Creative Knowledge

« Back to Result | List

กรุงเทพฯ คนกรุงฯ และรสนิยมสร้างสรรค์ที่สร้างกันได้

thailand2.jpg

ณ วินาทีนี้ การพัฒนาเมืองสู่ความเป็น "เมืองแห่งความสร้างสรรค์" (Creative city) เพื่อสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของโลกยุคใหม่นั้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ สำหรับประเทศไทยเรา หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ฯ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) หรือแม้กระทั่งหน่วยงานด้านวัฒนธรรมของต่างชาติที่ร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่าง บริติช เคานซิล ต่างก็ให้ความสนใจที่จะศึกษาและผลักดันในเรื่องนี้เช่นกัน 

เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมของกรุงเทพฯ ในอันที่จะก้าวขึ้นสู่แหน่ง Creative city นั้น เมืองหลวงของเราถือว่ามีศักยภาพไม่แพ้เมืองใดในโลก แม้วันนี้จะยังไม่มีการประกาศแผนงานเป็นวาระที่ชัดเจน แต่จากคุณสมบัติเด่นหลายประการ ไม่ว่าจะในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโดจีน ความเติบโตและความหลากหลายของประชากรผู้อยู่อาศัย ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คำว่า Creative city ของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากงานด้านนโยบายและโครงการระดับเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ ที่ภาครัฐต้องเป็นฝ่ายดำเนินการ เช่น การปรับโครงสร้างประชากร การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน บริการสาธารณสุข กฎหมายแรงงานและข้อกำหนดอื่นๆ ที่จำเป็นแล้วนั้น ทางภาคประชาชน ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของตัวเมืองและคนในเมือง ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญอีกประการ ที่จะทำให้เมืองๆ หนึ่งพัฒนาสู่ความเป็น Creative city ได้สำเร็จ (หรือไม่) ด้วยเช่นกัน

บนแนวคิดที่ว่าก่อนที่เราจะสานต่อความสร้างสรรค์ให้กับเมืองได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "คนในเมือง" ควรต้อง รู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่าของความสร้างสรรค์ที่อยู่รอบๆ ตัวเสียก่อน กรุงเทพเมืองฟ้าอมรของเรามีหลักแหล่งวัฒนธรรม วัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ และย่านเก่าต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน น่าเสียดายว่าคนกรุงฯ ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังละเลยในความสำคัญ และมองไม่เห็นความเชื่อมโยงใดๆ กับวิถีชีวิต

หารู้ไม่ว่า จิตวิญญาณและองค์ความรู้ที่เราสามารถซึบซับจากแหล่งวัฒนธรรมพวกนั้น คือ "วัตถุดิบล้ำค่าของความสร้างสรรค์" เป็นสิ่งที่สามารถช่วยพัฒนาคนจากนักบริโภคนิยมธรรมดา สู่ความเป็น "ประชากรสร้างสรรค์"(Creative citizen) ที่พร้อมจะผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยวในสายตาชาวโลกได้

ในเบื้องต้นนี้ มีสถานที่ที่เราอยากแนะนำให้คนกรุงเทพฯ ได้ไปสัมผัส เพื่อเราจะได้ตีสนิทกับ "ตัวตนคนกรุงฯ" และ "ความเป็นกรุงฯ" ของเรากันมากขึ้น อาทิเช่น
- หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร (Bangkok National Museum)
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป์ (The National Gallery)
- สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
- หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
- พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
- พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย
- พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร
- หอศิลป์วิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- โลหะปราสาท วัดราชนัดดา, ภูเขาทอง วัดสระเกศ
- พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครในเขตต่างๆ (อาทิ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก เขตสัมพันธวงศ์ เขตบางขุนเทียน)
- ชุมชนในย่านต่างๆ อย่างเช่น ท่าเตียน ท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ ตรอกงานไม้ประชานฤมิตรย่านบางโพ ตลาดน้ำตลิ่งชัน คลองชักพระ ฯลฯ

หากเราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์คือฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไป การพัฒนา "เมืองแห่งความสร้างสรรค์" ก็คือกลยุทธ์หนึ่ง ที่จะนำบรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์มาสู่สังคมได้ อย่างไรก็ดี เส้นทางนี้ต้องอาศัยรูปแบบการพัฒนาเชิงบูรณาการ ต้องผสมผสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งในเชิงนโยบายแบบ top-down ของภาครัฐ และในเชิง bottom-up จากประชาชนชาวเมืองด้วยกันเอง

เพราะนโยบายที่ดีคงไม่สามารถสานต่อสู่ผลลัพธ์ได้ หากขาดความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องจากผู้คนในระดับปัจเจก

ในฐานะชาวกรุงฯ หากคุณอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิด "กรุงเทพฯ เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์" นี้ให้เป็นจริง ขอแค่เริ่มจากการมองกรุงเทพฯ ด้วยทัศนะใหม่ ลองเปิดใจศึกษาและสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายของเมืองๆ นี้ (ผ่านสถานที่แนะนำต่างๆ ข้างต้นก่อนก็ได้) คุณอาจได้พบกับขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย หรือได้ไอเดียใหม่ๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยรู้ เมื่อ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เริ่มตกตะกอน มันก็จะจุดระเบิด "รสนิยมสร้างสรรค์ส่วนตัว" ของคุณขึ้นมาได้

เพราะการพัฒนาเมืองแห่งความสร้างสรรค์นั้น รสนิยมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง (People's appreciation in creativity) มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องใด ... และเราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันได้

ข้อมูลบางส่วนจาก: หนังสือเรื่อง "เรารักกรุงเทพฯ We Love BKK"

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง: Creative Thailand และ Change Bangkok

ภาพจาก: http://www.creativecities.org.uk/


« Back to Result

  • Published Date: 2009-06-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป