กิจกรรมเสวนา Creativity onwards: อนาคตของวิชาชีพสร้างสรรค์ไทย ครั้งที่ 1

16 ตุลาคม 2560 | บทความอื่นๆ
835
Loading...

    1_21369652_10155639409124054_47603612937896255_n (1).jpg

จากการสำรวจผลงานสร้างสรรค์ไทยตลอดช่วงเวลา 60 ปีที่ผ่านมา วิชาชีพสร้างสรรค์ต่างๆ ของไทยได้ถือกำเนิดและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งนอกจากจะได้รับอิทธิพลจากต่างชาติแล้ว ยังมีการต่อยอดจากองค์ความรู้เดิมให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่นและวิถีของโลก ทั้งนี้เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มีทั้งเครื่องมือที่เอื้อในการผลิตหรือแม้กระทั่งการสื่อสารให้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้นและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่จะมองดูว่าวิชาชีพสร้างสรรค์จะมีโอกาสและทิศทางต่อไปในอนาคตเช่นไรในมุมมของวิชาชีพสร้างสรรค์ที่มีมานานของประเทศไทยอย่างสถาปัตยกรรม โฆษณา และภาพยนตร์

กิจกรรมเสวนา Creativity onwards: อนาคตของวิชาชีพสร้างสรรค์ไทย ครั้งที่ 1 ในวันที่เสาร์ที่ 16 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา TCDC ได้เชิญตัวแทนจากสมาคมวิชาชีพสถาปัตยกรรม โฆษณา และภาพยนตร์มาแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของวิชาชีพสร้างสรรค์ของไทยตั้งแต่อดีตไปจนถึงปัจจุบันและทิศทางการปรับตัวของบุคลากรในวิชาชีพของตน โดยมีวิทยากรคือคุณอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคม ภาพยนตร์แห่งชาติ และดำเนินรายการเสวนาโดยคุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร THE STANDARD


2_7H4A2865.jpg

คุณอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่า สมาคมสถาปนิกสยามฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2477 โดยกลุ่มสถาปนิกที่จบการศึกษาจากยุโรป อาชีพสถาปนิก ที่เรียกว่า Architect มาจากภาษาละตินแปลว่า หัวหน้ากรรมกร หน้างานจะมีนายช่างคนหนึ่งมีสายวัด เดิมมนุษย์ใช้ร่างกายวัดสิ่งต่างๆ ตัวอย่างเช่นคำว่า Foot มาจากเท้าของกษัตริย์นำมาใช้เป็นหน่วยวัด หน่วยวัดนั้นสำคัญมากต่อวิชาชีพสถาปนิกเพราะเป็นคนที่รู้ว่าการทำบันไดหนึ่งอันต้องใช้ไม้ยาวเท่าไหร่ ต่อมามีศาสตร์ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากมาย เช่น สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ เป็นเหตุที่สมาคมสถาปนิกฯ ต้องเข้าไปมีบทบาทในการต่อรองกับรัฐ

คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยอธิบายถึงความสำคัญของโฆษณาที่สะท้อนชีวิตผู้คน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองแต่ละยุคสมัย โดยเริ่มเล่าถึงโฆษณาในยุคเริ่มแรก ปี ค.ศ. 1960 จะเป็นยุคของ Information Era เห็นโปสเตอร์โฆษณาหนึ่งชิ้นก็จะให้ข้อมูลอย่างตรงไป ตรงมา บอกตรงๆ ว่ายาสีฟันยี่ห้อนี้จะทำให้ฟันขาว ใช้ภาพประกอบเป็นรูปวาด ในยุคต่อมา ค.ศ. 1970-1990 เป็นยุคทองของวงการโฆษณา เริ่มมีอาร์ตไดเรกชัน ให้ความสำคัญกับความสวยงาม มีภาพคนจริงๆ อยู่ในภาพ มีนักแสดงชื่อดังมาถ่ายแบบ เมื่อเริ่มยุคปีค.ศ. 2000 เป็น Idea Era ที่นักโฆษณานำเอาความเป็นไทยมาใส่ในโฆษณาทำให้ต่างชาติหันมามองมากขึ้น ทำให้งานโฆษณาของไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลกมาตลอด เพราะได้นำเอาชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนมาใช้ในโฆษณา ในมุมมองของอ่อนอุษาการไม่รู้ว่า 4.0 คืออะไร หมายถึงการมองข้าม ความสำคัญของการสื่อสาร ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ต้องเข้าใจผู้คน มองเห็นความสนใจของผู้คน “สิ่งที่นักโฆษณาขายคือ creativity ไม่ใช่ pure art ดังนั้นจึงต้องตอบโจทย์นักการตลาดที่ขายสินค้าและบริการ”

“ภาพยนตร์คือชีวิต ซึมซับวัฒนธรรมไว้อย่างต่อเนื่อง” คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคม ภาพยนตร์แห่งชาติกล่าวก่อนจะเล่าถึงความเป็นมาของสมาพันธ์ฯ ว่าเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2534 จากการรวมตัวของ 11 สาขาอาชีพ นักแสดง ผู้กำกับ ฯลฯ เมื่อปี พ.ศ. 2551 มีพระราชบัญญัติภาพยนตร์แห่งชาติเกิดขึ้นมาเพื่อให้ความ คุ้มครองผู้สร้างภาพยนตร์ รวมกัน 20 สมาคม เช่น สมาคมนักแต่งเพลง ผู้จัดจำหน่าย ตลก นักข่าวบันเทิง นักวิชาการภาพยนตร์ แอนิเมชันคอมพิวเตอร์กราฟิก เป็นการประกอบร่างใหม่ภายใต้สมาพันธ์แห่งนี้

ภาพยนตร์ฉายในโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เข้าถึงคนได้เยอะมาก อุตสาหกรรมภาพยนตร์ใหญ่มากและส่งผลต่อชีวิตคนในหลายด้าน อเมริกาชนะรัสเซียในสงครามเย็นได้ก็เพราะทำหนังได้ดีกว่า เมื่อเกิดสงครามต่างๆ ขึ้นแต่ละฝ่ายจะใช้ภาพยตร์เป็นเครื่องมือในการรวมตัวคน เมืองไทยมีภาพยนตร์มาแล้วนับเป็นร้อยปี วงการภาพยนตร์ไทยเคยสร้างภาพยนตร์กันถึงปีละกว่า 100 เรื่อง ต่อมามีวิดีโอเทป คนดูหนังโรงลดลงการสร้างจึงลดเหลือราว 70-80 เรื่อง ต่อมาคนดูเริ่มเบื่อภาพยนตร์ไทยที่ซ้ำเดิมหันไปชมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดแทน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1996 มีภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง นางนาค ซึ่งได้รับความนิยมมาก จนทำรายได้ทะลุ 100 ล้าน ในปีนั้นภาพยนตร์ไทยผลิตออกมาเพียง 26 เรื่อง แต่เป็น Golden Age เพราะคนดูหนังไทยเยอะมาก ปริมาณน้อยแต่คุณภาพดี หนังผีไทยรุ่งเรือง จนกระทั่ง องค์บาก มาถึง ทำให้ภาพยนตร์ไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก อยู่ในอันดับ 3 ของเอเชียด้วยความแปลกใหม่ของภาพยนตร์ไทย

ปัจจุบัน เป็นยุคที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 วงการสื่อถูก Disrupt อย่างมหาศาล ปัจจัยแวดล้อม การเข้ามาของดิจิทัล พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของแต่ละสาขาอาชีพจึงจำเป็นอย่างยิ่ง


3_7H4A2775.jpg

คุณอัชชพลมองว่าการเข้ามาของกล้องถ่ายรูปไม่ได้ทำให้จิตรกรลดความสำคัญลง คนทำงานจึงต้องไม่ปิดตัวเองในการรับรู้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านแต่สิ่งสำคัญต้องมองเนื้อหา รักษาองค์ความคิดของมนุษย์ไว้ ต้องเริ่มจากตัวเองที่จะไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ ยอมรับความไม่รู้ อีกประเด็นที่สำคัญคือการทำงานเป็นทีม (Cooperative Working) ต้องไม่โลกแคบอยู่แต่กับความถนัดของตัวเอง ไม่มีสถาปนิกคนใดที่ไม่เคยทำงานผิดพลาด เป็นเรื่องของความรับผิดชอบของวิชาชีพ 

อาชีพที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ไม่ควรปิดโอกาสคนทำงานหน้าใหม่ แน่นอนว่าหน่วยงานของรัฐอยากได้คนมีคุณภาพ การสมัครเข้าทำงานใดก็ตามจึงต้องมีประวัติทำงานมาก่อน ด้วยกฎเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้รับงาน นับเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างหนึ่งจึงควรยกเลิกและเปิดให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม


4_7H4A2805.jpg


คุณอ่อนอุษามองว่าวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก กำหนดพฤติกรรมของคนให้เป็นไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเห็นได้ชัด เป็นความท้าทายและโอกาสที่สำคัญ การทำคอนเทนต์ที่โน้มน้าวใจให้เปลี่ยนพฤติกรรม ต้องทำในช่องทางที่ถูกต้องเช่น พื้นที่บนโลกออนไลน์ คนไทยไม่ speak up คนไทยขี้อายไม่กล้าแสดงออก พื้นที่นี้ช่วยให้คนไทยได้แสดงออก ความท้าทายคือโฆษณากำลังจะตาย Digital Transformation เป็นความจริงของชีวิต แต่ก็เป็นโอกาสใหม่ๆ บริษัทใหญ่ๆ ถูกแยกออกไปเป็นหน่วยย่อยๆ ดูโจทย์ก่อนเลือกช่องทาง ความท้าทายคือคน การปรับองค์กร ที่ไม่เข้ามาร่วมทำเพราะต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม Self-revelation ควบคุมดูแลตัวเองให้ได้ดีก่อนด้วย

คุณวีระศักดิ์ยกตัวอย่างว่าโรงภาพยนตร์ต่างจากการดูที่บ้านเพราะในโรงมีความเงียบ ความมืด concentration เรื่องเดียวกันออกจากตัวเองไปฝังกับภาพบนจอ Cineplex เกิดขึ้นจำนวนมาก 3-5 ปีก่อน โรงหนังขยายตัวและน่าจะเพิ่มขึ้นต่อไป เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทำให้ฟิล์มหายไป ถึงแม้จะเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์การถ่ายทำแบบดิจิทัลแต่ต้นทุนการทำภาพยนตร์ก็ไม่ได้ต่ำลงเพราะกระบวนการใหญ่ขึ้นเพื่อตอบสนองประสบการณ์ของผู้ชม เกิดระบบการฉายที่คมชัดยิ่งขึ้นเช่น 4K HDR โรงหนังฉายดิจิทัล 3D ธุรกิจหนังยังไม่ถูก Disrupt แต่เปลี่ยนแปลงวิธีการซื้อขาย ร้านดีวีดีหายไปหมดแล้วเพราะ Hardware ไม่มีใครผลิตแล้วการทำ Online streaming ก่อนหน้านี้หลังฉายโรง 6 เดือนกลายเป็นดีวีดี อีกระยะฉายทีวี เมื่อมีแผ่นผีจึงลดเวลาในการผลิตให้สั้นลงเรื่อยๆ
ภาพยนตร์คือชาติ ทุนสร้างในไทยยังน้อย วิธีแก้คือ Co-production อุตสาหกรรมมีคนอยู่ 40,000 คน มีคนทำงานอยู่เกือบ 100,000 อัตรา ตัวเลขแฝงมูลค่าเกือบ 300,000 ล้านบาท ยกตัวอย่างการรวมตัวของวงการบันเทิงเกาหลีที่ช่วยสร้างชาติขึ้นมาได้ หรือภาพยนตร์จีนเรื่อง Lost in Thailand ซึ่งส่งผลต่อการท่องเที่ยวไทยทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปตามรอยโลเคชั่นหนังที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 700,000 - 1,000,000 คน

ภาพรวมในอนาคต การปรับตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งระดับตัวบุคคลและภาพใหญ่ การให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล

คุณอัชชพล แนะนำว่า “อย่ากลัว ต้องรู้จักตัวเราให้ดี” อาชีพสถาปนิก ต้องไม่กลัวการไหลทะลักเข้ามาของ ต่างชาติ ต้องพยายามปรับตัว เรียนรู้ ยืนหยัดที่จะอยู่ร่วมกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ถ้ากลัวแล้ววิ่งไปบอกรัฐก็จะขาดความแข็งแกร่ง ต้องพัฒนาตัวเองให้แข็งแรง
สิ่งที่รัฐยังมีจุดอ่อนคือ การไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ศาสตร์ของการรับฟังเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะมีเป้าหมายของตัวเองอยู่แต่ต้องรับฟังทั้งหมดเพราะผู้ใช้งานคือทุกคน
คุณอ่อนอุษาให้ความเห็นว่าควรเตรียมพร้อมอาจารย์ให้วางแผนการสอน นำกรณีศึกษาต่างๆ มาช่วยในการเรียนการสอน แพลตฟอร์มใหม่ๆ ของการโฆษณานั้นไม่สำคัญเท่าวิธีการคิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ Soft Skill ของคนเป็นอมตะ ไม่มีวันหายไปได้ และเมื่อทำแล้วต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ มีพื้นที่ทางกายภาพชัดเจน หากจะเก่งเทคโนโลยีต้องมาจากพื้นฐานการศึกษา หากอยากให้มหาวิทยาลัยในไทยตามทันประเทศอื่น การศึกษาสำคัญที่สุด วิธีกระตุ้นให้กระบวนการเกิดขึ้นโดยเร็ว โรงเรียนอาชีวะต่างๆ (Vocational School) เป็นเรื่องสำคัญ เช่น โรงเรียนมีชัยพัฒนา พัฒนาชีวิตคนให้พ้นจากความจนเน้นเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต (Life Time Learning) เรียนรู้จากสิ่งที่มีอยู่ สอนให้คนทำสิ่งที่อยากทำอย่างมีระบบ 
เพราะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกคน เป็นมุมมองต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว จะจุดประกายออกมาอย่างไรต่างหากคือคำถาม


5_7H4A2857.jpg

คุณวีระศักดิ์เล่าว่าสมาพันธ์ช่วยเขียนแผนทำยุทธศาสตร์ มีหน่วยงานเฉพาะมากำกับดูแล มีแผนจะตั้งองค์การมหาชน ด้านภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ออกกฎหมายต่างๆ ให้เร็วขึ้น มีกองทุนส่งเสริมตั้งแต่กู้ยืม ให้เปล่า ร่วมทุน ปัจจุบันมีการตั้งกองทุนภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่ควรเตรียมตัวคือการทำตลาดเพิ่มเติมแต่อนาคตของการทำหนังไม่อาจมองแค่คนไทยได้เพราะลำพังเพียงคนเดียวอยู่ไม่รอด ยกเว้นหนังตลาด หนังตลกที่มีความเป็นท้องถิ่นสูง การทำงานร่วมกัน แชร์ความรู้ แชร์ประสบการณ์กับคนอื่นๆ ชาติอื่นๆ ขยายตลาด จับตลาดจีน ลาว พม่าและเวียดนามเป็นฐานหนึ่งที่สำคัญในอนาคต ยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมโกง ทำให้ภาพยนตร์แนวดราม่าของไทยเป็นที่สนใจมากขึ้น หลังจากยุคของภาพยนตร์แอคชั่นและสยองขวัญ ทำให้ต่างชาติมีแนวโน้มจะซื้อหนังประเภทดราม่าจากไทยเพิ่มเติม

สุดท้ายคุณวีระศักดิ์มองว่าไทยควรเป็นศูนย์รวมการผลิตภาพยนตร์หรือศูนย์รวมการผลิตคอนเทนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกเพราะมีทีมงานที่เก่ง ขยัน มีวินัยที่ดี ค่าจ้างไม่แพงมาก มีความรู้ในการทำงานที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก “ภาพยนตร์เป็นตัวบ่งบอกว่าคนในชาติเป็นแบบไหน รสนิยม มุมมองความคิดของคนเมืองกับคนต่างจังหวัดแตกต่างกันมาก ทำอย่างไรให้คุณภาพของภาพยนตร์ออกมาดี ประเทศจีนเชิญนักแสดงชื่อดังมารวมกันสร้างหนังเรื่อง มังกรสร้างชาติ หรือ Harry Potter ก็เป็นตัวอย่างสำคัญในการสร้างชาติของประเทศอังกฤษ”

กิจกรรมเสวนา “Creativity onwards: อนาคตของวิชาชีพสร้างสรรค์ไทยครั้งที่ 1” เป็นหนึ่งในชุดกิจกรรมประกอบนิทรรศการ “Creativity onwards: สำรวจงานสร้างสรรค์ไทยเพื่อไปต่อ” นิทรรศการที่รวบรวมผลงานสร้างสรรค์ของไทยเพื่อสำรวจและทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนับจากอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งจัดแสดงเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม - 17 กันยายน 2560 ที่ ห้องแกลอรี ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง และห้องฟังก์ชั่น ชั้น 4 อาคารส่วนหน้า

ดูรายละเอียดของชุดกิจกรรมประกอบนิทรรศการ “Creativity onwards: สำรวจงานสร้างสรรค์ไทยเพื่อไปต่อ” ได้ที่นี่

เรื่อง สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล