Cloud-Floor เพราะเมืองคือเรื่องของทุกคน

Posted by Creative Thailand | 3 มกราคม 2561 | The Creative
1361
Loading...


IMG_8563.jpg

หัวใจหลักของการสร้างสถาปัตยกรรมที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ ความแข็งแรงมั่นคง (Firmitas) ประโยชน์ใช้สอย (Utilitas) และความสวยงาม (Venustas) สิ่งก่อสร้างใดที่ตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานทั้งสามนี้ได้  ก็จะจัดได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ หากแต่เมืองไม่ได้สร้างจากอาคารที่ตอบสนองแค่การใช้งานที่มั่นคงและยาวนานอย่างเดียว ที่จริงแล้ว เมืองนั้นสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้ตายตัวชัดเจน หนำซ้ำหลากหลายเมืองยังถูกพัฒนาขึ้นจากโมเดลซึ่งมีขนาดเล็กและถูกสร้างขึ้นอย่าง ‘ชั่วคราว’ เพื่อทดลองนำเสนอแบบแผนการใช้ชีวิตแบบใหม่ๆ อย่างเช่น เมืองจำลองประชาธิปไตยหรือดุสิตธานีในรัชกาลที่ 6 เป็นต้น 

ปี ค.ศ. 1893 สถาปนิกแดเนียล เบิร์นแฮม ได้นำเสนอการวางผังเมืองที่เน้นเรื่องการจัดระเบียบกลุ่มอาคารและมุมมองของเมืองให้สวยงาม (beautification) และการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางที่แสดงความโอ่อ่าของเมือง (monumental grandeur) ผ่านการวางผังงานเวิร์ลส์ โคลัมเบียน เอ็กซ์โปซิชั่น (World’s Columbian Exposition) ในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา และพาวิลเลียนต่างๆ (pavilions) ที่ถูกเสกขึ้นให้ดูสวยงามในงานนี้ ก็ถูกสร้างขึ้นมาแบบหลอกๆ ด้วยไม้อัดทาสีและทำรูปแบบเสมือนหนึ่งว่าเป็นอาคารสร้างจากการก่ออิฐปั้นปูนจากยุโรป

การจัดงานเอ็กซ์โป (Expo) แบบชั่วครั้งคราวในช่วงเวลาอันสั้น เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบได้แสดงผลงานเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วความตั้งใจเหล่านี้สร้างขึ้นบนความต้องการที่จะนำเมืองไปสู่สิ่งใหม่ เป็นต้นว่า การรวมตัวแบบใหม่ กิจกรรมแบบใหม่ หรือการจัดผังเมืองแบบใหม่ เพราะเป็นการทดลองที่เห็นผลได้รวดเร็ว และนี่เองก็เป็นความต้องการเดียวกันกับสองสถาปนิกรุ่นใหม่อย่างโจ-ดลพร ชนะชัย และฟิวส์-นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย ผู้ก่อตั้ง Cloud-Floor กลุ่มสถาปนิกผู้รับหน้าที่ออกแบบพาวิลเลียน ในงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2561 หรือ Bangkok Design Week 2018 ในครั้งนี้

ก่อนที่จะตั้งออฟฟิศ Cloud-Floor ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร
ฟิวส์: ฟิวส์และโจเรียนจบสถาปัตย์มา และมีโอกาสไปเรียนต่อที่เยอรมันด้วยกันทั้งคู่ พอกลับมาก็เปิดออฟฟิศด้วยกัน โดยเราจะเน้นเรื่องการให้คุณค่าเกี่ยวกับเมือง สังคม และพื้นที่สาธารณะ คือการยึดประโยชน์ส่วนรวมและพื้นที่สาธารณะเป็นหลัก ก่อนจะมองย้อนกลับมาที่งานออกแบบ ตรงนี้คือเป้าหมายหลักของออฟฟิศ ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดของงานที่เราทำด้วย เราไม่เพียงท้าทายตัวเองด้วยเรื่องของสถาปัตยกรรม แต่ยังท้าทายสิ่งที่เราออกแบบ ว่าจะเกิดคุณค่าต่อผู้คนและสังคมเมืองได้อย่างไร 

โจ: พี่ฟิวส์เรียนด้าน Lightweight Structures ส่วนโจเรียน Advanced Architecture พอทำงานที่เยอรมันสักพัก มันเหมือนเราทำเกี่ยวกับเรื่องเมืองและพื้นที่สาธารณะเยอะ เลยได้แนวคิดที่จะเปลี่ยนจากการมองสถาปัตยกรรมว่าต้องสร้างให้เกิดทฤษฎีและความงามยังไง มามองว่าสิ่งที่จะทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนและอนาคตของเขาอย่างไรได้บ้าง พอจะกลับมาก็คุยกันว่าแล้วจะทำอะไรดี ก็ลองมาเรื่อยๆ ซึ่งปีแรกคนก็ยังไม่เข้าใจว่าทำอะไรกันอยู่

อยากให้ยกตัวอย่างงานที่ทำช่วงเริ่มแรกแล้วคนไม่เข้าใจ
ฟิวส์: เริ่มแรกเลยคือทำเวิร์กช็อปก่อนครับ เพราะเราต้องการบอกให้ทุกคนรู้ก่อนว่าเราอยากทำอะไร แรกๆ เราไม่มีงานเข้ามาเลยเพราะเราก็ค่อนข้างใหม่ ก็เลยลงทุนทำเวิร์กช็อปเองเกี่ยวกับการสร้างเครื่องมือที่จะทำให้คนในเมืองมารู้จักกัน เพราะเราเชื่อว่าการที่เราสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ขึ้นมา มันเป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่จะทำให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง ก็เลยจัดเวิร์กช็อปประมาณ 50 คน แล้วแจกต้นทานตะวันให้ทุกคนนำกลับไปปลูก เราไม่ได้หวังผลให้มันโต แต่เราหวังผลว่าต้นไม้ต้นนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้คน 50 คนได้มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกันทางโซเชียลมีเดีย ตลอดจนให้ต้นไม้ต้นนี้เป็นสื่อกลาง ทำให้คนที่นำต้นไม้กลับไปปลูกที่บ้านหรือที่ทำงานได้มาคุยกัน แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

การเรียน Lightweight Structures ทำให้ได้มองเห็นมุมต่างๆ ที่นำมาใช้กับเมืองไทยได้อย่างไรบ้าง
ฟิวส์: ถ้าเป็นเรื่องที่ทำอยู่ในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่นำมาใช้เลยคือการทำอะไรก็ตามให้ ‘ประหยัด’ ที่สุด ดังนั้นตอนฟิวส์กับโจทำโปรเจ็กต์ ยิ่งงบน้อยๆ ยิ่งชอบ มันเหมือนเป็นการท้าทายตัวเองว่าเมื่อเรามีงบน้อยเหลือเกิน เราจะทำอย่างไรให้มันเกิดอิมแพ็กได้มากที่สุด คล้ายๆ กับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ที่เวลาที่ทำตัวต้นแบบ (prototype) จะต้องใช้งบน้อยแต่เกิดอิมแพ็กมากที่สุด ดังนั้นถ้าเปิดไปดูผลงานของออฟฟิศ ชิ้นไหนที่เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวตนเรามากๆ ก็มักจะเป็นชิ้นที่ใช้งบน้อย และเรามักมีความสุขกับงานที่งบน้อยๆ มากกว่างานที่งบเยอะๆ 

โจ: ตอนที่เรียนคือทุกอย่างมันแพงไปหมด อย่างของพี่ฟิวส์คือเรียนเกี่ยวกับ Membrane Structure เช่น สเตเดียมโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ ของโจคือ Fiber Plastic ทุกอย่างมันดูแพง แต่พอกลับมา เราก็ไม่รู้ว่าการใช้เงินมากขนาดนั้นมาลงกับสิ่งที่มีความงามแบบนั้น แล้วใครได้ประโยชน์บ้าง ก็เลยคิดเรื่องนี้เยอะ ยิ่งแบบงบน้อย เราก็ยิ่งคิดว่าจะนำสิ่งที่เคยเรียนที่ราคาแพงมาประยุกต์ใช้กับความถูกของวัสดุอย่างไรได้บ้าง

pavillion1.jpg

แล้วพาวิลเลียนของงาน Bangkok Design Week 2018 ในครั้งนี้ ความตั้งใจของ Cloud-Floor คืออะไร
ฟิวส์: โจทย์หลักคือการที่เราได้ทำงานร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) และทาง TCDC โดยร่วมมือกันจัดนิทรรศการขึ้นมา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพลาสติกที่ PTTGC เป็นผู้ผลิต ว่าจะสร้างคุณค่าใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างไรได้บ้าง เป็นการสร้างคุณค่าให้ ‘เม็ดพลาสติก’ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) แปรรูปแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) หรือลดการใช้ (Reduce) ก็ตาม อยากให้คนมองว่าพลาสติกทำอะไรได้หลากหลาย ไม่ใช่มองว่าเป็นผู้ร้ายเสมอไป โดยนำมาประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ส่วนด้านหน้าอาคาร (Façade) หรือส่วนต่างๆ ของอาคาร อย่างการนำเม็ดพลาสติกมารีไซเคิลใหม่แล้วทำเป็นผนังของอาคาร

เป้าหมายหลักในการทำพาวิลเลียนครั้งนี้ คือทาง PTTGC ต้องการจะแสดงศักยภาพของวัสดุเม็ดพลาสติก TCDC ต้องการจะสื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ส่วนทาง Cloud-Floor ก็ต้องการจะสร้างคุณค่าให้สังคม ก็เลยออกมาเป็นแนวคิดที่ว่า เราตั้งใจที่จะออกแบบให้เกิดคุณค่าต่อเนื่อง แม้หลังจากที่พาวิลเลียนนี้ถูกรื้อถอนออกไปแล้วโดยใช้พาวิลเลียนนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างนักออกแบบกับบุคคลอื่นๆ ว่า การสร้างพาวิลเลียนหรือสถาปัตยกรรมขึ้นมานั้น แน่นอนว่ามันเกิดวัสดุที่ไม่ได้ใช้ (Waste) แต่เราจะพยายามออกแบบให้มันมีวัสดุที่ไม่ได้ใช้ให้น้อยที่สุดได้อย่างไร และทำยังไงให้นำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยเราอยากจะขยายประโยชน์ใช้สอยจากวัสดุต่างๆ ที่นำมาใช้ทำพาวิลเลียนหลังจากที่ได้ถูกรื้อถอนแล้ว เช่นการนำเรื่องของยูนิตที่สามารถเคลื่อนย้ายและใช้งานได้ง่ายที่สุด มาออกแบบให้เป็น 'เก้าอี้' ซึ่งง่ายต่อการใช้งาน ยูนิตที่เราออกแบบเวลาที่ถอดออกมาแล้ว เราแค่เติมขาให้มันก็จะกลายเป็นเก้าอี้ได้เลยจำนวน 2,500 กว่าตัว

โจ: ตอนแรกคิดถึงขนาดที่ว่าจะนำไปใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวเพื่อช่วยผู้ประสบภัยต่อ แต่คิดไปคิดมามันต้องใช้เงินซ้ำหลายๆ ครั้ง และอาจมีปัญหาเรื่องการขนส่ง ก็เลยถูกย่อยลงมาเป็นสเกลของเฟอร์นิเจอร์แทน ให้นำไปใช้ที่อื่นต่อได้ เช่น ไปให้ห้องสมุด ไปบริจาคตามโรงเรียน หรือไปใช้กับอีเวนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้ เราเลยลดขนาดลงมาเป็นเก้าอี้แทน

คาดหวังว่าอยากให้เกิดกิจกรรมอะไรภายในพื้นที่ของพาวิลเลียนบ้าง
โจ: เราแบ่งออกเป็น 3 โซน โซนแรกคือโซนอินโทรฯ ก็จะเล่าเรื่องตามสเกล จากสเกลที่ใหญ่ก่อน ซึ่งก็คือตัวสถาปัตยกรรม จะเป็นการอธิบายขั้นตอนและที่มาที่ไปของพาวิลเลียนนี้ ตั้งแต่ช่วงผลิต การติดตั้ง เจอความผิดพลาด และสิ่งที่จะนำไปพัฒนาต่อในอนาคตในเชิงสถาปัตยกรรมได้ ส่วนที่สองจะเป็นการเฉลิมฉลองพลาสติกในสเกลที่เล็กลงมา ซึ่งก็คือแฟชั่นและไลฟ์สไตล์โปรดักส์ มีเสื้อผ้าจากแบรนด์ต่างๆ มาร่วมออกแบบเสื้อผ้า เพื่อจัดเป็นเป็นโชว์เคส ตรงนี้จะมีการนำพลาสติกรีไซเคิลมาทำเป็นสินค้าแฟชั่น และเครื่องประดับที่ใส่ได้ทุกวัน ส่วนโซนสุดท้ายก็จะเชิญดีไซเนอร์คือ THINKK Studio มา โดยให้โจทย์ว่าอยากให้มีอะไรสักอย่างที่คนมาทำกิจกรรมแล้วนำติดตัวกลับบ้านไปได้ ซึ่งทีมดีไซเนอร์เขาก็จะออกแบบเป็นโซนกึ่งเวิร์กช็อป ให้คนมานั่งทำอะไรกับพลาสติกแล้วออกมาเป็นชิ้นงานเล็กๆ เป็นของที่ระลึกนำกลับบ้านไปได้

pavillion2.jpg

ระหว่างทางการทำงานขั้นตอนไหนที่คิดว่ายากบ้าง
ฟิวส์: ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิคเกี่ยวกับตัวพลาสติกมากกว่าครับ และเราเจอปัญหาเรื่องเวลาว่าทำยังไงให้มันทัน 

โจ: พอมันเป็นกระบวนการผลิตที่ต้องเข้าโรงงาน มันเหมือนกับว่ากระบวนการผลิตมันจบในที่เดียวไม่ได้ ต้องถูกแยกการผลิตไปสองสามที่ แล้วทุกอย่างต้องประสานกันกลับไปมาทั้งหมด 5-6 ทีม ซึ่งสิ่งที่เราทำขึ้นมาก็ถือว่าค่อนข้างใหม่สำหรับโรงงาน จึงกลายเป็นว่าต้องทดสอบตัวต้นแบบหลายรอบ เพื่อให้ได้ตัวต้นแบบที่ตอบโจทย์เราที่สุด 

เราทำงานร่วมกับ PTTGC และ TCDC อย่างไรบ้าง
ฟิวส์: นอกจากเรื่องเทคนิคและข้อจำกัดของแต่ละเครื่องมือที่แตกต่าง ซึ่งเราต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่แล้ว  ก็จะเป็นปัญหาเรื่องของวิธีการคิด

จริงๆ แล้วฟิวส์อยากจะได้รับความเห็นของคนในวงการด้วย เรามองว่าสถาปนิกหรือดีไซเนอร์แต่ละคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน ตัวเราก็กดดันพอสมควรที่พาวิลเลียนนี้จะตั้งอยู่หน้า TCDC แล้วก็เป็นปีแรกของ Bangkok Design Week ซึ่งเราได้รับโอกาสที่จะทำตรงนี้ ความเป็นตัวตนของเราที่จะแสดงศักยภาพทางความคิด และยึดมั่นในสิ่งที่เป็นตัวเราเอง อย่างการสร้างคุณค่าใหม่ๆ  ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราอยากบอกกับประชาชนทุกคนหรือกับดีไซเนอร์ทุกคน ว่าคุณค่าของผลงานเราในครั้งนี้ คือการทำให้เกิดวัสดุที่ไม่ได้ใช้หรือเกิดขยะน้อยที่สุด และสามารถขยายการใช้งานต่อไปอีกในอนาคตได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่รับไม้ต่อจากเรา จะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน

สำหรับครั้งแรกของ Bangkok Design Week คุณคาดหวังจะเห็นอะไรจากเทศกาลนี้บ้าง
โจ: โจคิดว่าดีไซน์วีกที่จัดที่เจริญกรุงครั้งนี้ น่าจะเป็นอะไรที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะมีการพูดถึงเรื่อง ‘ย่าน’  เยอะ มีความต้องการการมีส่วนร่วมของคนในย่านสูง ซึ่งเข้าใจว่าตรงนี้ TCDC ได้เริ่มต้นเดินทางมาแล้วระดับหนึ่ง Bangkok Design Week จะมาช่วยกระตุ้นกระแสของการฟื้นฟูย่านให้มีอะไรเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จุดประสงค์หรือความตั้งใจที่จะทำให้พื้นที่เจริญกรุงกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ไม่หายไป กลายเป็นเหมือนคลื่นกระเพื่อมเข้ามากรุงเทพฯ มันใหญ่ ซับซ้อน มีพื้นที่เยอะ แต่มันไม่เคยถูกรวมตัวในงานใหญ่ๆ ก็รู้สึกว่างาน Bangkok Design Week ครั้งนี้น่าจะช่วยดึงนักออกแบบและคนที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ให้มารวมตัวกัน แล้วทำให้ย่านๆ เป็นตัวต้นแบบที่ดี ซึ่งในเชิงทดลอง มันจะช่วยให้ย่านขยับขึ้นไปได้แค่ไหน แล้วเราจะได้รู้ว่าปีหน้าเราต้องการอะไรที่จะช่วยเสริมให้ย่านดีขึ้นไปอีก เลยรู้สึกว่าเมื่อพูดถึง Bangkok Design Week ก็น่าจะเกิดการสร้างคุณค่าบางอย่าง โดยเฉพาะในเชิงการเพิ่มศักยภาพของคนในพื้นที่ให้ได้

ทั้งคู่คิดว่า ‘การร่วมมือกัน’ สำคัญอย่างไร 
ฟิวส์: ส่วนตัวคิดว่าสำคัญมากครับ ตั้งแต่ตอนที่ทำเวิร์กช็อปแล้ว จนมาถึงการทำพาวิลเลียนในครั้งนี้ แต่ละคนมีหลากหลายความคิด เราต้องการดึงศักยภาพของความต่างมาเป็นจุดเด่นให้ได้ อย่ามองว่าเขามาแย้งเราอย่างเดียว เขาก็มีมุมมองในความหวังดีอยู่ และมีศักยภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องอาศัยความหวังดี ดึงเอาศักยภาพมาช่วยกันทำให้มันดีขึ้นให้ได้ครับ

Cloud-Floor ถือเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่เมื่อเทียบกับคนในวงการที่กล้าที่จะนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ให้กับเมือง อะไรคือแรงบันดาลใจให้กล้าที่จะมาทำอะไรใหม่ๆ แบบนี้
ฟิวส์: เราต้องมองก่อนว่าพื้นที่ที่เราอยู่เป็นพื้นที่คนจริงๆ บ้านเป็นพื้นที่ของคนในครอบครัว แต่ในชีวิตจริงๆ แล้ว 50% เราอยู่ในพื้นที่นอกบ้าน อยู่ในออฟฟิศ ในพื้นที่สาธารณะ ห้าง หรืออะไรก็แล้วแต่ พื้นที่ที่เรียกว่า ‘เมือง’ แบบนี้ เป็นพื้นที่ของทุกคน ตอนนี้หลายคนมักมองว่า พื้นที่ส่วนกลางเป็นพื้นที่ของรัฐบาล แต่ถ้าเราผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของเขาเพียงอย่างเดียว มันไม่มีทางเป็นไปได้ด้วยดีแน่นอน กลับกันถ้าเราคิดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรกับมันก็ได้ ถ้าถูกต้องตามกระบวนการที่มันพอจะเป็นไปได้ เลยมองว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องใช้สิทธิ์ของตัวเองในการคิดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของทุกคนนะ อยากให้มาร่วมกันสร้างสรรค์หรือออกแบบ ช่วยกันแก้ไข ทำให้องค์ประกอบต่างๆ ที่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ชอบตรงนี้ อยากจะพัฒนาตรงนั้นให้มันดีขึ้น คำถามก็คือทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่บ้างและเราทำอะไรได้บ้าง ถ้าคุณโพสต์เฟสบุ๊กด่า ตรงนี้คือสิ่งที่คุณทำได้ แต่มีคำพูดหนึ่งที่ฟิวส์ไปอ่านเจอตรงต้นไม้ใหญ่ที่เชียงใหม่มา เขียนว่า “โลกเปลี่ยนเพราะลงมือทำ ไม่ใช่คำพูด” ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าสิ่งนี้มันสร้างขึ้นได้จากการช่วยกันลงมือทำ การที่เราชอบหรือไม่ชอบอะไร เราพูดออกไปในโซเชียลมีเดียหรือบ่นกับใครสักคน มันไม่เกิดประโยชน์ เปลี่ยนมาร่วมกันลงมือทำดีกว่า มันจะดีน้อยดีมากก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าอันนี้ดีน้อย เดี๋ยวก็จะมีคนรู้ว่าดีน้อย แล้วเขาก็จะช่วยพัฒนาให้ดีขึ้นมากเอง แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องลงมือทำ ณ บัดนี้

ฟิวส์: อยากจะฝากถึงน้องๆ หรือเพื่อนๆ หรือบุคคลใกล้เคียงว่าจริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้คุณค่าของการออกแบบไปในทิศทางไหน ถ้าเราอยากจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทางด้านดีไซน์ เราก็เป็นได้ แต่ว่าส่วนตัวของเราสองคนเอง เราอยากที่จะเป็นบุคคลหนึ่งที่บอกให้ทุกคนได้รู้ว่า การออกแบบให้กับเมือง พื้นที่สาธารณะ และคนหมู่มากมันเป็นไปได้เช่นกัน ถ้าเราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เราอยากทำ เราต้องทำให้ได้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะหมดลมหายใจเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นขณะที่เรามีชีวิต ในการทำงานเราต้องทำในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วทำให้สำเร็จให้ได้ ถึงแม้วันนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่บุคคลรุ่นหลังก็จะรู้แล้วว่ามีคนเดินทางมาทางนี้ให้แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะเลือกเดินทางตามทางเราหรือเปล่า ตรงนี้คือเรื่องของเขา แต่ว่าเราจะบอกเขาเสมอว่านี่คืออีกทางหนึ่งที่ดีไซเนอร์และสถาปนิกเคยเลือกเดินมาแล้ว

IMG_8535.jpg

Creative Ingredients 

นักออกแบบหรือผลงานที่ชอบเป็นพิเศษ
โจ: บริษัทที่เยอรมันชื่อ Raumlabor เขาไปจัดการพื้นที่ที่ไม่มีใครใช้แล้ว พื้นที่ร้างในเบอร์ลิน ใช้การระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) หรือถ้ามีผู้สนับสนุนทางการเงินก็จะเกิดเป็นโปรเจ็กต์ขึ้นมา เขาไม่ได้กำหนดหน้าตาสุดท้ายว่างานจะออกแบบมามีดีไซน์หรือเส้นสายเป็นอย่างไร แต่ว่าเขาจะดึงผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดโปรเจ็กต์ให้ได้ บริษัทนี้เลยเป็นไอดอลเลย ชอบมาก ปัจจุบันก็ยังติดตามผลงานอยู่

ฟิวส์: ของฟิวส์มีเยอะมากครับ ตั้งแต่ญาน เกห์ล (Jan Gehl) หรือคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่แรงบันดาลใจมาจากคำพูดและทัศนคติของบุคคลหลายๆ ท่าน อย่างท่าน ว.วชิรเมธี กับพระอาจารย์สมปอง ถึงแม้ท่านจะพูดฮาๆ หน่อย แต่สิ่งที่ท่านพูดออกมาแต่ละคำคือต้นทุนด้านกำลังใจที่ดีที่สุด อย่างที่ท่านพูดว่า “คนเรา ถ้าไม่ทำงาน ก็ตายดีกว่า” คือไม่ได้ผิดหรือถูกนะ แต่จับได้ความได้ว่า ทุกคนต้องทำงาน งานอะไรก็ตามที่สุจริตและมีความตั้งใจ ขอให้คุณตื่นมา ทำงานซะ การที่คุณคิดไปว่าอนาคตข้างหน้ามันจะโอเค แต่อย่าลืมว่าวันนี้คุณก็ต้องทำให้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจงมีสติกับวันนี้ แต่ให้คิดวางแผนล่วงหน้าได้ ไม่งั้นเราจะฟุ้งเฟ้อ จะจินตนาการว่าอีกสิบวันจะเป็นอย่างไร อีกหนึ่งเดือนจะเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องไม่ลืมทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน

เรื่อง : ศุภาศัย วงศ์กุลพิศาล
ภาพ : ชาคริต นิลศาสตร์



Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง