A Little Review: วัฒนธรรมอาหารสามมื้อ

Posted by Creative Thailand | 3 มกราคม 2561 | บทความอื่นๆ
24653
Loading...

facebook preview - radiotimes.com.jpg
©radiotimes.com

อังกฤษอาจมีทุกอย่างที่ขึ้นชื่อก็จริง แต่ต้องยกเว้นเรื่องอาหารเอาไว้

เพราะอาหารของพวกเขามีภาพลักษณ์ในสายตาคนส่วนใหญ่เป็นความน่าเบื่อและจืดชืด

มันอาจไม่จริงเสียทั้งหมด เพราะในขณะที่พวกเขานำปลาลงไปทอดและนำทุกอย่างที่เหลือเข้าไปอบลูกเดียว แต่หากลองเปลี่ยนจากการมองอาหารแต่ละจานเป็นวัฒนธรรมอาหารแต่ละแบบ อย่างเช่น วัฒนธรรมชายามบ่าย หรือวัฒนธรรมการกินอาหารเช้าแบบฟูลล์ เบรกฟาสต์ (Full breakfast) มันก็ฟังดูน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว


Breakfast1.jpg
©Gift_Nutsi

กลิ่นสโคนเริ่มหอมโชยแตะจมูก ภาพการละเลียดอาหารเช้าทีละสองชั่วโมงแบบคนมีอันจะกินเริ่มเข้ามาปรากฏ มีเรื่องราวน่าค้นหามากมายรออยู่ตรงหน้า แต่จะเป็นอย่างไรหากบอกว่า ย้อนหลังกลับไปแค่ราวสามร้อยปี ภาษาอังกฤษยังไม่เคยมีคำว่า “อาหารกลางวัน” เสียด้วยซ้ำ

ในขณะที่ภาพลักษณ์ของอาหารอังกฤษคือความไร้รสชาติ แต่ประวัติศาสตร์ “การกิน” ของพวกเขานั้นสนุกอย่างยิ่ง

มันคือสารคดีที่แพร่ภาพทางช่อง BBC Four ของสหราชอาณาจักรในชื่อ A People's History Breakfast, Lunch and Dinner (2012) ที่มีเชฟและพิธีกรชื่อดังอย่างแคลริสสา ไรท์ (Clarissa Wright) (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้พาไปสำรวจประวัติศาสตร์การกินของชาวอังกฤษ 

โดยสารคดีนี้แบ่งออกอย่างง่ายเป็น 3 ตอน แน่นอนว่ามันคือ อาหารเช้า อาหารกลางวัน และอาหารเย็น

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เราจะพบข้อมูลใหม่ที่เราไม่เคยรู้ เราจะเจอเหตุผลของสิ่งที่เราเคยรู้แต่ไม่เคยถาม และเราจะพบบทสรุปว่าอาหารแต่ละมื้อนั้นมีบทบาทอย่างไรในเชิงสังคมวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่เฉพาะกับวัฒนธรรมอังกฤษ เพราะเราก็ต่างรู้ดีว่าวัฒนธรรมอังกฤษมีบทบาทต่อวัฒนธรรมโลกและวัฒนธรรมเรามากเพียงใด

ที่แน่ๆ ลืมแนวคิดเรื่องอาหาร 3 มื้อที่เราอาจนึกว่ามันถูกกำหนดมาอย่างนั้นตั้งแต่วันสร้างโลกได้เลย 

ความจริงก็คือ อาหารเช้าแบบอังกฤษที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น ไม่เคยเป็นที่นิยมจนเข้าสู่ยุควิกตอเรีย ส่วนดินเนอร์ใช้เรียกอาหารมื้อระหว่างวันที่ถือเป็นมื้อหลัก อาจมีการกินซัปเปอร์ก่อนเข้านอนในตอนพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารที่เหลือมาจากตอนกลางวัน

เพราะในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์ให้แสงสว่างอย่างเทียนไขหรือตะเกียงน้ำมันนั้นมีราคาแพง การทำกิจกรรมไม่ว่าจะการงานหรือการกินในยามค่ำคืนจึงเป็นเรื่องลำบาก เมื่อแสงสุดท้ายของวันมาถึง นั่นจึงมักหมายถึงเวลาเข้านอน เว้นก็แต่คนที่ต้องทำงานยามค่ำคืนหรือผู้คนในรั้วในวัง ที่มีปัญญาจุดเทียนไขหรือตะเกียงมากเท่าที่อยากจะทำ

breakfast2.jpg
©Gift_Nutsi

ในขณะที่อาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีปยุโรปหรือคอนติเนนทัล เบรกฟาสต์ (Continental breakfast) ในปัจจุบันจะมีเพียงขนมปัง ซีเรียล และน้ำผลไม้เป็นหลัก อาหารเช้าแบบอังกฤษที่เรียกว่าฟูลล์ เบรกฟาสต์ (Full breakfast) หรืออิงลิช เบรกฟาสต์ (English breakfast) จะมีเนื้อสัตว์อย่างเบคอนหรือไส้กรอก รวมถึงไข่ มะเขือเทศ และถั่ว เพิ่มเข้ามา หากเอาแบบเต็มที่ก็จะมีปลาเสิร์ฟอยู่ด้วย ไม่น่าแปลกหากหลายคนจะแยกความแตกต่างระหว่างอาหารเช้าสองแบบว่าเป็นแบบอิ่มกับแบบไม่อิ่ม

ที่มาของอาหารเช้าแบบอิ่มนี้ ต้องย้อนกลับไปที่วัฒนธรรมการล่าสัตว์ของผู้ดีอังกฤษ ในหลายครั้ง การออกไปล่าสัตว์จะกินเวลาหลายวัน เมื่อกลับมายังบ้านพักในชนบทของเหล่าชนชั้นสูงนี้ อาหารมื้อแรกของวันจึงกลายเป็นมหกรรมเพิ่มพลังด้วยอาหารนานาชนิด ก่อนจะกลายมาเป็นฟูลล์ เบรกฟาสต์ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในยุควิกตอเรีย ที่ผู้คนจะใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่กับโต๊ะอาหารในยามเช้าอย่างที่เขียนไว้ในนิยายของเจน ออสเตน (Jane Austen)  

 cereal-932193_960_720.jpg
©pixabay.com

ก่อนที่จอห์น เคลล์ล็อกก์ (John Kellogg) นายแพทย์ผู้เคร่งครัดในศาสนาชาวอเมริกัน ซึ่งพยายามจะโปรโมตความเป็นมังสวิรัติ จะคิดค้นวิธีการผลิตซีเรียลให้เป็นอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพสำหรับทุกคน และน้องชายของเขาจะนำมันออกขายทั่วโลกในเวลาต่อมา 

โดยซีเรียลกลายเป็นอาหารสำหรับทุกคนได้จริงในที่สุด มันข้ามฝั่งมายังเกาะอังกฤษและได้รับความนิยมแทนข้าวโอ๊ตที่กินอยู่เดิม 

และเด็กๆ ชื่นชอบมันเพราะเต็มไปด้วยน้ำตาล

หากอาหารเช้าของอังกฤษพัฒนามาจากธรรมเนียมการล่าสัตว์ของชนชั้นสูง อาหารกลางวันของพวกเขาก็มาจากชนชั้นแรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในปัจจุบัน คนอังกฤษใช้เวลากินอาหารกลางวันเฉลี่ยคนละ 12.49 นาที และบางคนก็กินโดยไม่ได้สนใจอาหารของตนเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาคงไม่ต้องถึงกับฟูมฟาย เพราะมื้อที่เรียกว่าอาหารกลางวันนี้ก็พัฒนามาจากความเร่งด่วนจริงๆ นั่นแหละ

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 ความรุ่งเรืองของกิจการอินเดียตะวันออกของอังกฤษหมายถึงทั้งความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และวัตถุดิบในการปรุงแต่งอาหารที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม

สภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงมีผลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนตารางชีวิต แสงสว่างเริ่มเข้าถึงบ้านเรือนมากขึ้นและวัฒนธรรมบันเทิงยามค่ำคืนเปลี่ยนกิจวัตรของชนชั้นนำให้เข้านอนดึกและตื่นสาย บ้างก็เข้านอนตอนเช้าและตื่นตอนเที่ยง เวลาอาหารมื้อที่เคยเรียกว่าดินเนอร์ของบรรพบุรุษเปลี่ยนเป็นอาหารมื้อเช้าสำหรับพวกเขา

นั่นคือเหตุผลที่อาหารเย็นถูกผลักให้ดึกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งอาหารเย็นอาจเสิร์ฟกันในเวลาสองหรือสามทุ่มเป็นเรื่องปกติ

ในขณะที่ตารางเวลาของชนชั้นแรงงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเกิดขึ้นของรถไฟได้เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นแรงงานในเมือง ดินเนอร์ของชนชั้นแรงงานผู้ไม่มีเวลาจึงถูกผลักไปอยู่ยามค่ำคืนเช่นเดียวกับชนชั้นนำผู้มีเวลา แต่จำนวนมากยังคงประเพณีการกินดินเนอร์ในช่วงกลางวันในวันอาทิตย์ เช่นเดียวกับผู้คนในชนบทที่ยังกินดินเนอร์ในตอนกลางวัน ยุควิกตอเรียของอังกฤษจึงถือเป็นยุคที่มีความสับสนทางมื้ออาหารอย่างยิ่ง

เมื่อแรงงานในเมืองต้องอยู่กับชั่วโมงการทำงานอันยาวนานและไม่สามารถนั่งลงรับประทานอาหารมื้อหนักอย่างดินเนอร์ในเวลากลางวันได้เหมือนแต่ก่อน สิ่งที่ประทังความหิวระหว่างการทำงานจึงเป็นสิ่งที่พวกเขานำติดตัวมาจากบ้าน หรือไม่อย่างนั้นก็คืออาหารราคาย่อมเยาในแบบรถเข็น ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นแรงงานนี่เอง

มันต้องเป็นอาหารที่กินง่ายและในเวลารวดเร็ว นั่นคือที่มาของความนิยมในการกินแซนด์วิชของชาวอังกฤษ ซึ่งจริงๆ แล้วมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และได้รับการยอมรับในความสะดวกเพราะสามารถถือกินมือเดียวได้ โดยบางคนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นมาจากการต้องใช้อีกมือหนึ่งเล่นพนัน บ้างเชื่อว่าอีกมือหนึ่งเอาไว้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะอย่างไร แซนด์วิชก็กลายเป็นมื้อกลางวันของชนชั้นแรงงานเมื่อสองร้อยปีก่อน และเป็นอาหารกลางวันยอดนิยมสำหรับการใช้เวลา 12.49 นาทีถือกินสำหรับวันนี้ มันสำคัญขนาดที่ต้องมีการจัดประกวดการสร้างสรรค์แซนด์วิชกันอย่างจริงจัง

แซนด์วิชไก่งวงคลาสสิค - taste.com.au.jpeg
©taste.com.au

โดยแซนด์วิชที่คนอังกฤษยังชื่นชอบกันมากที่สุดก็คือ แซนด์วิชไก่งวงแบบคลาสสิก

ตรงข้ามกับความเร่งด่วนของอาหารกลางวัน อาหารเย็นหรือดินเนอร์ในวัฒนธรรมอังกฤษนั้นกลายเป็นเครื่องมือในการโอ้อวดความมั่งคั่งอย่างเต็มตัว

เนื้อกวางอบที่เสิร์ฟภายใต้แป้งพายซึ่งตกแต่งเป็นลวดลายอ่อนช้อยรูปกวาง กับจานสลัดที่เต็มไปด้วยถั่ว “นำเข้า” ชนิดต่างๆ เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ บนโต๊ะอาหาร ที่จะเสิร์ฟกันในแบบคอร์สเมนู ซึ่งอาจมีตั้งแต่ 6 เมนู ไปจนถึง 12 เมนู และใช้เวลายาวนานกว่าที่มันจะสิ้นสุด

พร้อมๆ กับอาหาร งานเลี้ยงดินเนอร์คือการแสดงออกถึงรสนิยมทางด้านแฟชั่นของผู้เข้าร่วมรับประทาน เครื่องใช้อย่างภาชนะเงินที่ใช้เสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงเชิงเทียนหรูหราที่นำมาประดับประดาโต๊ะอาหาร

มากกว่ารสชาติของอาหาร ดินเนอร์ในยุควิกตอเรียจึงทำหน้าที่หลักในเชิงสังคม มันคือที่ที่สุภาพบุรุษชาวอังกฤษจะพบกับภรรยาในอนาคต แม่สามีจะตามหาลูกสะใภ้ ตรวจสอบการใช้ส้อมและมารยาทในการเข้าสังคมของพวกเธอ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับงานเลี้ยงดินเนอร์ของผู้ดีอังกฤษ ก็คือการเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้คนเริ่มตัดขาดจากธรรมชาติ ในวันที่ชนชั้นกลางเริ่มเรียนรู้ที่จะปรุงอาหารจากตำรา และปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงที่บรรจุอยู่ในขวดซึ่งอาจหมายถึงการขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการกินที่ดีคืออะไร

สารคดีความยาว 3 ตอนนี้ จบลงด้วยการพาไปสำรวจตลาดอาหารปรุงสำเร็จของอังกฤษ ที่ผู้ดำเนินรายการสารภาพตามตรงว่ามันไม่ถูกจริตเธอเอาเสียเลย

ไม่ว่าจะอย่างไร สังคมอังกฤษในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากสังคมในอีกหลายพื้นที่ในโลกซึ่งผู้คนเข้าถึงอาหารปรุงสดน้อยลง และพึ่งพาอาหารปรุงสำเร็จกันมากขึ้นในมื้อเย็น กินแซนด์วิชในมื้อกลางวัน และกินซีเรียลในมื้อเช้า

เรามีเวลาน้อยลง ในโลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายซึ่งควรจะเอื้อให้เรามีเวลามากขึ้น

แต่อย่างน้อย เราก็เรียนรู้ที่จะลดระดับความหวานของซีเรียลลงบ้างแล้วล่ะน่า


เรื่อง : Little Thoughts
ภาพประกอบ : Gift_Nutsi
 




Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง