Rajasthan…Live Like You Have the King’s Heart

Posted by Creative Thailand | 4 ธันวาคม 2560 | Creative City
1332
Loading...

jaipur-flickr.com-photos-bandytam.jpg
©flickr.com/photos/bandytam

ว่ากันว่า ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ยังยึดติดอยู่กับความรุ่งเรืองในอดีต...

ที่นี่คือ “ราชาสถาน” หนึ่งในรัฐใหญ่อันดับต้นๆ ของอินเดีย หรือที่รู้จักกันว่า “ดินแดนของราชา” ผู้ร่ำรวยและมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติและเงินทอง ดินแดนแห่งปราสาทและป้อมปราการหลากสีสันที่ตั้งตระหง่านย้อนแย้งอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งและปกคลุมด้วยทะเลทราย ปัจจุบันที่นี่ไร้ซึ่งพระราชา หากแต่ยังคงความมั่งคั่งอยู่ได้ด้วยความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน จนนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากจะมาเยี่ยมชมดินแดนของพระราชาแห่งนี้กันสักครั้ง

และนี่คือ 3 เมืองแห่งสีสันของราชาสถานที่จะสะท้อนให้เห็นว่า ทำไมผู้คนของที่นี่ยังคงอยู่ในความรุ่งเรืองจากอดีตที่สืบเนื่องและยืนยาว ทั้งยังอยู่ได้ท่ามกลางโลกสมัยใหม่ที่เดินหน้าต่อไปอย่างไม่รอใคร


jaipur-yatramantra-com.jpg
©yatramantra.com

Jaipur…Welcome to the Pink Land 

ชัยปุระ (Jaipur) เมืองเอกที่เจริญและใหญ่ที่สุดของราชาสถาน ดินแดนที่รู้จักกันว่า “นครสีชมพู” ซึ่งเมืองสีชมพูแห่งนี้ก็มีที่มาที่ไปว่า เมื่อครั้งที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งเวลส์กำลังจะเสร็จมาเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการในช่วงศตวรรษที่ 18 กษัตริย์เมืองชัยปุระสมัยนั้นต้องการสร้างความประทับใจให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด จึงได้รับสั่งให้ทางการปรับภูมิทัศน์เมืองให้น่าเยี่ยมเยือนด้วยการทาสีบ้านเรือนและอาคารต่างๆ ให้เป็นสีชมพูดินเผา สีที่เชื่อกันว่าเป็นสีแห่งการต้อนรับ โดยสีชมพูนี้มีส่วนประกอบของแคลเซียมออกไซด์ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อแสงแดด ซึ่งเหมาะกับชัยปุระที่มีแดดจัดเกือบตลอดปี สีชมพูโทนนี้จึงถูกทาทับบนอาคารบ้านเรือนมาตลอดและกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองชัยปุระถึงปัจจุบัน

“เงินซื้อโรงแรมที่ดีที่สุดทั่วโลกได้ แต่ไม่อาจซื้อประสบการณ์จากยุคสมัยที่ผ่านมาแล้วจากที่นี่ได้” คือคำให้สัมภาษณ์จากธากุราเดีย วิคราม สิงห์ ทายาทรุ่นที่ 18 ผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์เก่าแก่ราชวงศ์หนึ่งในนครสีชมพู โดยเขาก็เหมือนกับผู้สืบเชื้อสายตระกูลกษัตริย์อีกหลายตระกูลในชัยปุระ ที่นิยมผันคฤหาสน์หรือสมบัติครอบครัวให้กลายเป็นธุรกิจโรงแรม เพราะเมื่อดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนของพระราชาอีกต่อไป แต่เป็นเดสทิเนชั่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือน “สมัยก่อนคฤหาสน์ของเราก็รับรองแขกบ้านแขกเมือง จัดแสดงงานต้อนรับ พอมาถึงยุคนี้ คฤหาสน์หลังนี้ก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน แค่อยู่ในรูปแบบของธุรกิจโรงแรม ดังนั้นแขกที่ได้เข้ามาพักที่นี่ ก็จะได้สัมผัสถึงการอยู่แบบเชื้อพระวงศ์กันเลยทีเดียว” ธากุราเดียกล่าว

• “ถ้าโลกใบนี้นิยมวัตถุ แล้วทำไมเราไม่ทำวัตถุนั้นให้ใช้งานได้มากกว่าหนึ่งอย่าง” คือเบื้องหลังแนวคิดการทำงานฝีมือ โดยเฉพาะของตกแต่งบ้านสไตล์อินเดียโมเดิร์นที่เป็นได้มากกว่าของตั้งโชว์ แต่เพิ่มฟังก์ชั่นประโยชน์ใช้สอยของสตูดิโอ Saswata หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของงานคราฟต์สัญชาติอินเดียแท้ที่ขายได้ในระดับโกลบอล ซึ่งความสำเร็จอาจอยู่ที่ทอซีฟ รีฮาน อาบีดี (Tauseef Rehan Abidi) ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้คือศิษย์เก่าของสถาบัน Indian Institute of Crafts and Design (IICD) ในกรุงชัยปุระ สถาบันที่ส่งเสริมโดยภาครัฐอินเดียที่เห็นความสำคัญของวิชาชีพงานฝีมือและต้องการส่งเสริมงานคราฟต์อินเดียให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ จากสถิติของประเทศพบว่านอกจากภาคเกษตรกรรมที่เป็นภาคส่วนรายได้อันดับหนึ่งของอินเดียแล้ว งานฝีมือ (Handicraft) ก็ถือเป็นเซ็กชั่นทางธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และจากจำนวนประชากรกว่า 13 ล้านคนที่ทำงานฝีมือเป็นอาชีพในอินเดีย ภาครัฐจึงเริ่มหันมาส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการงานฝีมือ หรือที่พวกเขาเรียกว่า “Craftepreneur” อย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 

Khem Villas_1.png

Khem Villas
“แคมป์กลางป่าแบบลักชัวรี่” คือนิยามของ “Khem Villas” รีสอร์ทในรัฐราชสถานแห่งนี้  โกเวอร์ดาน สิงห์ (Goverdhan Singh) เจ้าของรีสอร์ทซึ่งเป็นลูกชายของนักอนุรักษ์เสือคนสำคัญของอินเดีย ฟาเตห์ สิงห์ ราธอร์ (Fateh Singh Rathore) ได้ซื้อที่ดินบริเวณใกล้กับอุทยานแห่งชาติรันทัมบอร์ (Ranthambhore National Park) แหล่งอนุรักษ์เสือชื่อดังของโลกในปี 1989 และลงมือฟื้นฟูพื้นที่ทุ่งหญ้าแห้งแล้งด้วยการปลูกพันธุ์พืชท้องถิ่นและสร้างแหล่งน้ำทั่วบริเวณรีสอร์ท เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์นานาชนิด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้มาพักอาศัยจะพบเห็นแมวป่า จิ้งจอกทะเลทราย ไฮยีน่า หรือจระเข้ในบริเวณรอบรีสอร์ท  เพราะที่นี่ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สีเขียวที่ขึ้นชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในย่าน จนคล้ายว่าเป็นส่วนขยายของอุทยานแห่งชาติเลยทีเดียว

700x496 for web.jpg
©toftigers.org

นอกจากจะเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มองหาสถานที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปิกนิกชิลล์วๆ ริมแม่น้ำ บริการสปา ศูนย์โยคะ ไปจนถึงการเที่ยวลุยๆ แบบซาฟารี Khem Villas ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจรีสอร์ทที่เอาจริงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การเลือกใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อลดการเผาผลาญพลังงานจากแหล่งอื่นๆ ทั้งยังเสิร์ฟเพียงเมนูอาหารแบบมังสวิรัติซึ่งรังสรรค์จากวัตถุดิบที่ปลูกเองภายในรีสอร์ท นอกจากนี้ ระบบเก็บกักน้ำฝนในพื้นที่ ยังช่วยให้การอุปโภคบริโภคแทบไม่จำเป็นต้องพึ่งทรัพยากรน้ำจากภายนอก และมากยิ่งไปกว่านั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังให้ทุนสนับสนุนองค์กรไม่แสวงผลกำไร Prakratik Society เพื่อพัฒนาโครงการช่วยเหลือชุมชนผู้มีรายได้น้อยรอบอุทยานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตัดวงจรการลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ในอุทยานอีกด้วย

Jodhpur-media.cntraveller.in.jpg
©media.cntraveller.in

Jodhpur…This Blue City is So Green 

จอดห์ปุระ (Jodhpur) หรือที่รู้จักกันในนาม “นครสีฟ้า” เมืองใหญ่อันดับสองรองมาจากชัยปุระ เมืองที่บ้านเรือนถูกทาด้วยสีฟ้าหลากเฉด ไม่ว่าจะฟ้าอ่อนหรือฟ้าเข้ม เหตุจากหลากความเชื่อที่ว่าสีฟ้าคือสีสัญลักษณ์ของพราหมณ์ สีฟ้าสามารถทำให้บ้านดูเย็นสบายขึ้นท่ามกลางเมืองที่มีแดดจัดเกือบตลอดปี ไปจนถึงความเชื่อที่ว่าเป็นสีที่ไล่แมลงได้ดี แต่ไม่ว่าชาวเมืองจะเลือกถือความเชื่อไหน ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสีฟ้าที่เมืองนี้จะยังคงฟ้าต่อไปอย่างไม่ยอมเลือนหายไปง่ายๆ 

• สีฟ้าอาจมองเห็นได้ชัดด้วยสายตา แต่จริงๆ แล้วเมืองนี้มีบรรยากาศเป็นสีเขียวต่างหาก เพราะจากกฎข้อห้ามใช้ถุงพลาสติก การให้บริการรถไฟสาธารณะด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกในอินเดียที่เมืองจอดห์ปุระ และในอนาคตอันใกล้ที่เมืองแห่งนี้จะมีสวนพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย ก็ทำให้เมืองสีฟ้าแห่งนี้เจือด้วยสีเขียวเช่นกัน

Jodhpur-remotetraveler-com.jpg
©remotetraveler.com

• กลับมาที่ชีวิตคราฟต์ๆ ในจอดห์ปุระ ที่นี่มีศูนย์เรียนรู้วิถีชุมชนที่ไม่ควรมองข้ามนั่นคือ “Arna-Jharna” หรือที่ชาวเมืองรู้จักกันว่า “พิพิธภัณฑ์กลางทะเลทราย (The Desert Museum)” พื้นที่จำลองการพึ่งพาตนเองด้วยการพึ่งพิงการใช้ทรัพยากรพืชและสัตว์ท้องถิ่น (Flora and Fauna) มาเป็นต้นทุนชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ให้ชาวบ้านมีชีวิตตามแนวทางความเชื่อหรือประเพณีดั้งเดิมเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็คือการมอบ “ทักษะ” และ “องค์ความรู้” จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่ให้ดำรงวิถีชีวิตของตนเองได้ด้วยบริบททางสังคมในยุคปัจจุบัน

bishnoi_Cari Vander Yacht.jpg
©Cari Vander Yacht

The Original Conservationist
“ถ้าหัวของคนคนหนึ่งจะรักษาต้นไม้หนึ่งต้นไว้ได้ ก็ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม” อัมริตา เทวี (Amrita Devi) หญิงชาวบิชนอยกล่าวกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังจะลงมือตัดต้นเคจรี (Khejri) ในหมู่บ้านของเธอ เพื่อนำไปสร้างปราสาทหลังใหม่ของราชาแห่งจอดห์ปุระ เธอถูกสังหารทันทีก่อนที่ต้นไม้จะถูกโค่น เช่นเดียวกับลูกสาวทั้งสามที่ยอมสละชีวิตตามอย่างผู้เป็นแม่ เมื่อข่าวแพร่ออกไป ชาวบิชนอยทั้งคนแก่ หนุ่มสาว และเด็กๆ ต่างก็ลุกขึ้นปกป้องต้นไม้ในพื้นที่จากการถูกทำลาย ด้วยการสละชีพเพื่อต้นไม้แต่ละต้นรวมทั้งหมดถึง 363 คน และเมื่อกษัตริย์แห่งจอดห์ปุระได้ยินข่าว ก็สั่งให้หยุดการตัดต้นไม้ทันที 

นี่ไม่ใช่พล็อตนิยาย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในศตวรรษที่ 17 ทุกวันนี้หมู่บ้านเคจาร์ลี (Khejarli) ต้นกำเนิดของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ (Khejarli Massacre) กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่อยากจะเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบิชนอย ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 

bishnoi_Franck Vogel.jpg
©Franck Vogel

บิชนอยเป็นกลุ่มลัทธิซึ่งก่อตั้งในช่วงศตวรรษที่ 15 โดย กูรู จัมเบชวาร์ (Guru Jambeshwar) ผู้บัญญัติข้อปฏิบัติในการใช้ชีวิต 29 ประการ ซึ่งหลายข้อว่าด้วยการเคารพธรรมชาติ และเป็นที่มาของชื่อ ‘บิชนอย’ ซึ่งแปลว่า ‘29’ ในภาษาราชสถาน ชาวบิชนอยปกป้องธรรมชาติอย่างแข็งขัน กฎข้อหนึ่งของพวกเขาคือห้ามตัดต้นไม้ หญิงชาวบิชนอยจึงมักจะออกเดินไกลเพื่อไปเก็บไม้ที่ร่วงจากต้น และนำมูลวัวมาเป็นเชื้อเพลิงแทนไม้ แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต พวกเขาก็เลือกที่จะนำศพไปฝังในดินแทนที่จะเผาศพตามธรรมเนียมฮินดู ความรักในธรรมชาติของพวกเขายังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์ต่างๆ นอกจากจะไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ทุกครัวเรือนจะมีถังน้ำวางไว้เพื่อให้บรรดากวางและแบล็กบัก (Blackbuck) ได้แวะดื่มกิน และหากมีลูกสัตว์กำพร้าพลัดหลงมา หญิงชาวบิชนอยก็จะเอื้อเฟื้อน้ำนมจากอกให้ด้วยความยินดี

ที่น่าสังเกตก็คือทุกวันนี้บิชนอยซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณตะวันตกของราชสถานแห่งนี้ นับว่าเป็นชุมชนที่มีความเป็นอยู่ดีกว่าชุมชนอื่นๆ ในทะเลทรายธาร์ เพราะในขณะที่ราชสถานมักจะเผชิญกับปัญหาน้ำแล้ง แต่พื้นที่ที่บิชนอยอาศัยอยู่กลับมีพืชพันธุ์งอกงาม รวมถึงสัตว์น้อยใหญ่มาแทะเล็มหญ้าเขียวจนเป็นภาพชินตา ซึ่งเชื่อแน่ว่าวิถีชีวิตของพวกเขาที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “ธรรมชาติคือชีวิต” คงมีส่วนในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย

Jaisalmer-visittnt.com-.jpg
©visittnt.com

Jaisalmer…Colorful Life in the Golden City
• ใครจะไปเชื่อว่าป้อมปราการกลางทะเลทรายธาร์อายุกว่า 850 ปี สถานที่ซึ่งยูเนสโกยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกของโลกจะยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ที่นี่คือ “ป้อมจัยแซลเมียร์ (Jaisalmer Fort)” ที่ตั้งอยู่ในนครจัยแซลเมียร์ หรือที่รู้จักกันว่า “นครสีทอง” (Golden City) เมืองในอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด เพราะเหล่าบรรดาพ่อค้าและนักเดินทางต่างแวะเวียนกันมาค้าขายผ่านเส้นทางระหว่างอินเดียกับดินแดนตะวันออกกลาง ป้อมปราการแห่งนี้จึงเคยเป็นที่พักพิงสำหรับคาราวานและพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศ จนพ่อค้าบางคนสร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐี และได้สร้างปราสาทต่างๆ ขึ้นอีกมากมายในนครสีทองสมชื่อสีแห่งความมั่งคั่ง หากตัดภาพมาในปัจจุบัน ภายในป้อมจัยแซลเมียร์แห่งนี้ ยังคงมีบ้านเรือนที่ชาวเมืองอาศัยให้เห็นอยู่จริง แต่เพิ่มเติมด้วยร้านรวงงานฝีมือ ตั้งแต่ร้านขายผ้าทอพื้นถิ่น จิวเวลรี่ ภาพวาดงานศิลปะสไตล์อินเดีย ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และเกสต์เฮาส์ ทั้งหมดนี้เป็นธุรกิจเกิดใหม่จากคนในเมืองซึ่งต่างปรับตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่อยากมาสัมผัสส่วนเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่มีความหมายจากนครสีทองแห่งนี้

Desert Festival Jaisalmer-festivalsherpa-com.jpg
©festivalsherpa.com

• นอกเหนือจากสีทองอร่ามที่สะท้อนจากทะเลทราย ป้อมปราการ และปราสาทน้อยใหญ่แล้ว จัยแซลเมียร์ยังเป็นเจ้าภาพการจัดงานเทศกาลแบบคัลเลอร์ฟูล ที่ถือเป็นไฮไลต์ของนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่ต่างรอคอยกันมาทั้งปี นั่นคือ “Desert Festival Jaisalmer” เทศกาลเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นช่วงต้นปีในวันพระจันทร์เต็มดวงเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน งานรื่นเริงที่อัดแน่นด้วยสีสันที่จัดจ้านจากเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายของทั้งคนในท้องถิ่นและฝูงอูฐที่เดินขบวนอวดโฉมนักท่องเที่ยว ซึ่งหากซูมเข้าไปดูในรายละเอียดของเครื่องประดับหลากสี และตั้งใจฟังเสียงดนตรีพื้นถิ่นที่ผลัดเปลี่ยนกันบรรเลงในเทศกาลครั้งนี้แบบชัดๆ ก็น่าจะสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของชาวจัยแซลเมียร์ ที่ยังคงสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นต่อกันมาได้ ไม่ว่าความรุ่งเรืองของที่นี่จะผ่านมากี่ร้อยปีแล้วก็ตาม และก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวที่กำลังจากเมืองนี้ไป ถึงนิยมแวะซื้อของที่ระลึกเป็นงานฝีมือจากชาวบ้านติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

ที่มา:
ฐานข้อมูล "Global Nonviolent Action Database: Bishnoi Villagers Sacrifice Lives to Save Trees, 1730" จาก nvdatabase.swarthmore.edu
บทความ “An Insider's Guide to Jodhpur: Blue Buildings and Green Energy” โดย Priyanka Sacheti จาก theguardian.com
บทความ “Go Green: 22 Eco-Sensitive Resorts in India” (2014) จาก natgeotraveller.in
บทความ “Meet Rajasthan’s Green Warriors, The Bishnoi Tribe” โดย Saumya Ancheri จาก natgeotraveller.in
บทความ “Top 10 North India Boutique Hotels” จาก enchantingtravels.com
สารคดี “มิติโลกหลังเที่ยงคืน: ท่องทั่วทวีป ตอน เดลีและราชสถาน” (31 พฤษภาคม 2559) จาก Thai PBS
สารคดี “Spirit of Asia: มหาราชาไร้บัลลังก์” (12 มิถุนายน 2559) จาก Thai PBS 
สารคดี “The Bishnois of Rajasthan” โดย Wilderness Films India Ltd. 
arnajharna.org
craftscouncilofindia.org
iicd.ac.in
khemvillas.com
moef.nic.in
tourism-of-india.com
wikipedia

เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ และ ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ



Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง