Articles

« Back to Result | List

เสริมความมั่งคั่งสร้างความมั่นคง ด้วย “แผนผึ้งสร้างสรรค์”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“Design is not a luxury but an essential ingredient for survival growth. Rather like the bees, if we vanish so does the economic honey.” ข้อความนี้คัดลอกมาจากบทความเรื่อง Plan bee to boost the economy ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “การออกแบบ” ฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

บทความเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาจากประเทศอังกฤษ ซึ่ง ณ เวลานี้กำลังหาคำตอบให้กับตัวเองว่า เศรษฐกิจของอังกฤษจะก้าวต่อไปในทิศทางใดท่ามกลางพายุทางเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ระบบธนาคารล้มเหลว ภาคการผลิตชะลอตัว ฯลฯ อีกทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) ที่เคยเป็นความหวังของประเทศก็สร้างมูลค่าให้เพียง 7% ของจีดีพีเท่านั้น

ปัญหาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของอังกฤษก็คือ บริษัท ‘สัญชาติอังกฤษ’ ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคน้อยเกินไป (เมื่อเทียบกับบริษัทข้ามชาติ) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ความแตกต่างในการให้บริการของพนักงานในร้าน Apple Store ที่น่าประทับใจกว่ามาก เมื่อเทียบกับร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษอย่าง Currys หรือ Maplins ทั้งๆ ที่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทุกคนก็น่าจะรู้ว่า “ธุรกิจที่จะไปได้ดี” นั้นจำเป็นต้องกำหนดให้ “ผู้บริโภค” เป็นหัวใจในทุกขั้นตอน (iPhone และ iPad คงอธิบายหลักคิดนี้ได้เป็นอย่างดี) ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “ภาคธุรกิจจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีเพียงใด? ”

ปัจจัยพื้นฐานของความสำเร็จทางธุรกิจประการหนึ่งนอกเหนือจาก “คน” ก็คือ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” Design Council ของอังกฤษเปรียบเทียบความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าเป็นเสมือน “น้ำผึ้ง” ซึ่งเป็นแหล่งของความมั่งคั่ง อย่างไรก็ตาม การที่เราจะได้ “น้ำผึ้ง” มานั้น ก็ต้องอาศัย “ผึ้ง” ซึ่งหมายถึง มันสมองผู้สามารถเปลี่ยนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (อันเป็นนามธรรม) ให้เป็นสินค้าและบริการ (ที่เป็นรูปธรรม) นอกเหนือจากผึ้งตัวสำคัญอย่างภาคการเงินแล้ว “ภาคการสร้างสรรค์” (Creative sector) ซึ่งมีหน้าที่จับคู่ความต้องการของผู้บริโภคเข้ากับเทคโนโลยี ก็ถือเป็นผึ้งอีกตัวหนึ่งที่จะกำหนด “ปริมาณน้ำผึ้ง” ได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อภาคการสร้างสรรค์ หรือ Creative sector มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเช่นนี้แล้ว บทบาทและความสำคัญของ “ดีไซน์” จึงมิควรถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของความสวยงาม หรือแค่กับไลฟ์สไตล์ของชนชั้นกลางอีกต่อไป แต่ควรหมายรวมถึงการสรรสร้างนวัตกรรม และการสร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจองค์รวมอีกด้วย ดังข้อความข้างต้นที่กล่าวว่า หากไม่มี “ผึ้ง” ก็คงไม่มี “น้ำผึ้ง” ด้วยเช่นกัน

คราวนี้กลับมาดูสถานการณ์ในประเทศไทยกันบ้าง แม้ประเทศไทยเราจะเป็นผู้ใช้ (User) สินค้าเทคโนโลยีมากกว่าจะเป็นผู้คิดค้น ผู้สร้าง หรือผู้ผลิต (Producer) แต่หากมีการนำ “กระบวนการออกแบบ” (= ผึ้ง) เข้าไปใช้ในระบบอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร (= น้ำผึ้ง) ก็น่าจะช่วยสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสินค้าดังกล่าวได้ เพราะโดยหลักการแล้ว สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ขายตามน้ำหนักและไม่มีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดราคา และมีราคาจากประเทศคู่แข่งเป็นตัวเปรียบเทียบ อีกทั้งเรายังเสียเปรียบเรื่องค่าแรงและผลผลิตต่อไร่

ดังนั้น นอกเหนือจากการผลิตและส่งออกเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐาน (Basic needs) แล้ว เรายังจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเชิงหน้าที่ (Functional needs) และความต้องการเชิงอารมณ์ (Emotional needs) อีกด้วย ซึ่งหากเราสามารถตอบสนองความต้องการทั้ง 3 ข้อหลักนี้ได้ เราก็จะมีสินค้าที่ “พิเศษ” และสามารถเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าได้ในอนาคต

สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการด้านอาหารของไทยต้องทำก็คือ การเพิ่มงบวิจัยและพัฒนา (Research and Development—R&D) (= ผึ้งอีกตัว) เพื่อวิจัยและพัฒนาแนวโน้มของพฤติกรรมการบริโภค เทรนด์อาหารโลก เทคโนโลยีทางด้านการผลิตอาหาร ฯลฯ โดยจับคู่ความต้องการของผู้บริโภคเข้ากับเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ในท้องถิ่น จากนั้นก็สร้างสรรค์แบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ข้างต้นขึ้นมาเป็นตัวปิดท้าย การพัฒนาในเส้นทางนี้มิใช่เพียงเพื่อให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เท่านั้น แต่เราอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอาหาร สินค้าเกษตรและอาหารของโลก

หนึ่งผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานเนื้อวัวอาจปลาบปลื้มกับ “ความนุ่มของเนื้อโกเบ” ที่เกิดจากการเลี้ยงวัวด้วยเบียร์และนวดคลึงจนกล้ามเนื้อผ่อนคลาย (ชนิดแทบจะละลายในปากเมื่อเนื้อชิ้นนั้นนำมาทำเป็นสเต๊ก) แต่ปัจจุบันเนื้อวากิว (wagyu) ซึ่งมาจากวัวพันธุ์วากิวที่เนื้อแตกลายมันราวกับหินอ่อนได้เข้ามาแทนที่เนื้อโกเบ ซึ่งเมื่อเป็นสเต๊กในจานแล้วมีสนนราคาตั้งแต่จานละไม่กี่พันไปจนถึงจานละเป็นหมื่นบาท (ต่อเนื้อราว 100-150 กรัม) ซึ่งหมายความว่าเนื้อชนิดนี้มีราคากิโลกรัมละเป็นแสนบาท(!) นอกจากเนื้อวากิวแล้ว กาแฟสตาร์บัคส์ผู้นำเสนอนิยาม(และราคา)ใหม่ในการดื่มกาแฟให้กับคนกรุง ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ “กาแฟสดในแก้วที่มีชื่อลงท้ายด้วยสระโอ (เอสเปรสโซ่, คาปูชิโน่, อเมริกาโน่ ฯลฯ)” แทนที่โอเลี้ยง ยกล้อ กาแฟเย็นใส่นมในถุงแบบเดิมๆ ของไทย จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “กาแฟแก้วละร้อย” ก็ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในชีวิตประจำวันของคนกรุง เนื้อวัวกิโลละแสนกับกาแฟแก้วละร้อย

หากถามว่า แล้วทำไมคนถึงยอมจ่ายค่ากาแฟหรือค่าเนื้อเดือนละเป็นพันเป็นหมื่นบาท ทั้งๆ ที่กาแฟกระป๋องละ 12 บาทหรือก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามละ 40 บาทมันก็อิ่มเหมือนกัน คำตอบที่ได้คงเป็นเพราะ ประเทศผู้ส่งออกเนื้อวากิว (ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ) และนัก “ชง” กาแฟอย่างสตาร์บัคส์ เขามี “ผึ้ง” ที่ทำงานเก่งครับ… ส่วนที่ว่าเก่งอย่างไรนั้น ผมขอฝากเป็นปุจฉาไว้ให้คิดๆ กันดูนะครับ

เครดิตข้อมูล :
บทความเรื่อง “Plan bee to boost the economy” ใน http://www.designcouncil.org.uk/our-work/Insight/Policy/Plan-bee-for-design/
บทความเรื่อง “สร้าง R&D Community รากฐานของการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารที่ยั่งยืน” ใน http://www.foodindustrythailand.com

เครดิตภาพ:
http://www.ethicalcorp.com/resources/images/content/large/20065961014_starbucks3.jpg
http://scrapetv.com/News/News%20Pages/Business/images/starbucks-storefront.jpg

http://www.streetdirectory.com/stock_images/travel/simg_show/12416012770038/1/special_wagyu_shabu_shabu_1/
http://danesh.files.wordpress.com/2007/07/wagyu-beef.jpg
http://www.ibl.ltd.uk/images/full/big_audit_currys.jpg

http://images.appleinsider.com/apple-store-man4-071010-1.jpg
http://danherron.files.wordpress.com/2007/07/apple-store-nyc4.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2011-01-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com