วันงานเทศกาลผ่านมา

Posted by Creative Thailand | 3 มกราคม 2561 | Cover Story
1862
Loading...

kidmag_jan2018_cover.png

นิตยสารคิด Creative Thailand ขอสวัสดีปีใหม่มายังผู้อ่านทุกท่าน เดาว่าช่วงปีที่ผ่านมา หลายท่านคงได้ไปร่วมงานที่คนไทยเราเรียกกันติดปากว่า “อีเวนต์” (event) จะชวนเพื่อนทีก็ถามว่าสุดสัปดาห์นี้มีอีเวนต์อะไรน่าไปบ้าง
 
มีหลายคำที่พอคนไทยเราพูดทับศัพท์แล้ว ความหมายคลาดเคลื่อนจากภาษาอังกฤษ ถ้าจะใช้คำให้ถูกตามศัพท์ของฝรั่ง หลายๆ “อีเวนต์” ที่เราไปกัน ฝรั่งกลับเรียกว่า “งานเทศกาล” หรือ festival มากกว่า 

Event กับ Festival สองคำนี้ต่างกันอย่างไร ในความหมายของฝรั่ง Event คือการที่คนมารวมกันเพื่อจุดหมายอะไรอย่างหนึ่ง เช่น มาทำความรู้จักเพื่อนใหม่ก่อนเริ่มภาคเรียน หรือมาเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อเพิ่มพูนทักษะ 

ส่วน Festival คืออีเวนต์ประเภทหนึ่ง ที่เน้นความบันเทิงหรือการเฉลิมฉลองเป็นหลัก งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าความเป็นเทศกาล มีความเป็นชุมชน (community) แฝงอยู่อย่างชัดเจน และมีจุดมุ่งหมายให้มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด โดยเน้นมอบประสบการณ์ที่คนเหล่านี้จะไม่ได้พบในชีวิตประจำวัน และมักสร้างผลทางบวกในด้านเศรษฐกิจ นี่คือลักษณะกว้างๆ ของคำว่างานเทศกาล  

เราเห็นงานเทศกาลทั้งระดับงานเล็กๆ ใช้คนหลักสิบ จัดแค่วันเดียวในท้องถิ่น ไปจนถึงงานเทศกาลใหญ่ๆ ระดับนานาชาติ อย่างโอลิมปิกหรือฟุตบอลยูโร ที่กินเวลาเป็นสัปดาห์ถึงหลายๆ สัปดาห์ ใช้งบประมาณมหาศาล และมี “ผู้เกี่ยวข้อง” ทั้งคนจัดงาน คนเข้าร่วม และผู้ชมหลักล้านคนทั่วโลก รัฐบาลหลายๆ ประเทศ เลือกใช้ “งานเทศกาล” เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ 

เหมือนหลายสิ่งในโลกที่มีสองด้าน งานเทศกาลครั้งหนึ่งๆ ย่อมก่อให้เกิดผลทั้งทางบวกและลบ แต่บทความนี้อยากชวนมาดูว่า “ผลทางบวก” ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง เขาจัดเทศกาลต่างๆ กันไปทำไม “เทศกาล” ทั้งหลายคงต้องมีอะไรดีๆ เป็นแน่ ถึงได้จัดสลับกันไปมาตลอดปี 

งานเทศกาลส่ง “ผลทางบวก” อย่างไรแก่ชุมชนบ้าง
ผลทางบวกของงานเทศกาล มีทั้งแบบจับต้องได้ วัดผลได้ และแบบจับต้องไม่ได้

ประเภทวัดผลได้ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ งานเทศกาล “ทำเงิน” ให้ท้องถิ่น ทั้งจากการขายของในงาน ขายบัตรเข้าชม นักท่องเที่ยวที่มางานต้องจองห้องพัก จองตั๋วเครื่องบินและรถโดยสาร 

งานเทศกาลเป็นแหล่งรวมผู้คนที่สนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ หากมีของเจ๋งๆ จำหน่าย แน่นอนว่ามีคนไม่น้อยยอมควักเงินซื้อ มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมงานเทศกาลจึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนนั้นๆ ได้ในชั่วขณะหนึ่ง อาจส่งผลในช่วงสั้นๆ หรือยาวข้ามปี ตามแต่ขนาดของงานที่จัด

VisitBritain รายงานว่าปี 2012 งานเทศกาลดนตรีและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ดึงดูดเม็ดเงินถึง 2.2 พันล้านปอนด์เข้าประเทศ พร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานเทศกาลดนตรีรวม 6.5 ล้านคน เฉพาะ Glastonbury หนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดของอังกฤษ ก็ทำเงินเข้าประเทศได้ถึง 100 ล้านปอนด์แล้ว โดยมีผู้ชมเข้าร่วมงานหลักแสนคน 

แต่เงินมหาศาลไม่ใช่ผลทางบวกประการเดียวของการจัดเทศกาล ผลอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดก็เช่น บางเทศกาลต้องมีการจัดสร้างสถานที่หรือเครื่องใช้อะไรบางอย่าง (เช่น สนามกีฬา โรงละคร) ทำให้ชุมชนนั้นๆ มี “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่เห็นชัดเจนและน่าภาคภูมิใจ บางอย่างยังสร้างรายได้เข้าชุมชนต่ออีกแม้ว่าเทศกาลจะจบไปแล้ว สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง (Beijing National Stadium) หรือที่รู้จักกันในนามสนามกีฬารังนกในกรุงปักกิ่ง ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการจัดงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปี 2008 ทุกวันนี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น งานแสดงรถยนต์ งานแข่งขันฟุตบอล งานคอนเสิร์ตของศิลปินแถวหน้า

“งานเทศกาล” ยังก่อให้เกิดผลทางบวกที่จับต้องไม่ได้อีกหลายประการ เป็นผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง หลายๆ เทศกาลยังเป็นงานแจ้งเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การมีงานเทศกาลต่างๆ ถือเป็นช่องทางการขายและประชาสัมพันธ์ที่สำคัญของพ่อค้าแม่ขายเหล่านี้ หากคุณเป็นวัยรุ่นที่อยากขายของอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่สำหรับจ่ายค่าเช่าร้าน การรวบรวมเงินเล็กๆ น้อยๆ จ่ายค่าเช่าที่ (หรืออาจไม่ต้องเสียเงินเลย ในงานเปิดท้ายขายของ) นี่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย 

ผลทางบวกที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้ เช่น การเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน พัฒนาคน ยกระดับทักษะแขนงใดแขนงหนึ่งของคนในชุมชนนั้นๆ สร้างความภาคภูมิใจ หรืออาจถึงขั้นสร้างแรงบันดาลใจแก่คนจำนวนมาก ผลเหล่านี้เป็น “แรงขับเคลื่อน” ทางสังคม ที่เห็นได้ชัดว่าเกิดจากงานเทศกาลต่างๆ และต่อยอดให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ดีอีกมากมาย ดังจะได้เห็นต่อไปนี้

hay-sign.jpg
©hayfestival.com

ผลทางบวกของงานเทศกาล: กรณีศึกษาจาก 5 งานเทศกาลหลากรูปแบบทั่วโลก
1: Hay Festival เทศกาลวรรณกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจ 
Hay Festival คืองานเทศกาลวรรณกรรม (Literature Festival) ระดับแม่เหล็กของเวลส์ จัดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี ปีเตอร์ ฟลอเรนซ์ (Peter Florence) ผู้อำนวยการจัดงานกล่าวว่า “ประโยชน์ทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงาน Hay Festival คือการที่เยาวชนในท้องถิ่นได้เข้าใจคำว่า ‘ความเป็นเลิศ’ ในระดับเดียวกับงานของลอนดอนหรือนิวยอร์ก” 

เมืองเฮย์-ออน-ไวย์ (Hay-on-Wye) หรือเรียกย่อๆ ว่าเฮย์ (Hay) มีชื่อเล่นว่า The Town of Books เพราะมีร้านหนังสือมากมาย งานเทศกาลวรรณกรรมที่จัดขึ้นเป็นการรวมตัวของนักเขียนและหนอนหนังสือ กิจกรรมที่จัดมีทั้งงานนักเขียนพบนักอ่าน วงเสวนาวรรณกรรม วิจารณ์หนังสือ เปิดตัวหนังสือใหม่ การแสดงดนตรี ฉายหนังตัวอย่าง ฯลฯ นับเป็นสวรรค์ของคนรักหนังสือและการอ่านอย่างแท้จริง

จากผลสำรวจของงานในปี 2016 พบว่าราว 48% ของผู้ร่วมงานมาจากท้องถิ่นอื่นที่ต้องขับรถเกินกว่าสองชั่วโมงเพื่อมาร่วมงาน ราว 40% ของผู้ร่วมงานเข้าพักในโรงแรมและที่พักท้องถิ่น มีระยะเวลาเฉลี่ย 3.8 คืน เรียกได้ว่าอยู่กันจนเต็มอิ่ม เพราะงานจัดทั้งสิ้น 10 วัน คนเหล่านี้ใช้จ่ายเพื่อซื้อหนังสือ ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ตลอดระยะเวลาที่มาเที่ยวงาน

ระยะเวลาเพียงสิบวันของงานเช่นนี้ อาจก่อให้เกิดผลดีทั้งในระดับชุมชนและระดับบุคคล ฟลอเรนซ์กล่าวถึงนักแสดงฝีมือดีคนหนึ่งจาก Royal Shakespeare Company (RSC บริษัทผลิตภาพยนตร์และละครรายใหญ่ของอังกฤษ) นักแสดงรายนี้เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาอยากเป็นนักแสดงว่า “ตอนเก้าขวบ แม่พาผมไปร่วมงาน Hay Festival และผมได้เห็นอาร์เธอร์ มิลเลอร์ (Arthur Miller นักเขียนบทละครชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน) ที่งาน นั่นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมเลย”

ฟลอเรนซ์ยังให้ความเห็นว่าสำหรับเขา Hay Festival เป็นรูปแบบหนึ่งของ “องค์กรท้องถิ่น” ที่สำคัญมาก เพราะคนทำงานทุกคนล้วนเป็นคนในพื้นที่ การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนทำให้เกิดสายใยเหนียวแน่นระหว่างกัน “ถ้าเราช่วยชุมชน ชุมชนก็จะช่วยเรา” โดยเขายกตัวอย่างการจัดงานในปี 2001 ที่เกือบจะไม่เกิดขึ้น เพราะมีโรคระบาดในปศุสัตว์ “เราคิดว่าจะต้องล้มเลิกการจัดงานแล้ว แต่ชมรมเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmers Club) ของเมืองมาหาเราและบอกว่า  ‘ฟาร์มเราต้องปิดทำการ ถ้าพวกคุณล้มเลิกการจัดงาน เมืองเฮย์ของเราแย่แน่ๆ’ ดังนั้นแทนที่จะเลือกไม่จัดงานในปีนั้น เหล่าเกษตรกรกลับรวมตัวกันจัดบูธล้างรถและทำความสะอาดรองเท้าแก่ผู้เข้าร่วมงาน เพื่อให้คนเหล่านั้นมาเที่ยวและออกจากเมืองเฮย์ไปอย่างไม่ต้องกังวลว่าจะติดโรคไปด้วย กลายเป็นว่างาน Hay Festival เป็น ‘สมบัติร่วม’ ของชุมชนที่ทุกคนช่วยกันออกแรงรักษาไว้”

frf.jpg
©nsidejapantours.com

2: Fuji Rock เทศกาลดนตรีที่สร้างวัฒนธรรมข้ามรุ่นของญี่ปุ่น
Fuji Rock คือเทศกาลดนตรีร็อกที่ว่ากันว่า “ดีที่สุด” ของญี่ปุ่น และเดินทางมาครบ 21 ปีในปี 2017 งานจัดในหุบเขาที่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงจากกรุงโตเกียว แต่ขาร็อกก็ไม่ยั่น เพื่อไปชมการแสดงจากศิลปินที่พวกเขารัก ไม่ได้มากันแค่ศิลปินสัญชาติญี่ปุ่น แต่รวมถึงศิลปินแนวหน้าของโลกจากฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาด้วย (เช่น Oasis, Bjork, Eminem และ Red Hot Chili Peppers) ในแต่ละปี ผู้เข้าชมอย่างน้อย 1 แสนคนเข้าร่วม Fuji Rock ที่กินเวลาทั้งสิ้นสามวัน  

Fuji Rock (และเทศกาลดนตรีอื่นๆ) เป็นเวทีขัดเกลาฝีมือนักดนตรี เพิ่มโอกาสให้ได้งานดีๆ หรือโอกาสไปทำงานต่างประเทศหากฝีมือเข้าตาใครบางคน สำหรับนักดนตรีบางส่วน การแสดงดนตรีในงานเทศกาลเป็นรายได้หลักสำหรับเลี้ยงครอบครัว เป็นเวทีอวดแนวดนตรีใหม่ๆ ที่เพิ่งแต่งขึ้น อุตสาหกรรมดนตรีทุกวันนี้ยังมักเปิดตัวอัลบั้มใหม่ของศิลปินในช่วงมหกรรมดนตรีสำคัญๆ มหกรรมดนตรียังเป็นแหล่งรวมฝีมือนักออกแบบ ที่ฝากความคิดและทักษะชั้นสูงไว้ในสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งหลาย 

สำหรับชาวร็อก “วัฒนธรรม” ของงานดนตรี Fuji Rock คือความทรงจำที่พวกเขาไม่เคยลืม มาซาฮิโระ ฮิดากะ (Masahiro Hidaka) ผู้ร่วมก่อตั้งมหกรรมดนตรีร็อกแห่งชาติญี่ปุ่น กล่าวว่าอายุเฉลี่ยของผู้เข้าชมงาน Fuji Rock เพิ่มขึ้นทุกปี จากวัยรุ่นขาร็อก เติบโตไปมีครอบครัว ก็ยังพาลูกมาดูคอนเสิร์ตด้วยกัน “ความฝันหนึ่งของผมคือการเห็นคน 3 รุ่นมาดู Fuji Rock ด้วยกัน มาดูดนตรีที่เขารักด้วยกัน” พ่อแนะนำให้ลูกฟังวงที่พ่อรัก เป็นการทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านดนตรี 

Fuji Rock ยังทำให้เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ในหมู่คนรักดนตรีร็อก เป็น “วัฒนธรรม” อีกอย่างที่แข็งแรง ไซม่อน บารต์ซ (Simon Bartz) นักเขียน เคยระบุไว้ในหนังสือพิมพ์ The Japan Times ว่า “คนที่มาเที่ยว Fuji Rock ถ้ามาคนเดียว คุณก็จะได้เพื่อนใหม่ทันที มันเป็นเรื่องธรรมชาติเวลามนุษย์อยู่ตามลำพัง พอเที่ยว Fuji Rock ด้วยกันสักสามวัน คุณจะสร้างมิตรภาพกับคนใหม่ๆ อีกมากมาย นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งดีที่สุดของ Fuji Rock เลยนะ” 

london_2012_olympic_games-wallpaper-1680x1050.jpg
©wallpaper-gallery.net

3: มหกรรมโอลิมปิกฤดูร้อน ใหญ่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
ศาสตราจารย์ไซม่อน ชิบลิ (Simon Shibli) หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านอุตสาหกรรมกีฬา (Sport Industry Research Centre) ของมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ฮัลลัม (Sheffield Hallam University) กล่าวว่า “โอลิมปิกฤดูร้อนและฟุตบอลโลกคือสองมหกรรมกีฬาที่ ‘ยึดครองพื้นที่สื่อ’ ได้มากที่สุดในโลก เทศกาลกีฬาอื่นๆ อย่างฟุตบอลยูโรหรือซูเปอร์โบวล์ อย่างมากก็เป็นได้แค่ ‘อันดับสาม’ (Third Biggest) นี่ล่ะที่ทำให้โอลิมปิกมีจุดขายที่โดดเด่นสุดๆ สำหรับธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุด และหน่วยงานที่ต้องการสนับสนุนการจัดงาน”  

ถ้าจะงัดข้อกันจริงๆ มหกรรมโอลิมปิกยัง “ใหญ่” กว่าฟุตบอลโลกด้วยซ้ำ โอลิมปิกที่ลอนดอนในปี 2012 มีผู้เกี่ยวข้องในการจัดงานทั้งสิ้น 8.2 ล้านคน (เทียบกับ 3.4 ล้านคนของมหกรรมฟุตบอลโลกที่บราซิลในปี 2014) มีนักกีฬาเข้าร่วม 10,903 คน (736 คนที่บราซิล) มีประเทศเข้าร่วมทั้งสิ้น 204 ประเทศ (32 ประเทศที่บราซิล) และถ่ายทอดไปยัง 220 ประเทศทั่วโลก (ข้อนี้บราซิลพอสู้เขาได้ เพราะถ่ายทอดไปยัง 219 ประเทศทั่วโลก)

ตัวเลขต่างๆ เหล่านี้บอกอะไร มหกรรมกีฬาระดับบิ๊กสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการจ้างงาน ไม่ใช่แค่ระหว่างช่วงจัดงาน แต่นับเป็นปีๆ ก่อนงานจริงจะเริ่ม เพราะต้องสร้างและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อการนี้ (เช่น สนามกีฬา ห้องพักนักกีฬา รถรับส่ง โรงอาหารนักกีฬา รวมถึงการจ้างงานบุคลากรที่เกี่ยวข้อง) สร้างรายได้สูงปรี๊ดจากยอดขายบัตรเข้าชมกีฬา รายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองเจ้าภาพ และค่าโฆษณาในพื้นที่สื่อต่างๆ ที่ต้องการช่วงชิงความสนใจจากผู้ชมจำนวนมากที่สุดในโลก 

Mercato-Italiano.jpg
©bespoqe.com

4: Terra Madre เทศกาลอาหารที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงนโยบายการเมือง
งานเทศกาลอาหารทั่วๆ ไปอาจจัดงานออกร้านขายอาหาร อวดผลผลิตใหม่ๆ ทางการเกษตร อวดฝีมือเชฟที่เข้าร่วมงาน แต่ไม่มีงานเทศกาลอาหารใดที่สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมได้เท่างาน “อาหารเนิบช้า” Terra Madre Salone del Gusto งานเทศกาลอาหารระดับนานาชาติในเมืองตูรินของอิตาลี ที่จัดโดยองค์กร Slow Food

งาน Terra Madre แต่ละปี นอกจากการออกร้านขายอาหารแล้ว จุดขายที่ทรงพลังที่สุดคือเป็นงานเทศกาลอาหารที่รวมบุคลากรด้านนโยบายในสายงานอาหารระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ ตัวแทนและผู้ร่วมงานประมาณ 7,000 คน จาก 143 ประเทศทั่วโลกมารวมกัน เพื่อเข้าร่วมการประชุมและแสดงความคิดเห็นตามแนวคิดของงานในปีนั้นๆ พร้อมต่อยอดเป็นโครงการที่จะสร้างความตระหนักรู้ให้คนทั้งโลกรู้จักการรับประทานอาหารที่ดี สะอาด และ “แฟร์” (Good, Clean and Fair Food for All) นั่นคือการสร้างความยั่งยืนในโลกทรัพยากรอาหาร ทั้งนี้ แนวคิดของงานแต่ละปีจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจการเกษตร รวมถึงปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมอื่นๆ ที่มีผลต่อการกิน 

วิคทอเรีย ทาลี-คอร์ปัซ (Victoria Tauli-Corpuz) ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิพลเมืองพื้นถิ่น (United Nations Special Rapporteur on the rights of indigenous peoples) กล่าวว่างานเทศกาลอาหาร Terra Madre ไม่ใช่เพียงเทศกาลขายอาหาร แต่เป็นเวทีที่สร้างผลกระทบเชิงการเมือง โดยคนที่มีบทบาทและอาจเป็นผู้กำหนดอนาคตของทรัพยากรอาหารโลก รวมถึงอนาคตของสิทธิมนุษยชน ผ่านสิ่งที่เราบริโภคทุกวัน

461.jpg

5: New York Fashion Week ความสำเร็จที่ทำให้นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก
นิวยอร์กแฟชั่นวีกจัดปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และกันยายน เป็นหนึ่งใน 4 เทศกาลแฟชั่นหลักของโลก (จัดที่นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส และมิลาน) ผู้เข้าร่วมคือแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับชั้นนำของโลก เทศกาลแฟชั่นที่นิวยอร์กนับเป็น “งานเทศกาลแฟชั่น” งานแรกในโลก เริ่มจัดช่วงต้นทศวรรษ 1940 เพื่อ “ประกาศศักดา” ผลงานของนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกัน

เม็ดเงินกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลั่งไหลเข้าสู่เมืองในช่วงการจัดงาน (ประมาณ 530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการใช้จ่ายโดยตรงของผู้เข้าร่วมงาน) ทำให้เทศกาลนี้กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของมหานครนิวยอร์ก ทำเงินได้มากยิ่งกว่า New York City Marathon การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลม US Open หรือแม้แต่การแข่งซูเปอร์โบวล์ในบางครั้ง 

งานแต่ละครั้งอวดโฉมเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุด จากมันสมองนักออกแบบที่ร่วมกันทำให้นิวยอร์กกลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก ธุรกิจแฟชั่นในเมืองนิวยอร์กมีมูลค่ากว่า 98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการจ้างงานกว่า 175,000 ตำแหน่ง หรือราว 6% ของตลาดงานในเมืองนิวยอร์ก

แคโรลิน บี. มาโลนีย์ (Carolyn B. Maloney) สมาชิกสภาคองเกรส เคยกล่าวถึงนิวยอร์กแฟชั่นวีกไว้ว่า “นิวยอร์กแฟชั่นวีกส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงทีเดียว แฟชั่นเป็นมากกว่าสไตล์การแต่งตัว มันเป็นธุรกิจขนาดยักษ์ที่ทำให้เกิดการจ้างงานที่จ่ายค่าตอบแทนสูง ชนชั้นกลางกว่า 180,000 คนมีงานดีๆ ทำเพราะธุรกิจแฟชั่น จะเห็นได้ว่า สไตล์การแต่งตัวดีๆ ไม่เพียงทำให้นิวยอร์กเป็นมหานครทางแฟชั่น แต่ทำให้เหล่านิวยอร์กเกอร์มีงานทำด้วย” 
 
ความสำเร็จของงานเทศกาลแฟชั่นแห่งนิวยอร์ก ทำให้เมืองใหญ่แห่งนี้เป็น “ฮับ” ของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทแฟชั่นชั้นสูงกว่า 900 แห่ง เช่น Anna Sui, Calvin Klein, Kenneth Cole, Marc Jacobs และอีกนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังเป็นตลาดค้าปลีกเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (ยอดขายรวมต่อปีกว่า 15 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) นอกจากนี้นิวยอร์กยังเป็นแหล่งรวมของนิตยสารแฟชั่นและความงามที่ทรงอิทธิพลหลายต่อหลายฉบับ รวมถึงสถาบันสอนการออกแบบชั้นนำของโลก โรงเรียนแฟชั่นดีๆ ล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทั้ง Parsons School of Design, Pratt Institute และ Fashion Institute of Technology  

DSC05487.JPG

กรณีศึกษาของไทย: Fisherfolk in Bangkok งานเทศกาลอาหารทะเลจากชาวประมงพื้นบ้าน 
มาดูกรณีศึกษาจากประเทศไทยบ้าง ที่เทศกาลชื่อน่ารักอย่าง Fisherfolk in Bangkok ครั้งที่ 4 ตอน “เรื่องเล่าจากทะเล” ซึ่งผู้จัดเลือกใช้คำโปรยว่า “เทศกาลอาหารทะเล เคล้าเสียงดนตรี และเรื่องเล่าจากคนเลที่คุณวางใจ” เพิ่งจัดไปเมื่อ 16-17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ยกทะเลใต้มาไว้กลางกรุง ที่สวนครูองุ่น มาลิก สวนเล็กๆ ใจกลางกรุง ณ ทองหล่อ ซอย 3

รูปแบบการจัดงานก็เรียบง่าย แต่อาหารทะเลอร่อยและเป็นประสบการณ์เที่ยวเทศกาลที่น่าประทับใจ คือมีการออกร้านขายอาหารทะเลจากชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ สามารถเลือกซื้ออาหารทะเลสดๆ ไม่มีสารเคมีเจือปน เลือกกุ้งหอยปูปลา แล้วคนขายจะปิ้งย่างให้กินกันตรงนั้นเลย เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด กินอาหารทะเลไป ฟังดนตรีไป สลับกับชมกิจกรรมบนเวที (ที่มีทั้งการสาธิตทำอาหารโดยพ่อครัวและพิธีกรชื่อดัง และล้อมวงคุยกับชาวประมงพื้นบ้านตัวจริงเสียงจริง ว่าจับปลาอย่างไรจึงจะยั่งยืนและปลอดภัย) 

facebook-com-FisherfolkSE 6.jpg
©facebook.com/FisherfolkSE

คนขายอาหารทะเลในงานนี้ยิ้มอวดฟันขาว พูดติดสำเนียงใต้กันทุกร้าน และทุกคนล้วนเป็น “ชาวประมง” หรือคนในครอบครัวประมง เดินทางมาจากจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ สตูล และตราด เพื่อนำเอาผลผลิตจากท้องทะเลที่เขาจับด้วยตัวเอง มาให้คนกรุงได้ลิ้มรส
คุณจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานด้านนโยบายและรณรงค์ องค์กรออกซ์แฟม (Oxfam) ประเทศไทย หนึ่งในผู้จัดงานได้บอกเล่าเรื่องราวกว่าจะเป็น “งานเทศกาลอาหารทะเลปลอดภัยใจกลางกรุง” ไว้ว่า

“การจัดเทศกาลอาหารทะเลของเรา เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ย้อนกลับมาสัมผัสการสื่อสารที่ทำให้คนได้เจอกัน พูดคุย และสื่อสารกับต้นทางจริงๆ หมายถึงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต คนขายที่เห็นวันนี้ไม่ใช่แค่คนขาย เขาคือคนจับปลาจริงๆ และที่เลือกจัดเทศกาลรูปแบบนี้ เพราะเป็นการทำให้คนสองกลุ่มได้มาเจอกัน ก็คือร้าน Fisherfolk ที่ไม่ใช่แค่ร้านขายอาหารทะเล แต่เป็นการรวมตัวกันของชาวประมงพื้นบ้าน ให้ได้มาเจอกับผู้ซื้อ กลุ่มเอ็นจีโอในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ร่วมมือกับชาวประมงพื้นบ้าน ทำเป็นร้านคนจับปลาขึ้นมา โดยการสนับสนุนของออกซ์แฟม

ถามว่างานวันนี้ มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์บ้าง ผมคิดว่าการมีกิจกรรมต่างๆ ช่วยทำให้การสื่อสารระหว่างกันง่ายขึ้น เพราะไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะเป็น extrovert (กล้าแสดงออก พูดเก่ง เข้าสังคมเก่ง) เป็นนักพูด หรือเก่งไปหมด มนุษย์บางคนอาจจะพูดน้อย แต่เขามีเรื่องราวที่จะสื่อสารได้ผ่านการทำอาหาร เขาเล่าวิธีการทำอาหารของเขาได้ ถ้ามีคนถามนำให้ เขาก็เล่าได้ พูดได้ งานเทศกาลที่จัดวันนี้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนเข้าใจกัน  

เราสนับสนุนชาวประมงที่เขาจับปลาแบบยั่งยืน ปลอดสาร คอนเซ็ปต์สำคัญมี 3 ข้อ คือ green / clean / fair ชาวประมงเลือกใช้เครื่องมือจับเฉพาะปลาสายพันธุ์นั้นๆ ไม่ใช่จับมั่วไปหมด หรือไปจับสัตว์น้ำวัยอ่อน ต้องจับแบบไม่ทำร้ายทะเล อยู่คู่กับธรรมชาติ จับตามฤดูกาล ถ้าชาวประมงจับแบบนี้ ทะเลไทยจะอุดมสมบูรณ์มาก จะอยู่ไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน และตัวชาวประมงเองก็จะอยู่ได้

facebook-com-FisherfolkSE 3.jpg
©facebook.com/FisherfolkSE

อุตสาหกรรมทางทะเลขนาดใหญ่ทุกวันนี้ อาจจะใช้เรืออวนลาก ช้อนเอาทุกสิ่งทุกอย่างในทะเลขึ้นมา ปะการัง แมงกะพรุน ลากมาหมด จนทะเลจะกลายเป็นทะเลทราย แต่ถ้าจับปลาแบบยั่งยืน ทรัพยากรจะกลับมา คนนับล้านๆ คนที่อยู่ตามแนวชายฝั่งจะอยู่ได้ ในขณะที่ผู้บริโภคก็ได้กินของที่ตอบโจทย์ความต้องการ ความปลอดภัย ความคลีน ไร้สารพิษให้กังวลใจ 

การเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ (Aquaculture) ซึ่งมีเยอะมากในบ้านเรา ก็มีการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อฆ่าเชื้อ แต่ว่าชาวประมงพื้นบ้านเขาไม่ใช้ และไม่คุ้มทางเศรษฐศาสตร์ที่จะใช้ เขาเอาเรือเล็กออกไป 5-6 ชั่วโมง อย่างมากก็ข้ามคืน กลับมาปุ๊บเขานำปลามาขายเลย จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทั้งฟอร์มาลินและยาปฏิชีวนะใดๆ ทั้งสิ้น แต่ประเด็นคือถ้าเขามาขายที่แพปลา ปลาของเขาก็จะมาปนกับปลาที่มาจากเรือใหญ่ เทมากองรวมกัน แพปลาก็ใส่ฟอร์มาลินอยู่ดี เพื่อกันไม่ให้มันเน่าเสียเร็ว ชาวประมงพื้นบ้านจับปลามาอย่างดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สาร แต่พอมาส่งแพปลา ก็ถูกนำไปปนกันอยู่ดี 

ดังนั้นเราเลยจัดให้ชาวประมงพื้นบ้านมารวมกลุ่มกัน มาขายตรงให้แก่ร้านคนจับปลา แล้วร้านคนจับปลาส่งตรงถึงผู้บริโภคเลย หรือเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่แบรนด์รับรอง อย่างเลมอนฟาร์ม สุดท้ายก็ได้ราคาที่แฟร์ไปถึงมือผู้ผลิต คือชาวประมงพื้นบ้าน 

facebook-com-FisherfolkSE 2.jpg
©facebook.com/FisherfolkSE

วิธีที่เราทำ โดยไม่ต้องใช้ฟอร์มาลิน ก็คือ หนึ่ง อัดน้ำแข็ง สอง ฟรีซมาเลย วิธีนี้ทางเลมอนฟาร์มพิสูจน์แล้ว ว่าฟรีซที่ -16 องศา จะอยู่ได้ 240 วัน นี่วันนี้เราก็ลองนำเอามาให้เชฟทำดู แล้วกินเลย ฟรีซในตู้เย็นบ้านเราก็เก็บได้เป็นเดือนๆ อย่างผู้มาร่วมน้องมางานวันนี้ก็จะได้กินอาหารทะเล โห สดๆ เลย อยากกิน ซื้อไปหลายกิโล ไม่มีทางกินหมด ยังไงเราก็ต้องไปฟรีซอยู่ดี สู้ให้เขาฟรีซมาจากทะเลเลยไม่ดีกว่าเหรอ นั่นล่ะดีที่สุด

สำหรับงานเทศกาลนี้ เราอยากสื่อสารว่าปลาแช่แข็งอร่อยได้แน่นอน มันขัดกับความเชื่อของคนทั่วไป แต่เราพยายามสื่อสารว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น งานนี้เรานำปลาแช่แข็งมาทำอาหาร ร้านคนจับปลาตอนนี้เราก็ขายปลาแช่แข็งเป็นหลัก เพราะว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้ เรามองว่ามันใช้ไม่ได้จริง เพราะเรื่องขนาดทางธุรกิจ เรายังทำไม่ได้ ถ้าจะขายสด การขนส่ง (Logistics) ต้องมหากาฬกว่านี้อีก 

ก่อนหน้านี้คนก็บอกว่า ปลานี่ต้องสดๆ ห้ามแช่แข็ง คือถ้าจับมาจากทะเลแล้วกินเลยนี่เรื่องหนึ่งนะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ้านไม่ได้อยู่ใกล้ทะเลนี่  ถึงบ้านอยู่ใกล้ทะเลคุณก็ไม่ได้กิน การอยากกินปลาสดๆ บางทีมันเป็นมายาคติ ที่เราอยากจะทำให้หายไป 

การจัดงานเทศกาลครั้งนี้ เราอยากสื่อสารเรื่องนี้ เพื่อจะสื่อความเป็นคนจับปลาให้มากที่สุด ผ่านกิจกรรมต่างๆ กิจกรรมทำอาหาร เราก็สื่อว่าปลาแช่แช็งหรืออาหารของชาวประมงพื้นบ้านนั้น ความสดต่างจากที่เราไปซื้อยังไง นี่คือข้อความที่เราอยากสื่อ ว่าปลาแช่แข็งก็อร่อยได้ เป็นการสร้างความเข้าใจ ให้มีเรื่องราว มีความเป็นมา 

จำนวนชาวประมงที่เข้าร่วมทั้งหมดในโครงการมีทั้งหมด 500 ครัวเรือนโดยประมาณ โครงการนี้มีอายุ 2 ปีแล้ว ส่วนการจัดงานเทศกาล Fisherfolk ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 เราจัดอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าปีไหนจัดสองครั้งก็เพราะคนเรียกร้อง และทุกคนพร้อม ตอนนี้ภาคใต้น้ำก็เริ่มท่วมแล้ว ชาวประมงเขาก็จะเดินทางมากันลำบาก จับปลาหน้าอื่นก็ลำบาก คือต้องจับปลายปี ถ้าน้ำไม่ท่วม และมีของเยอะ ก็อาจจะจัดช่วงต้นปีอีกครั้งหนึ่ง

สุดท้ายแล้วการทำโครงการนี้ทำให้เกิดราคาอาหารทะเลที่เป็นธรรม คือราคาที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ กำไรจากร้านขายถูกแบ่งปันลงไปให้คนที่อยู่ต้นทาง คืนสู่ธรรมชาติด้วย นับเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) อย่างเต็มตัว”

facebook-com-FisherfolkSE 1.jpg
©facebook.com/FisherfolkSE

จะเห็นได้ว่า “งานเทศกาล” เป็นมากกว่างานสนุกๆ แต่เมื่อคนจำนวนหนึ่งที่รักในสิ่งเดียวกัน มารวมตัวกัน ทำกิจกรรมที่ทั้งสนุกและสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทั้งในระดับชุมชนเล็กๆ ไปจนถึงระดับนานาชาติ งานเทศกาลจึงมีส่วนช่วยทำให้ชุมชนนั้นๆ “แข็งแรง” ขึ้น เพราะเป็นแหล่งรวมของคนที่คิดอะไรเหมือนๆ กัน (และบางเทศกาลก็ต้องแข่งกันเพื่อให้โดดเด่นที่สุด อย่างงานแข่งกีฬาหรืองานเทศกาลแฟชั่น) 

ผลดีของงานเทศกาลทั้งหลาย จึงย่อมไม่ใช่แค่การทำเงินจำนวนมหาศาล แต่สิ่งที่ได้รับจาก “งานเทศกาล” จะถูกนำไปต่อยอด อ้างอิง ปรับใช้ เพื่อสร้างผลงานที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมต่อไปอีกได้อย่างไม่รู้จบ


ที่มา : 
บทความ “Community Festivals-Big Benefits, But Risks, Too” โดย Eliza Grames & Mary Vitcenda จาก extension.umn.edu
บทความ “Festival Attendance and the Development of Social Capital” โดย Charles Arcodia PhD และ Michelle Whitford PhD จาก tandfonline.com
บทความ “From Glyndebourne to Glastonbury: The Impact of British Music Festivals” โดย Emma Webster และ George McKay จาก ahrc.ac.uk
บทความ “Fuji Rock Festival” จาก japantimes.co.jp
บทความ “Glastonbury’s Festival Economics Signals Hope for Entrepreneurial Spirit.” โดย Michael B. Duignan จาก theconversation.com
บทความ “How the Arts Impact Communities” โดย Joshua Guetzkow จาก princeton.edu
บทความ “Is There a Future for Fuji Rock?” โดย Kunihiro Miki จาก timeout.com
บทความ “Music Festivals’ Impact on Life in Britain” จาก uea.ac.uk
บทความ “New York Fashion Week Has a Huge Economic Impact in the Big Apple” จาก azureazure.com
บทความ “Rain No Pain for Japanese Rock Festival” โดย Brady Haran และ Kylie Pentelow จาก bbc.com
บทความ “Report Outlines the Economic Impact of Fashion Week” โดย Holly Dutton จาก rew-online.com
บทความ “Rio Olympics 2016: Economic Gain or Loss?” โดย Harriet King จาก worldfinance.com
บทความ “Six Factors Driving the Massive Growth of Music Festivals” โดย Trips Reddy จาก umbel.com
บทความ “Terra Madre Salone del Gusto 2016 Concludes with a Wave of Positive Energy” จาก slowfood.com
บทความ “The Economic Impact of the Olympics” จาก manning-napier.com
บทความ “The Economic Impacts of NYFW” โดย Kristopher Fraser จาก fashionunited.com
บทความ “The Economics of Music Festivals” โดย Kelsey Clark จาก huffingtonpost.com
บทความ “The Food of Love: How Festivals Support Local Communities” โดย Mark Blayney Stuart จาก aatcomment.org.uk
บทความ “The Impact of Events on Host Areas Tourism Essay” จาก ukessays.com
บทความ “The Importance of the Social Impacts of Events” โดย Sinead O'Mahony จาก cuckoo.ie
บทความ “The Surprising Ways That Music Festivals Are Affecting Society” โดย Adam De Gree จาก guff.com
บทความ “The Ten Most Iconic Music Festivals in the World” โดย Helen Armitage จาก theculturetrip.com
บทความ “Throwback Thursday: 20 Years of Japan Fuji Rock Festival” โดย Juan Alderete จาก pedalsandeffects.com
บทความ “Understanding the Social Impacts of Festivals on Communities” โดย Katie Elizabeth Small จาก researchdirect.uws.edu.au
บทความ “What Is the Economic Impact of Hosting the Olympics?” โดย Jennifer Wills จาก investopedia.com

เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ



Creative Thailand

เกี่ยวกับ Creative Thailand

โครงการ "Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" จัดตั้งขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีนิตยสารและเว็บไซต์ Creative Thailand เป็นแกนหลักในการนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง


บทความล่าสุด