Creative Knowledge

« Back to Result | List

Kias Matt ใส่หัวใจให้งาน Pop-Up

กนกมาศ มัทนารมยกิจ เจ้าของเพจ Kias Matt อีกหนึ่งนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟกระพริบที่ได้รับการเปิดตัวจากเวที Debut talk ครั้งที่11 ด้วยเนื้องานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ Pop-Up แม้พื้นฐานการร่ำเรียนในวัยเด็กของกนกมาศจะมาจากสายวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แต่ด้วยใจรักในงานศิลปะและการออกแบบ กนกมาศจึงตัดสินใจลงเรียนคอร์สการออกแบบเพิ่มเติม ไม่หยุดนิ่ง หมั่นฝึกฝนด้วยตนเองอยู่เสมอ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงาน สายงานสิ่งพิมพ์ 4 ปีและออกแบบกราฟิกรวมกันประมาณ 6 ปี จนเราได้เห็นงาน Pop-Up สุดอลังการของ Kias Matt ที่ก่อตั้งโดยกนกมาศในวันนี้



เลือกทำในสิ่งที่รัก
กนกมาศเล่าให้เราฟังอย่างอารมณ์ดีถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานในสายออกแบบว่า “ตอนแรกก็พยายามทำ Portfolio ก๊อกแก๊กๆ เพื่อส่งสมัครงาน พอทำได้พักหนึ่งก็เปลี่ยนงานใหม่ มาทำที่โรงพิมพ์ ทำอยู่ประมาณ 3 ปี ได้เรียนรู้การทำ Pop-Up และ Paper Engineering อย่างจริงจังจากตรงนั้น”  ด้วยความประทับใจส่วนตัวในศาสตร์ของการทำ Pop-Up ที่เจ้าตัวให้นิยามว่า “ทั้งมันส์ทั้งลำบาก” ตอนทำงานก็ไม่มีใครมาคอยสอน เพราะแต่ละคนมีงานของตัวเอง กนกมาศจึงลงมือฝึกฝนเอง ศึกษาและดูจากงานศิลปินที่ชื่นชอบ เช่น Matthew ReinHart / David A.Carter / Peter Dahmen / Robert Sabuda ฯลฯ แต่ก็ยังโชคดีที่พี่ๆเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาช่วยให้คำแนะนำบ้าง รวมทั้งเป็นหนึ่งในทีมงานทำหนังสือ Pop-Up ชุด “เพียงพ่อก็พอเพียง” ความหลงใหลจึงเพิ่มถึงขีดสุด และผลักดันให้กนกมาศเก็บออมเงินเพื่อลงเรียนคอร์ส MASSex ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตการทำงานด้านกราฟิก การได้มีโอกาส Workshop กับนักออกแบบและศิลปินชั้นนำระดับประเทศ เช่น พี่หมู นนทวัฒน์ เจริญชาศรี (DuctStore), พี่ตั้ม พฤษ์พล มุกดาสนิท (MMFK) หรือแม้แต่ พี่ธี ธีรนพ หวังศิลปคุณ (Tnop Design) และอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ล้วนทำให้ได้เปิดโลกฯ และมองว่า “Pop-Up เป็นงานที่เรารัก อยากจะพัฒนาและทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และคงจะทำไปจนแก่ตาย สำหรับเรา Pop-Up ไม่ใช่แค่งานกระดาษ งานแฮนด์เมด แต่เป็นทั้งงานศิลปะ งานดีไซน์ และงานที่ต้องทดลอง คิดกลไก คิดหาวิธีแก้ปัญหาอยู่เรื่อยๆ รวมไปถึงต้องใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์อย่างมากทีเดียว”

เมื่อพูดถึงเรื่องกระบวนการทำ Pop-Up แล้ว หลายคนอาจจะแปลกใจว่าคณิตศาสตร์มีส่วนมาเกี่ยวข้องกับศิลปะได้ยังไง กนกมาศได้อธิบายถึงขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด เพื่อให้มองเห็นภาพรวมทั้งหมด “Pop-Up ไม่ใช่แค่งานกระดาษ มันมีกระบวนการตั้งแต่ Creative>Design>Paper Engineering> Dummy >Mock Up จนได้เป็นชิ้นงานจริง นอกจากใช้สมองและสองมือแล้ว ยังต้องทุ่มเทเวลาอย่างมากอีกด้วย อย่างการคิดกลไกเพื่อสร้างงาน โครงสร้างชิ้นงานจะต้องแข็งแรง เราจะมโนขนาดสัดส่วนขึ้นเองไม่ได้ ต้องใช้สูตรหาพื้นที่ทางคณิตศาสตร์ และการคำนวณที่แม่นยำเข้ามาช่วย” กว่าจะได้งาน Pop-Up ดีๆ สักชิ้น นักออกแบบจึงต้องทำงานกันอย่างรอบคอบ “ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ที่ต้องสวยถูกใจลูกค้า แต่เราต้องคิดถึงความสอดคล้องกับเนื้อหา+การสื่อสารที่ทำได้ตามโจทย์ในงบประมาณที่กำหนด การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คุ้มค่า เสร็จทันเวลา และก่อนที่จะได้ผลงานแต่ละชิ้น เราทดลองกลไกของ Pop-Up หลายครั้ง ต้องวัดคำนวณ เพราะแค่เปลี่ยนมุม 1 องศา หรือคลาดเคลื่อนไปเพียง 1-2 มิลลิเมตร ก็จะมีผลต่อการ Pop-Up ของชิ้นงานทั้งหมด ทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยน เราจึงต้องปริ้น-ตัด-ประกอบ ด้วยมือใหม่หมดทุกครั้ง นอกจากกระบวนการที่ซับซ้อนแล้ว งาน Pop-Up ยังต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพดีด้วย  เช่น ต้องใช้เทปใสสองหน้า ม้วนละประมาณ 200 บาท หรือถ้าเป็นงานจริงและมีความซับซ้อน กระดาษก็ต้องเลือกแบบแกรมหนาหรือแม้แต่การสั่งผลิตกาวจากโรงงาน ซึ่งไม่มีขายตามท้องตลาด ต้องสั่งจำนวนเยอะๆ จึงเป็นงานที่มีต้นทุนสูงพอควร และท้าทายฝีมือจริงๆ เพราะทุกอย่างจะต้องลงตัว จึงจะสร้างงาน Pop-Up ที่ดีได้”


สร้างความเข้าใจและคุณค่าให้ Pop-up
อย่าง Kias Matt เอง ปัจจุบันกนกมาศถือว่า “เรายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น นอกจากจะรับงานดีไซน์ตามความต้องการลูกค้าแล้ว ก็อยากทำโปรเจคงานศิลปะ เราอยากให้คนอื่นรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง อีกด้านหนึ่งก็คงต้องทำผลงานใหม่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการต่อยอดไอเดียให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่ม เช่น การเปิดคอร์สอบรม หรือจัด Workshop เพื่อให้คนรู้จักและเข้าใจวิธีการทำงานของ Kias Matt เห็นคุณค่าของงาน Pop-Up มากขึ้น  “หลายคนสงสัยว่าทำไมงานแบบนี้ต้องใช้เวลามากมาย ทำไมจะต้องจ่ายแพง เคยเจอว่า ลูกค้าหลายรายอยากได้แบบที่ซับซ้อนหรือกลไกที่แข็งแรง ซึ่งใช้เวลาทำหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน พอเสนอราคาไปก็จะเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้น เลยอยากจะบอกว่า จริงๆ งาน Pop-Up ไม่ถือว่าแพงนะ เพราะคุณค่ามันอยู่ที่ความพอใจและความเข้าใจ อย่าลืมว่ามันเป็นงานต้นแบบเพียงชิ้นเดียว และลูกค้ายังได้ไฟล์ต้นฉบับไปใช้อีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามทำเสมอ คือ การสื่อสารให้เกิดความเข้าใจในส่วนนี้ให้เค้าเห็นคุณค่าของงานเหมือนที่เราเห็น ลูกค้าที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มีทั้งงาน Pop-Up สำหรับเด็ก งาน Pop-Up การ์ดแต่งงาน งานสื่อการสอนและงานสื่อสารการตลาดขององค์กรต่างๆ ส่วนช่องทางติดต่อกับลูกค้า เราใช้แบบออนไลน์ทั้ง FB fanpage : Kias Matt และ IG : Kias Matt ลูกค้าสามารถ inbox มาคุยกัน น่าจะได้ข้อมูลครบถ้วนมากกว่า โทรศัพท์จะไม่ค่อยได้รับ เพราะถ้าอยู่ในช่วงสร้างงานจะต้องใช้สมาธิมาก”





แผนการในอนาคต
“จะเรียกว่าแผนการหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ที่คิดไว้มีหลายอย่างมาก เช่น การทำงานเพื่อประกวด อันนี้คิดไว้หลายปีแล้ว แต่ด้วยเวลา โอกาส และเงินทุนไม่อำนวยบ้าง เลยยังไม่ได้เริ่มสักที ตั้งใจนะ คิดว่าไม่ได้รางวัล อย่างน้อยได้ส่งก็ยังดี และที่อยากทำมากๆ อีกอย่าง ก็คือการได้ร่วมงานกับพี่ๆ ดีไซเนอร์ที่เราชื่นชอบ ถ้าเป็นแผนการในส่วนของการทำมาหาเลี้ยงชีพ Kias Matt ก็อยากทำสินค้าออกมาขาย ซึ่งอยากให้รอติดตามว่าจะเป็นอะไรที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นและสามารถสนุกกับ Pop-Up ของ Kias Matt ได้ นอกจากนั้นเรายังอยากจะจัด Workshop เพราะมีหลายคนมาถามถึงวิธีการทำงาน Pop-Up พวกนี้ ซึ่งจริงๆแล้วอยากบอกอยากสอนนะ แต่เราไม่สามารถทำมันได้ภายใน 5-10 นาทีแน่ๆ มันต้องคุยยาว 555! ก็เลยพยายามคิดคอร์สขึ้นมา โดยแบ่งตามระดับการเรียนรู้เป็นเลเวลไป คาดว่าจะเริ่มทำได้ประมาณปีหน้าค่ะ”


“ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์และอดทนได้ไหม 555 ! ไม่ใช่ จริงๆ ก็คือ เราแค่รู้สึก ว่าเราต้องรัก ต้องเคารพในสิ่งที่เราทำและไม่หยุดเรียนรู้ พัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอด”

เติบโตด้วยเครือข่ายธุรกิจ
“ต้องยอมรับว่า Connection เป็นสิ่งสำคัญในประเทศไทยทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสดีๆ งานประกวด ลูกค้าที่เข้าใจงาน ผู้ผลิต หรือคำแนะนำดีๆที่ให้เราไปให้ถูกที่ถูกทางมันมีน้อย เราก็ต้องพยายามวิ่งหาโอกาส ต้องพบเจอเพื่อนใหม่ๆ อยู่ตลอด (จะทำตัวเหมือนเป็น Mr. Hideman แบบตอนเด็กๆ ก็คงไม่ได้) และก็คงต้องแบ่งเวลาทั้งสร้างงาน เข้าสังคมและทำการตลาดให้ตัวเองไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วย ถ้าพื้นฐานเราดี ยังไงก็น่าจะมีคนอยากให้การสนับสนุนงานของเรา ส่วนคำถามที่ว่า เรารู้จัก TCDCCONNECT ได้อย่างไร ก็เพราะเราเป็นสมาชิกของ TCDC ตามพี่ๆนักออกแบบที่ชื่นชอบนี่ละ เค้าตามอะไรเราก็ตามเค้าด้วย จนเมื่อโอกาสมาถึง เราจึงมาเข้าร่วมนำเสนองานในครั้งนี้”

ปรัชญาการทำงานของ Kias Matt
“อย่างที่บอกว่า Pop-Up เหมือนชีวิตเรา ไม่ใช่แค่ทำ เราใส่หัวใจไปด้วย ยิ่งโลกไปเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเหมือนเป็นโอกาสให้เราทำงานนี้ไปได้เรื่อยๆ เราแค่ต้องถามตัวเองว่า เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่ทำ หรือ สำคัญกับเราจริงๆ แค่ไหน ถ้ามันทำให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะยามทุกข์ หรือยามสุขก็จงทิ้งความกลัว ความกังวลทุกอย่าง จับเอาความคิดมาสร้างเป็นงาน Pop-Up ให้ได้ อุปสรรคปัญหาความยากลำบากต่างๆ ก็จะผ่านพ้นไปได้เอง นี่ถ้าหากไม่มีข้อจำกัดทางเทคนิค เราก็อยากจะทำตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบให้เป็น Pop-Up นะ รู้สึกท้าทายจริงๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว”


เกร็ดคิดปิดท้าย
- เครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกเรื่องเลย เราต้องหมั่นวิ่งหาโอกาสเอง และพบปะเจอะเจอกับคนใหม่ๆ อยู่ตลอด
- เต็มที่กับสิ่งที่ทำ ไม่ใช่แค่ทำไปเรื่อยๆ แต่เราต้องใส่หัวใจลงไปด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จึงยิ่งใหญ่เสมอ
- งาน Pop-Up เป็นงานที่ต้องผนวกเอาศาสตร์และศิลป์มาไว้ด้วยกันอย่างแม่นยำ ทุกองค์ประกอบต้องลงตัวจึงจะสร้างงาน Pop-Up ที่ดีได้

คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ KIAS MATT

« Back to Result

  • Published Date: 2017-06-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com