A Little Review: The Next Black

1 ธันวาคม 2560 | บทความอื่นๆ
1827
Loading...

01-The next black.jpg
© aegelectrolux.co.za

“ในตอนที่โคโค่ ชาแนล กล่าวประโยคที่ว่า ‘แฟชั่นเปลี่ยนไป สไตล์คงอยู่’ เธอคงไม่คิดว่าพลังของมันจะยังคงอยู่แม้เมื่อผ่านไปอีก 50 ปี ในทุกๆ ฤดูกาลเราอาจเห็นสีใหม่ คอลเล็กชั่นและสไตล์ใหม่จากที่เคยเห็น ถึงแม้แฟชั่นจะขยับตัวเร็วขึ้นมากเท่าไร แต่แนวคิดของเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักใน 100 ปีที่ผ่านมา เครื่องนุ่งห่มยังห่มคลุมร่างกายและแสดงออกถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม ผ้ายังคงถูกปักด้วยเข็มและวางขายในร้านรวง”

บทเปิดของสารคดี The Next Black ที่พูดถึงอนาคตของเสื้อผ้าที่เราจะสวมใส่ ผลิตโดยธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติเยอรมันอย่าง AEG ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนั้น 

What is Black? เป็นเวลาเนิ่นนานสำหรับวงการแฟชั่น ที่สีดำจะเป็นตัวแทนของความคลาสสิกไร้กาลเวลา ความถูกต้องในทุกสถานการณ์ เป็นสไตล์ซึ่ง “คงอยู่” ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร What is Next? มันคือเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ที่กำลังเปลี่ยนทุกอย่าง นั่นรวมถึงการให้ความหมายใหม่ในการ “คงอยู่” ที่ไม่ใช่ความคลาสสิกไร้กาลเวลาอันเป็นนามธรรม แต่คือความเป็นไปได้อันสดใหม่และความยั่งยืนอันเป็นรูปธรรม

นี่คือใจความของสารคดีที่พูดเรื่องอนาคตของเสื้อผ้าชิ้นนี้

ที่สำคัญคือมันสนุก ชุดปล่อยฟองสบู่ที่สวมใส่โดยเลดี้ กาก้า ตอนที่เดินออกจากงาน iTunes Festival ซึ่งจัดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2013 คือความสดใหม่ที่บอกกับเราว่า เทคโนโลยีทำให้การแต่งกายเป็นเรื่องสนุกได้เพียงใด

02-Lady Gaga Bubble suit Itunes festival 2013.jpg
© pictures.zimbio.com

โดยชุดสีขาวที่สามารถพ่นฟองสบู่ออกมารอบตัวนี้ได้รับการรังสรรค์โดย Studio XO ซึ่งโดดเด่นด้วยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย สตูดิโอที่อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอนนี้จึงมีทั้งอุปกรณ์ตัดเย็บแบบดั้งเดิมอย่างเข็มและกรรไกร และมีอุปกรณ์ใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ในการเขียนโปรแกรม และเครื่องพิมพ์สามมิติที่ใช้ในการพิมพ์ผลงาน ชุดที่มีชื่อว่า Enemy ซึ่งเลดี้ กาก้า สวมใส่นี้ พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติทั้งหมด มันไม่ใช่การพิมพ์ชุดออกมาแล้วนำเครื่องปล่อยฟองสบู่ใส่ไว้ข้างใน แต่เป็นการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างกลไกในการเป่าของเหลวให้เป็นฟองสบู่อยู่ในชุดเอง

การออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้ากำลังรวมเข้ากับงานออกแบบวิศวกรรม และแน่นอนว่ามันจะเปลี่ยนวิถีการแต่งกายของเราในอนาคต ถึงแม้จะไม่ได้นำเสนอในสารคดีชิ้นนี้ แต่ผลงาน The Volantis ชุดบินได้ ที่เลดี้ กาก้าสวมใส่เพื่อโปรโมตอัลบั้ม ArtPop ในเวลาต่อมาก็เป็นงานจากสตูดิโอแห่งนี้เช่นเดียวกัน 

นอกเหนือจากความเป็นไปได้ในการสร้างเสื้อผ้าในแนวคิดใหม่ของ Studio XO แนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแล้วก็คือเสื้อผ้าอัจฉริยะที่เรียกว่า Smart Clothes 

แนวคิดง่ายๆ ของเสื้อผ้าอัจฉริยะก็คือ Wearable Device นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งสวมใส่ที่เป็นส่วนเกิน แต่มันควรจะ “ฝัง” อยู่ในเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ หรือแม้แต่ฝังในร่างกายของเราในอนาคตเลยทีเดียว

Adidas คือหนึ่งในธุรกิจที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ การทดลองเริ่มต้นขึ้นด้วยการชักชวนทีมฟุตบอลชั้นนำอย่างเอซีมิลาน มาทดสอบเสื้อผ้าอัจฉริยะ ที่ฝังเซ็นเซอร์ไว้ข้างในเพื่อวัดสมรรถนะร่างกายในแต่ละขณะ เพื่อทำให้ทีมรู้ว่าจะดึงศักยภาพของนักเตะออกมาได้สูงที่สุดอย่างไร จากเอซีมิลาน เสื้อผ้าอัจริยะของ Adidas ถูกส่งไปทดลองใช้กับทีมชาติเยอรมัน เม็กซิโก อาร์เจนติน่า โคลัมเบีย รวมถึงทีมฟุตบอลในลีกต่างๆ ที่ Adidas เป็นสปอนเซอร์

ซึ่งนั่นหมายความว่า ธุรกิจเครื่องแต่งกายกีฬาจะไม่เป็นเพียงสปอนเซอร์ผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินอีกต่อไป แต่การจับคู่สปอนเซอร์กับทีมจะทวีความสำคัญมากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อผลงานของทีมสะท้อนถึงระดับนวัตกรรมของเครื่องแต่งกาย และทั้งสองฝ่ายจะต้องทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง

มันไม่ใช่ “ฝีแข้ง” อย่างเดียวอีกแล้ว แต่เป็น “ฝีมือบนผืนผ้า” ด้วยที่จะพาทีมขึ้นไปชูถ้วยรางวัล


จากเลดี้ กาก้า ถึง Adidas  อย่าเพิ่งคิดว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องไกลตัว

เพราะกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังงานสร้างสรรค์รู้ดีว่า เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาก็คือเราแต่ละคน เทคโนโลยีที่เริ่มจากพรมแดงและสนามฟุตบอลจะถูกถ่ายโอนมาใช้กับเครื่องแต่งกายของปุถุชนที่อยู่หน้าทีวีและบนอัฒจันทร์ในที่สุด

แต่สิ่งที่ท้าทายขึ้นไปอีกระดับก็คือ การเปลี่ยนความคิดในการทำเสื้อผ้าทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

แทนที่เราจะตัดเย็บเครื่องแต่งกายขึ้นจากผ้าสักผืน เราจะปลูกมันขึ้นแทนได้หรือไม่ 

นั่นคือจุดที่ชีววิทยาจะเข้ามามีบทบาทกับวงการแฟชั่น และเป็นวิธีคิดของ Biocouture สตูดิโอออกแบบที่เน้นการนำความรู้ด้านชีววิทยามาใช้กับงานสร้างสรรค์บนเกาะอังกฤษ บนปรัชญาว่าการอยู่กับธรรมชาติที่ดีที่สุดไม่ใช่ความพยายามในการจัดการกับธรรมชาติ แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติต่างหาก

03-Biocouture clothes.jpg
© goodnet.org

ชุดของเลดี้ กาก้า ที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติยังต้องพึ่งพาวัสดุในการขึ้นรูป แต่การปลูกเนื้อผ้าขึ้นมาเองนั้นเริ่มจากแบคทีเรียหรือเชื้อราเล็กจิ๋ว ในถาดใส่ของเหลวที่อาจประกอบด้วยชาเขียว น้ำตาล กรดน้ำส้ม ไคตินที่เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพ หรือเส้นใยโปรตีนอย่างไหม และรอให้มันขยายตัวตามรูปทรงของภาชนะ

ลืมอุตสาหกรรมทอผ้าที่เต็มไปด้วยสารเคมีไปได้เลย การปลูกผ้าขึ้นจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ คือนวัตกรรมที่มีของเสียเท่ากับศูนย์ เนื้อผ้าที่ได้เมื่อนำมาสร้างลวดลายด้วยเลเซอร์คัต ยังกลายเป็นกระโปรงสวยเก๋อีกต่างหาก นี่คือสิ่งที่งอกงามจากความคิดที่จะเปลี่ยน บวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างที่มันเป็น

แน่นอนว่ายิ่งสร้างของเสียได้น้อยลงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้ความยั่งยืนเท่านั้น นอกเหนือจากการปลูกผ้าขึ้นมาจากแบคทีเรียทีละผืน การย้อมผ้าจำนวนมากโดยไม่ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียวก็มีให้เห็นกันแล้วในเมืองไทยของเรานี่เอง

เป็นเวลานานหลังจากประโยคอมตะของชาแนล สิ่งที่แฟชั่นเครื่องแต่งกายพาเราไปไกลแบบไม่ยั้ง ก็คือการสร้างของเสียตลอดกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการย้อมผ้าที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลักและปล่อยสารเคมีจำนวนมหาศาลลงสู่แหล่งน้ำในแต่ละปี

วิธีคิดเรียบง่ายในการแก้ปัญหานี้ก็คือเป็นไปได้ไหมที่จะไม่ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียวในการย้อมผ้า นี่คือจุดที่สารคดีพาเราไปเยี่ยมชมโรงงาน YEH Group ในจังหวัดสมุทรสาคร 

แม้จะอยู่ในระยะตั้งต้น แต่สิ่งที่โรงงานซึ่งผลิตผ้าเป็นล้านหลาในแต่ละปีแห่งนี้ทำได้แล้วก็คือ การย้อมผ้าโดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทนน้ำ บวกกับการใช้พลังงานและสารเคมีเพียง 50% ของการย้อมผ้าตามปกติ 
แน่นอนว่าเป้าหมายก็คือ 0%

ความปรารถนาอันแรงกล้าของนักออกแบบกำลังจะสร้างอนาคตใหม่ ความรับผิดชอบของผู้ผลิตกำลังนำเสนอทางเลือกที่ดีกว่า แต่ร้อยล้านเทคโนโลยีก็จะไร้ประโยชน์และความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากซึ่งความใส่ใจของผู้บริโภค

นั่นคือสิ่งที่ Patagonia ธุรกิจเครื่องแต่งกายที่ชัดเจนในเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอดพยายามบอกกับเรา

04-Patagonail-dont buy this jacket.jpg
© thesun.co.uk

ในขณะที่คำว่า Black เมื่อใช้กับวงการแฟชั่นคือตัวเลือกที่ถูกต้องเสมอ และ The Next Black กำลังพาเราไปหาอนาคตที่ถูกต้องมากกว่าเดิม คำว่า Black Friday กลับถูกใช้แทนความบ้าคลั่งในการบริโภค “ของถูก” ที่เริ่มต้นจากอเมริกา

มันคือวันแห่งการช้อปปิ้งของลดราคาหลังวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูช้อปปิ้งสำหรับเทศกาลคริสต์มาส แต่สำหรับ Patagonia แล้ว โฆษณาทางโทรทัศน์สำหรับ Black Friday ของพวกเขา มีข้อความชัดเจนที่บอกกับลูกค้าว่า “Don’t buy this jacket” 

นั่นเพราะลูกค้าที่บ้าของลดราคาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของ Patagonia แต่เป็นลูกค้าที่รู้ว่าพวกเขาจะประหยัดสตางค์ได้มากกว่าหากซื้อของที่มีอายุใช้งานยาวนาน และซื้อน้อยกว่า

คำว่าซื้อน้อยกว่าหมายความว่าซื้อเท่าที่จำเป็น

ดังนั้น สารของ Patagonia ที่แท้จริงก็คือ “Don’t buy this jacket if you don’t need it”

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ลูกค้าซื้อเท่าที่จำเป็น Patagonia ยังแนะนำให้ลูกค้าดูแลรักษาเสื้อผ้าของพวกเขาให้ดี รู้จักซ่อมแซม (มีชุดกล่องเข็มด้ายพกพาให้ลูกค้า) หรือถ้าไม่ต้องการแล้วก็ขายต่อเพื่อให้เกิดการใช้งานซ้ำ หรือไม่อย่างนั้นก็นำมันไปรีไซเคิล ตามคอนเซ็ปต์ Repairs, Returns & Recycling

นี่คือสิ่งที่จะไม่ได้เห็นในโลกของแฟชั่นด่วน ที่หมุนรอบการกระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนคอลเล็กชั่นไม่ใช่ปีละสองครั้งเหมือนแต่ก่อน หากเป็นเดือนละครั้งหรือถี่กว่านั้น

จริงๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องกลุ่มเป้าหมายอะไรเลย เพราะ Patagonia นั้น บอกกับเราอย่างชัดเจนเสมอมาว่า หากเราอยากมีโลกที่ยั่งยืนกว่านี้ ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคจะต้องทำงานร่วมกัน ในการซื้อให้น้อยลงและใส่ใจให้มากขึ้น

เพราะธุรกิจเองก็คงอยู่ได้ไม่นานในโลกที่ร้าวรานกว่านี้

และในขณะที่เราตั้งความหวังกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการนำพาโลกเข้าสู่ความยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกันก็คือการกลับไปหาวิถีเดิมๆ 

นอกจาก Patagonia ที่ทำให้เราหันกลับมาคิดถึงการซ่อมเสื้อผ้าอีกครั้ง Ifixit ก็คือชุมชนบนโลกออนไลน์ที่ชวนให้เราซ่อมแซมทุกอย่าง ด้วยการสร้างคู่มือที่เราจะใช้ร่วมกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันเรื่องราวของการซ่อมแซมทุกอย่าง 

ยืนยันด้วยว่าเมื่อเราลงมือซ่อมแซม เราก็จะรู้สึกเชื่อมโยงกับข้าวของของเรามากขึ้น ผูกพันและมีความเป็นเจ้าของมันมากขึ้น นี่คือความอบอุ่นที่ไม่น่าจะหาได้จากวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง

เรากำลังอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของโลกแฟชั่นในหน้าตาใหม่ หากแนวคิดในการทำเสื้อผ้าไม่เคยเปลี่ยนมาตลอดศตวรรษ  ก็เป็นเวลานี้เองที่ทุกอย่างกำลังจะมีหน้าตาใหม่หมด วันหนึ่งในอีกไม่นาน เราจะพิมพ์เสื้อผ้าจากเครื่องพิมพ์เองที่บ้านกันเป็นปกติ นำเสื้อผ้าตัวเดิมมาซ่อมแซม หรือเอามาพิมพ์เป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ หรือแม้แต่ปลูกเสื้อผ้าขึ้นเองจากแบคทีเรีย แต่เราอาจไปไกลกว่านั้นมาก เกินกว่าที่เราจะจินตนาการถึงได้ในวันนี้

ไม่ว่าจะอย่างไร นี่คือสิ่งที่เทคโนโลยีควรจะเป็น มันควรจะสร้างโลกให้ดีกว่าเดิม

นี่คือสิ่งที่ธุรกิจควรจะเป็น มันควรจะเปิดโอกาสให้เราเป็นผู้บริโภคที่ใคร่ครวญ

และนี่คือสิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคควรจะเป็น คือคนที่จะบอกว่าธุรกิจควรรับผิดชอบอย่างไร

แฟชั่นเปลี่ยนไป สไตล์ก็อาจเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่จะต้องคงอยู่ก็คือจิตวิญญาณ



เรื่อง: 
Little Thoughts