A Little Review: Art in Three Colours

23 พฤศจิกายน 2560 | บทความอื่นๆ
7776
Loading...


1_History of art 3 colors_CMYK.jpg

เรารู้หรือไม่ว่าสีฟ้าเคยมีราคาแพงกว่าทองคำ สีทองคือนวัตกรรมความปลอมอันยิ่งใหญ่ และสีขาวคือประวัติศาสตร์ดำมืด

เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน จนบางทีเราอาจไม่รู้ว่าสีแต่ละสีนั้นมีความหมายลึกล้ำเพียงใด สีส่งผลต่ออารมณ์ของเราแต่ละคนในชั่วขณะ พอๆ กับที่มันส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

นี่คือเรื่องราวที่เล่าผ่านสารคดี A History of Art in Three Colours ทางช่อง BBC Four ความยาว 3 ตอน โดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอังกฤษ เจมส์ ฟอกซ์ (Dr. James Fox)

มันไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของโลกที่เล่าผ่านสี 3 สี ที่อาจมีความสำคัญกว่าแม่สีเสียด้วยซ้ำ

นั่นคือ “ทอง” ตัวแทนของอำนาจและความมั่งคั่ง “ขาว” ตัวแทนของความบริสุทธิ์และดำมืด และ “ฟ้า” ตัวแทนของความฝันและความจริง


...เราจะเริ่มจากสีฟ้า (หรือสีน้ำเงิน) กันก่อน เพราะมันเป็นตอนที่ทั้งสวยและสนุกที่สุด

เรานึกถึงอะไรเมื่อพูดถึงสีฟ้า คำตอบส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นท้องฟ้าหรือท้องทะเล หรืออาจรวมไปถึงเส้นขอบฟ้าที่ตัดและหลอมรวมท้องฟ้าและท้องทะเลเข้าด้วยกัน 

สีอันแจ่มชัดที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร แต่เมื่อเอื้อมมือออกไปจับคว้าก็ไม่มีวันเอื้อมถึง ไขว่คว้าไป มีแต่มวลอากาศว่างเปล่า 

กอบน้ำขึ้นมาได้แต่ก็ไม่มีสีฟ้าติดขึ้นมาด้วย เพราะจับคว้าไว้ไม่ได้ มันจึงเป็นสีแห่งจินตนาการอยู่อย่างนั้น ราวกับการเอื้อมมือไปไขว่คว้าโลกที่อยู่ไกลออกไป

แถมยังเป็นจินตนาการแห่งสรวงสวรรค์ เป็นตัวแทนของพระผู้สร้างที่เราจะเห็นเมื่อมองขึ้นไปยังเพดานในโบสถ์ของชาวคริสต์

สีฟ้าจึงถือเป็นสีสำคัญสำหรับศิลปะตะวันตก แต่นั่นก็หลังจากที่พวกเขามีสีฟ้าใช้แล้ว นับจากวันที่เรือลำเลียงลำแรกนำก้อนหินสีฟ้าจัดจากดินแดนที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน มาสู่ท่าเรือในเมืองเวนิสเมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน

ก่อนหน้าที่หินสีฟ้านี้จะมาถึงเวนิส แทบไม่เคยมีการใช้สีฟ้าอย่างจริงจังมาก่อนในศิลปะตะวันตก แม้แต่ในยุคกลางก่อนหน้า ก็มีเพียงการใช้สีฟ้าที่มาจากการผสมสีและใช้อย่างอ่อนๆ เท่านั้น นี่จึงเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนหน้าตาของศิลปะตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อสามารถค้นพบวิธีในการสกัดผงสีจากหินและเปลี่ยนมันเป็นสีฟ้าเข้มที่ให้สีสว่างแจ่มชัดอย่างที่โลกไม่เคยมีได้ พวกเขาก็มีสวรรค์ให้พระเจ้าได้มองลงมายังเหล่ามนุษย์

สีฟ้ากลายเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ และคริสตจักรเริ่มคิดที่จะควบคุมมัน นำมาสู่การจำกัดจำนวนสีฟ้าที่มีขายในท้องตลาด จนถึงจุดหนึ่ง สีฟ้าก็กลายเป็นสินค้าที่มีราคาแพงกว่าทอง

ในศตวรรษที่ 14 มีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้ประชาชนสวมใส่สีฟ้า ยกเว้นคนผู้เดียวที่จะใส่ได้ คือ Mather of God หรือพระแม่มารีย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะทำให้ศิลปะที่มีสีฟ้ายิ่งมีค่าสูงขึ้นไปอีก ภาพวาดแม่พระและพระบุตร (Madonna and Child) โดยศิลปินหลายราย จึงกลายเป็นศิลปะที่มีค่าด้วยประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง


2_History of art 3 colors_CKYK.jpg

ในปี 1968 วิลเลียม แอนเดอร์ส (William Anders) ทะยานไปสู่ห้วงอวกาศพร้อมกับนักบินอวกาศเพื่อนร่วมทางบนยานอพอลโล 8 เมื่อเขาเหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ สายตาของเขาก็สัมผัสกับภาพฝันอันแสนมหัศจรรย์ ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อสีฟ้าไปตลอดกาล โชคดีที่เขาไม่เพียงเก็บความประทับใจนั้นไว้คนเดียว แต่ยังถ่ายภาพนั้นกลับมาให้เราทุกคนได้ชมด้วย

มันคือภาพในชื่อ Earthrise ที่มีความหมายตรงตัวตามการจับภาพชั่วขณะที่โลกกำลังขึ้น (เหมือนพระจันทร์ขึ้นตอนอยู่บนโลก) โลกรูปทรงสีฟ้าซึ่งขับด้วยสีดำจัดของอวกาศที่เป็นพื้นหลัง ทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราเห็น ณ เส้นขอบฟ้าหาใช่โลกอื่นที่อยู่ไกลออกไป แต่สีฟ้าก็คือสีของดาวเคราะห์ที่เราเรียกว่าโลกนี้เอง 

ตั้งแต่นั้นมาลูกโลกของเราก็มีสีฟ้าเป็นหลัก สีฟ้าจึงไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์หรือฝันที่อยู่ไกลโพ้นอีกต่อไป หากเป็นความจริงที่ติดอยู่กับเราทุกคน


 ...แน่นอนว่ามนุษย์ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ของบางอย่างตลอดมา บางครั้งมันส่งอิทธิพลต่อชีวิตของเรา หรือแม้แต่มนุษยชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ความบริสุทธิ์แห่งสีขาวคือหนึ่งในนั้น น่าเสียดายว่าเมื่อความบริสุทธิ์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันก็อาจขับเน้นจิตใจให้อ้างว้าง มันอาจเป็นความสว่างที่ขับเน้นความมืด หรือความขาวโพลนของสถาปัตยกรรมที่ทำให้รู้เหงาหงอยหรือเย็นยะเยียบ และมันอาจลงท้ายกลายเป็นสีแห่งการทำลายล้างและความมืดมิด

สีขาวอาจเป็นทั้งสัญลักษณ์ของแสงสว่างทางปัญญาเมื่อโลกเดินออกจากยุคมืด และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสีที่ถูกใช้เพื่อแบ่งแยก ควบคุม ไปจนถึงการทำสงคราม แทนที่มันจะเป็นสีแห่งความสง่างาม บริสุทธิ์ หรือเหตุผล มันได้เปลี่ยนเป็นสีแห่งความกลัว การเหยียดเชื้อชาติ และการกดขี่ข่มเหง

ชาวอิตาลีรู้ดีในเรื่องนี้ เมื่อหินอ่อนสีขาวจากเมืองคาร์ราร่าคือตัวแทนของความบริสุทธิ์หมดจดที่ถูกนำใช้ในงานสถาปัตยกรรมชื่อก้องของโลก (ความพิเศษคือมีแคลเซียมคาร์บอเนตถึงร้อยละ 98 พระที่นั่งอนันตสมาคมก็สร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวของคาร์ราร่า) รวมถึงอนุสาวรีย์สร้างจากหินอ่อนที่จารึกชื่อของมุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสต์ผู้เทิดทูนความคิดเรื่องความบริสุทธิ์หมดจดทางเชื้อชาติของฮิตเลอร์ และปรารถนาที่จะฟื้นคืนโรมให้กลับมาเป็นจักรวรรดิอันเกรียงไกรอีกครั้ง

แต่อนุสาวรีย์ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น แท้จริงแล้วความฝันของมุสโสลินีก็คือการสร้างโรมขึ้นใหม่จากหินอ่อนสีขาวเลยต่างหาก มันคือพื้นที่ส่วนขยายของโรมที่รู้จักกันในชื่อย่อ E.U.R. (Esposizione Universale Roma) ซึ่งมีศูนย์กลางคืออาคารที่เรียกว่า Palazzo della Civiltà Italiana และมุสโสลินีตั้งใจใช้โรมใหม่นี้เป็นสัญลักษณ์ของระบอบฟาสซิสม์ภายใต้การนำของเขา ซึ่งมีกำหนดอวดความยิ่งใหญ่ในงานเวิลด์เอ็กซ์โปปี 1942

มุสโสลินีไม่เพียงต้องการสร้างโรมใหม่ แต่เขาฝันถึงการสร้างโลกใหม่ ที่ขาว บริสุทธิ์ และหมดจด

แต่เขาลืมคิดไปว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ไม่รู้จะบอกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่ความปราถนาของเขาไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อสงครามสิ้นสุดลงเสียก่อน และเขาคือผู้พ่ายแพ้

จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังคงมองสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ และหลงลืมด้านมืดของมันไปในบางครั้ง ในอีกด้าน สีขาวก็อาจไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใดเหลืออยู่มากไปกว่าการเป็นเครื่องมือของนักโฆษณาที่ต้องการสร้างยอดขายให้กับผงซักฟอก หรือผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง 

เรื่องน่าสนใจคือบทจบของสารคดีตอนนี้ที่พาเรานั่งลงข้างๆ อนุสาวรีย์สร้างจากหินอ่อนสีขาวที่เคยเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์นั้น และเมื่อเราลองมองมันให้ดี งานที่สร้างจากสีขาวทุกชิ้นจะมีริ้วรอยและตำหนิปนอยู่ และเราจะเห็นมันได้ชัดกว่าสีอื่นโดยเฉพาะเมื่อผ่านวันเวลา บอกให้เราเห็นความจริงที่ว่าสีขาวก็คือสัญลักษณ์ของโลกที่ไม่มีความหมดจดอยู่ได้อย่างแท้จริงต่างหาก

ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากกักขังความจริง หรืออยากมองเห็นความงามตามที่เป็นจริง



...เรื่องราวพาเรามาถึงสีที่เป็นตัวแทนของความงามอันเป็นอมตะ ความมั่งคั่ง และพลังอำนาจ นั่นก็คือสีทอง
 
สารคดีตอนที่ว่าด้วยสีทองนี้เปิดตัวในห้องเก็บทองของธนาคารกลางอังกฤษ ที่ภายในบรรจุไว้ด้วยทองมูลค่าแท่งละครึ่งล้านปอนด์จำนวน 65,000 แท่ง มันคือทองที่มีความบริสุทธิ์ 99.99%

แต่ประวัติศาสตร์ที่ย้อนหลังไปได้ราวไม่สิ้นสุดที่บอกถึงความหลงใหลของเราที่มีต่อทอง อาจมีค่าที่ประเมินไม่ได้กว่านั้น

เป็นเวลาหลายพันปีที่มนุษย์ใช้ทองเป็นเครื่องหมายของความพิเศษสุด โดยเฉพาะในงานศิลปะที่พระเจ้าหรือผู้มีอำนาจอย่างพระราชาจะถูกแทนค่าด้วยวัสดุอย่างทอง นั่นเป็นเพราะทองทำให้เรานึกถึงพระอาทิตย์ ผู้เป็นพลังของทุกอย่างบนโลกใบนี้

ง่ายที่สุด หากเราจะย้อนกลับไปยังจักรวรรดิอียิปต์ ที่ทองคือสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ การค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนในปี 1922 คือการขุดค้นทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก นอกเหนือจากข้าวของที่ถูกฝังอยู่กับพระศพกว่า 5,000 ชิ้น ที่รวมถึงเครื่องใช้ทุกชิ้นซึ่งทำด้วยทอง สิ่งที่กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของอียิปต์มาจนถึงปัจจุบันนอกเหนือจากมัมมี่หรือพระศพแล้ว ก็คือโลงศพที่ทำด้วยทองหนัก 110 กิโลกรัม และหน้ากากปิดหน้าซึ่งแน่นอนว่าทำด้วยทองคำแท้เช่นกัน

นอกเหนือจากอำนาจที่จะทำให้ฟาโรห์กลายเป็นอมตะ ความอมตะของทองยังเป็นเคล็ดลับแห่งความงามของคลีโอพัตรา ผู้ทรงสวมหน้ากากทองคำในยามบรรทม 

ไม่ใช่เรื่องไม่มีเหตุผลที่ทองจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความอมตะ เพราะทองก็คือธาตุที่เป็นอมตะจริงๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร หากเราลองขัดถูมันดู เราก็จะได้ทองที่มีลักษณะเหมือนวันแรกไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเพราะมันคือโลหะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และจะไม่เปลี่ยนสีหรือเกิดสนิมเมื่อสัมผัสอากาศ ทองจึงยังคงเป็นทองอยู่วันยังค่ำ เช่นเดียวกับคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้ทองถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงามอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ความอมตะที่เป็นสุดยอดความปรารถนาของมนุษย์ ได้เปลี่ยนทองให้เป็นอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในฐานะพระเจ้าของอียิปต์ หรืออำนาจในฐานะเครื่องมือแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างในปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือวิทยาศาสตร์ที่ทำบางอย่างกับทอง ย้อนหลังไปในศตวรรษที่ 19 เมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษในตอนนั้นถือว่าเป็นเมืองแห่งการประดิษฐ์คิดค้นและการจดสิทธิบัตร และจอร์จ เอลคิงตัน (George Elkington) เป็นหนึ่งในนักจดสิทธิบัตรผู้มีเวทมนตร์ในการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นทอง

วันหนึ่งในปี 1844 เอลคิงตันมีโอกาสได้รับเสด็จเจ้าชายอัลเบิร์ต (Albert, Prince Consort) พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ซึ่งต้องการมาชมเวทมนตร์อันเป็นที่โจษจันด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และเอลคิงตันได้แสดงการเปลี่ยนดอกกุหลาบให้เป็นทอง ด้วยการนำมันชุบลงไปในของเหลว ซึ่งนั่นก็คือเทคนิคการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

แต่มันไม่ใช่การเบือนหน้าหนี “ของปลอม” แบบที่เราจะทำกันในวันนี้ สำหรับวันนั้น การเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นทองได้ในโลกที่ทองคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งซึ่งเคยมีอยู่อย่างจำกัดและชนชั้นกลางกำลังผลิบาน หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้กับผู้คนในวงกว้างขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด และนั่นอาจหมายถึงที่ใส่แปรงสีฟันซึ่งขับเน้นความหรูหราในห้องน้ำของใครในวันนี้

เรื่องราวพาเรากลับมาที่ห้องเก็บทองของธนาคารกลางอังกฤษ พร้อมกับคำถามที่ว่า นอกเหนือจากการเป็นหลักฐานแห่งความมั่งคั่งและเครื่องค้ำประกันฐานะการเงินของชาติแล้ว สำหรับเราแต่ละคน ทองคืออะไร?

เช่นเดียวกับคำถามที่เรามีต่อสีขาวและฟ้า ว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริง และอะไรคือภาพลวงตาในมายาแห่งสัญลักษณ์?



ที่มา:
 สารคดี "A History of Art in Three Colours" (2012), BBC Four

เรื่อง: 
Little Thoughts
ภาพประกอบ: Yoniam