัยเพื่อค้นหาศักยภาพสูงสุดของเส้นใยก่อนนำไปใช้งาน เช่น แนวทางในการผลิตเส้นด้าย กระบวนการย้อมสีผ้าผืนหลังการทอ ฯลฯ เพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติและคุณลักษณะของเส้นใย ก่อนนำไปออกแบบ

    2. ออกแบบลวดลาย (Pattern) สร้างผิวสัมผัส (Texture) และเลือกสีที่เหมาะสม (Colour) กับเส้นใยธรรมชาติ การเพิ่มลูกเล่นในกรรมวิธีย้อมสี การกำหนดโครงสร้างการทอนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับเส้นใย

    3.การใช้งาน คุณลักษณะ คุณสมบัติ รวมไปถึงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเส้นใยมาจับคู่กับรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นไปได้ เช่น กลุ่มสินค้า Accessories เช่น กระเป๋า กลุ่มสิ่งทอเพื่องานตกแต่งภายใน (Interior Textile) เช่น แผ่นปิดผนัง (Wall Covering) พรม ม่าน และของใช้ภายในบ้าน

     

    ท้ายสุดขนิษฐาวางเป้าว่าจะพยายามสร้างงานจากเส้นใยสับปะรด 100% เพราะต้องการให้ผลิตภัณฑ์นี้มีความเป็นธรรมชาติสูงสุด พยายามหลีกเลี่ยงการเคลือบผิวผ้า (Fabric Treatment) โดยมุ่งหวังจะแสดงให้เห็นคุณลักษณะและคุณสมบัติของเส้นใยสับปะรด

     

     ข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป- ผิวสัมผัสของเส้นใยมีความสาก อาจจะไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสกับร่างกาย เช่น เสื้อหรือกางเกง- แนวคิดการย้อมสีเส้นใยก่อนทอเป็นผ้าผืน น่าจะสร้างลูกเล่นและสีสันได้โดดเด่นกว่าการย้อมผ้า

     

  • 2 ต่อยอดสิ่งทอไทยด้วยเส้นใย “ต้มยำ”

    ขนิษฐา มีความสนใจที่จะนำ “เส้นใยข่า” และ “เส้นใยตะไคร้” (ที่ผู้ผลิตเรียกว่า “เส้นใยต้มยำ”) มาทดลองพัฒนาด้วย เพราะเส้นใยทั้งสองชนิดนี้ถือเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย มีความแปลกใหม่สำหรับตลาดนานาชาติ และน่าจะมีศักยภาพมากพอในการต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์ การผลิต และการสร้างเรื่องราวให้กับแบรนด์

     

    เส้นใยทั้งสามชนิดที่เลือกทำงานด้วย ได้แก่ ใยสับปะรด ใยข่า ใยตะไคร้ ทางโรงงานได้ทดลองปั่นด้ายแล้ว โดยสามารถทำได้สองวิธี คือ

    1) ปั่นแบบอุตสาหกรรม  ซึ่งจะได้เส้นด้ายกลมปกติ แต่ต้องผสมเส้นใยฝ้ายในสัดส่วนที่มากกว่า

    2) ปั่นแบบ Garabo มีความพิเศษที่ลักษณะเส้นด้ายคล้ายการปั่นด้วยมือ เส้นด้ายจะมีขนาดเล็กใหญ่สลับกันไป วิธีนี้สามารถผสมฝ้ายหรือวัสดุอื่นๆ เข้าไปได้ตลอดการปั่น

     

    ด้วยข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีการปั่นเส้นใยของโรงงานที่ไม่สามารถปั่นแบบ wet-spinning ได้ คาดว่าผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ทำอาจไม่เหมาะกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม แต่น่าจะเป็นผ้าทำกระเป๋าหรือไว้ใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

     

    เพราะ “ธรรมชาติคืออนาคต”

    แนวคิดการทำธุรกิจของบัณฑิต ที่ว่า “Nature is Future” ได้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ขนิษฐาพัฒนาสิ่งทอไปในทิศทางนี้ โดยตั้งใจจะดึงคุณลักษณะเด่นของเส้นใยต่างๆ  ขึ้นมาให้เห็น และอาจมีการผสมเปลือกของเส้นใยเข้าไปบ้าง เพื่อดึงภาพลักษณ์ความเป็นธรรมชาติออกมาให้ชัดเจน

     

    สิ่งทอของโรงงานมีความเป็น “แฮนด์คราฟท์” ทั้งที่ความจริงผลิตแบบอุตสาหกรรม จึงน่าจะมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ เพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ เพราะมีรสนิยมที่ชื่นชอบคราฟท์อยู่แล้ว

     

    ขนิษฐาได้สรุปโจทย์ให้กับตัวเองไว้ 3 ข้อ คือ

    1. ออกแบบ “ลวดลายและสีสัน” ให้สิ่งทอนี้มีความแปลกตา สร้างสรรค์ และเป็นศิลปะมากที่สุด

    2. ใช้เทคนิคการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ทางโรงงานคุ้นเคยดี

    3. ดึงภาพลักษณ์ “ความเป็นธรรมชาติ” และ “ความคราฟท์” ออกมาให้ได้มากสุด

     

  • 3 แนวคิดการสร้างลวดลายบนผืนผ้าให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

    ขนิษฐา มีแนวคิดการสร้างลวดลายบนผืนผ้าให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยให้มีสอดคล้องกับแนวคิดธุรกิจของไทยนำโชคที่ว่า “Nature is Future” ด้วย   ในการนี้ได้นำทฤษฎี วาบิ ซาบิ (Wabi Sabi) หรือสุนทรียภาพตามธรรมชาติ เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบ โดยชิ้นงานที่เกิดขึ้นสามารถเก็บงำความงามตามธรรมชาติของตัววัสดุที่ใช้ ผิวสัมผัสอาจไม่สม่ำเสมอตามลักษณะของเส้นด้าย มีสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามกรรมวิธีย้อมสีธรรมชาติ รวมทั้งมีลวดลายการทอที่ดูไม่เป็นระเบียบ ไม่สมดุล แต่ยังแฝงความเรียบง่ายไว้ในภาพรวมทั้งหมด

     

    ในครั้งนี้ได้เสนอกระบวนการทำงาน 2 ส่วนหลักๆ คือ

    1. แรงบันดาลใจ (Inspiration) เกิดจากการมองสภาพ “ประตูไม้เก่าแก่” ที่ผ่านร้อนผ่านฝนมากว่า 30 ปี โดยนำเทคนิคการทอผ้าแบบมัดหมี่ซึ่งเป็นงานมือ (Handcraft) มาประยุกต์ใช้ แต่ก็คำนึงถึงความเป็นไปได้ในการผลิตแบบอุตสาหกรรมด้วย และเริ่มทดลองย้อมสีเส้นด้าย (Yarn Dye) ก่อนจะนำไปทอ ซึ่งแต่เดิมโรงงานมักย้อมสีผ้าผืน

    2. การร่างแบบและขึ้นลาย (Experiment and Sketch) ได้นำ “ลวดลายแห่งกาลเวลา” จากบานประตูไม้เก่ามาขึ้นลายบนคอมพิวเตอร์ก่อน เพื่อจะลดกระบวนการทำงานให้สั้นที่สุดตามกรอบเวลาที่มีจำกัด สามารถสร้างลวดลายได้จากการออกแบบโครงสร้างการทอในการทอผ้าทั่วไปจะใช้เครื่องทอแค่ประมาณ 4-6 ตะกอ แต่สำหรับงานนี้จะใช้การทอแบบ 16 ตะกอ เพราะอยากสร้างแพทเทิร์นให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนั้นยังได้กำหนดโครงสร้างของตะกอเป็นลักษณะเดียวแต่สามารถสร้างลวดลายบนชิ้นผ้าได้หลากหลาย จากการยกตะกอที่ต่างกัน รวมทั้งจะใช้เส้นด้ายหลายขนาดในการทอผ้าผืนเดียวเพื่อสร้างผิวสัมผัสให้คล้ายกับธรรมชาติมากที่สุดด้วย

     

    ท้ายสุดผลงานสิ่งทอครั้งนี้จะมุ่งเป้าไปที่การใช้งานในกลุ่ม Home Furnishing หรือ Accessories เป็นหลัก

     

     ข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป- บัณฑิต ผู้ผลิตวัสดุ ชื่นชมแนวคิดการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่สามารถผลิตได้จริงในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่- เห็นด้วยกับแนวทางการใช้งานในกลุ่ม Home Furnishing และ Accessories เพราะไม่ได้สัมผัสกับผิวกายมากนัก เหมาะกับคุณลักษณะของสิ่งทอที่มีสัมผัสเนื้อหยาบตามธรรมชาติ

     

  • 4 แบบร่างและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

    นำแบบร่างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายไม้บน ประตูเก่ามาขึ้นรูปการทอในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเริ่มทดลองทอผ้าจริงบนกี่ทอมือขนาด 8 ตะกอ โดยใช้เส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้เห็น “ลายบนผ้าจริง” ก่อนจะนำไปทอบนเครื่องจักรอุตสาหกรรม ทำให้พบว่าลวดลายมีขนาดเล็กและสั้นกว่าที่คิด จึงปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้น โดยคำนึงถึงเทคนิคการผลิตและลักษณะของเส้นด้ายที่จะนำมาใช้

     

    พัฒนาการวางแพทเทิร์นสำหรับการทอ 3 ลักษณะ โดยใช้เส้นใยฝ้ายสีขาวธรรมชาติเป็นเส้นยืน ในขณะที่เส้นพุ่งจะเปลี่ยนไปตามลักษณะการยกตะกอบนเครื่องจักรอุตสาหกรรม

     มี 3 แพทเทิร์น ดังนี้

     1. Original Pattern: ลายแพทเทิร์นผ้าแบบเดิมที่ได้จากการทดลองครั้งแรก เส้นยืน 214 เส้น / 1 Repeat

     2. Extended 3R: ขยายลายแพทเทิร์นให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น Block Pattern มากขึ้น เส้นยืน 518 เส้น / 1 Repeat

     3. Random Block Pattern: ทอขึ้นลายพร้อมผิวสัมผัสและลวดลายที่ดูไม่เป็นระเบียบ เส้นยืน 390 เส้น / 1 Repeat

     

     

    ทั้งนี้ เส้นด้ายพุ่งที่ใช้อาจเป็นเส้นใยสับปะรดหรือเส้นใยข่า ให้สอดคล้องกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนต่อไป และได้เตรียม “ข้อมูลเทคนิค” เพื่อให้ช่างของโรงงานไทยนำโชค สามารถร้อยเส้นด้ายยืน พร้อมป้อนคำสั่งวิธีการยกตะกอบนเครื่องจักรอุตสาหกรรมได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องทอในระบบอุตสาหกรรม ต้องทอในปริมาณมาก ไม่สามารถทดลองทอแบบสั้นๆ หรือค่อยเป็นค่อยไปได้

     

    ข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป- ผู้ผลิตวัสดุ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าลายผ้าใหม่นี้จะขายได้จริงในท้องตลาด จากเดิมที่เคยวางแผนไว้ว่าจะทอที่ 500 หลา ก็จะปรับออเดอร์การผลิตใหม่เป็น 2,000 หลาทันที- ผู้ผลิตวัสดุชื่นชมแนวคิดการออกแบบลวดลายผ้าด้วยการทอ เพียงแค่เปลี่ยนชนิดและสีของเส้นด้ายพุ่ง ผ้าจะมีผิวสัมผัสและลวดลายที่ต่างกันไปทันที จากแพทเทิร์น 3 แบบนี้ สามารถต่อยอดออกไปอีกไม่ต่ำกว่า 20 ลาย ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น และศักยภาพสูงในเชิงพาณิชย์ด้วย

     

  • 5 นำแพทเทิร์นทั้ง 3 แบบ ไปทดลองทอที่โรงงาน

    โดยมีช่างผู้เชี่ยวชาญช่วยร้อยเส้นด้ายยืนพร้อมป้อนคำสั่งวิธีการยกตะกอบนเครื่องจักรอุตสาหกรรม ซึ่งใช้เวลาไปเกือบ 3 วัน เนื่องจากแพทเทิร์นมีความละเอียดซับซ้อนมาก

     

    ใช้เส้นใยฝ้ายเป็นเส้นยืนทั้งหมดเพื่อความแข็งแรง แต่เส้นพุ่งได้เลือกเส้นใยธรรมชาติที่มีอยู่ในโรงงาน เช่น เส้นใยสับปะรด เส้นใยข่า เส้นใยบัว เส้นใยผักตบ เส้นใยไผ่ เส้นใยฝ้ายเขียว เส้นใยฝ้ายน้ำตาล ฯลฯ ซึ่งพบว่าเส้นใยที่มีขนาดใหญ่และหนา จะทำให้เกิดลวดลายที่ชัดเจนกว่าเส้นใยที่มีขนาดเล็ก และการใช้เส้นใยที่แตกต่างกันนี้ทำให้ผืนผ้ามีผิวสัมผัสที่ต่างกันไปด้วย

     

    นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการทำทรีตเม้นท์ผ้าเพื่อปรับผิวสัมผัสสุดท้ายของผ้าทอให้นุ่มลง เหมาะกับการนำไปใช้งานมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญอาจช่วยเสริมให้เส้นใยธรรมชาติบางชนิดดูสวยงามขึ้นอีก เช่น จะเห็นสีเขียวของใยฝ้ายเขียวชัดเจนขึ้น

     

    ข้อคิดเห็นจากผู้ร่วมเวิร์กช็อป- ผู้ผลิตวัสดุกล่าวว่าการทำงานร่วมกับนักออกแบบช่วยฉีกภาพลักษณ์ของผ้าทอแบบเดิมไปได้มาก และเชื่อว่าจะช่วยสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ให้กับธุรกิจที่ทำอยู่ได้อย่างแน่นอน- นอกจากผ้าทอผืนใหญ่ที่จะนำเสนอในนิทรรศการแล้ว จะนำผ้าทอนี้ไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น กระเป๋า หมอนอิง ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการใช้งานของผ้าด้วย

     

This is a demo image

BY

© Material ConneXion® Bangkok 2015