Articles

« Back to Result | List

โขนร่วมสมัยสไตล์ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น – อนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยการสร้างสรรค์ใหม่

pichet-3.jpg

"การอนุรักษ์" เป็นหัวข้อที่สังคมถกเถียงกันมากในทุกวันนี้ โดยเฉพาะต่อข้อประเด็นที่ว่า "จะทำอย่างไรให้สิ่งที่ต้องการเก็บรักษาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา" บ้างก็ว่า ต้องเก็บขึ้นหิ้งบูชาไว้ ไม่ควรไปแตะต้องเปลี่ยนแปลง บ้างก็ว่า ควรอนุรักษ์ในแบบยั่งยืนให้เข้ากับสังคมยุคปัจจุบัน เพราะการไปหยุดเวลาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ นัยหนึ่งก็เท่ากับการหยุดความสร้างสรรค์ของสิ่งนั้นด้วย เป็นการมองต่างมุมที่ยังหาจุดจบไม่ได้

เมื่อหลายเดือนก่อน เรามีโอกาสได้ชมการแสดงโขนร่วมสมัยชื่อ "ผมเป็นยักษ์" (หรือ I am a demon) ของพิเชษฐ์ กลั่นชื่น เจ้าของรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดงประจำปี 2549 ที่โรงละครช้าง (Chang Theatre) การแสดงชุดนี้ได้ให้คำตอบบางอย่างเกี่ยวกับ "การอนุรักษ์" ในข้างต้น และสร้างแรงบันดาลใจเรื่อง "วัฒนธรรมไทย" ต่อกลุ่มผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง

ผมเป็นยักษ์ หรือ I am a demon
การแสดงโขนร่วมสมัยชุดนี้เป็นการสานต่อรากเดิมของโขนให้รับกับรสนิยมของคนปัจจุบัน โดยมี "ยักษ์" หนึ่งในตัวละครโขนเป็นผู้ถ่ายทอด (การแสดงโขนจะประกอบไปด้วยตัวละครหลักๆ ได้แก่ พระ นาง ยักษ์ และลิง ซึ่งมีท่ารำที่ต่างกัน) พิเชษฐ์ กลั่นชื่น นักแสดงผู้เล่นเป็นตัวยักษ์ตลอดมา ได้กลับมารับบทยักษ์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขานำเสนอมันผ่านการแสดงอันหมิ่นเหม่ต่อข้อหา "บิดเบือนวัฒนธรรมไทย"

ช่วงหนึ่งของการแสดง พิเชษฐ์ กลั่นชื่นได้สอดแทรกการเต้นแบบร่วมสมัยเข้ามา ซึ่งผู้ชมเข้าใจว่า เป็นการประยุกต์การเต้นสมัยใหม่และการรำไทยไว้ด้วยกัน แต่จริงๆ มันคือ ท่าเต้นที่พิเชษฐ์พัฒนาขึ้นใหม่จากพื้นฐานการรำไทยล้วนๆ ซึ่งเขาใช้เวลาค้นคว้าท่ารำไทยนี้อยู่ถึง 3 ปี จึงเข้าใจว่า แท้จริงนั้นพื้นฐานของศิลปะไทย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพระพุทธรูป บ้านเรือนไทย หรือการรำไทย ล้วนมีโครงสร้างอยู่ในรูปทรงสามเหลี่ยมที่มีสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นฐาน เขาเพียงลากเส้นต่อจุด และอาศัยพลังที่มีอยู่แล้วในการรำไทยมาพัฒนาต่อยอดเท่านั้น

เมื่อดูการแสดงชุด ผมเป็นยักษ์ จนจบ เราเริ่มรู้สึกคล้อยตามกับแนวคิดการอนุรักษ์แบบยั่งยืน ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นจากพื้นฐานอันดีงามของสิ่งดั้งเดิม วัดจากการที่เราเองเคยได้ดูโขนบ่อยครั้ง ทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่เมื่อดูการแสดงจบแล้ว จะรู้สึกตระหนักถึงแก่นของโขนอย่างลึกซึ้งเท่าครั้งนี้ รวมทั้งตระหนักถึงสถานการณ์การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่กำลังถูกล็อกกุญแจ (ถูกยกขึ้นหิ้งห้ามแตะต้อง) ซึ่งก็น่าแปลกว่า ความตระหนักรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ได้มาจากการแสดงชนิด "ร่วมสมัย" มิใช่ชนิด "ประเพณี"

pichet-2.jpg

ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หัวโขน
พิเชษฐ์ขยายคำตอบให้เราฟังในการพูดคุยหลังการแสดง (ซึ่งเขาถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการแสดงทุกครั้ง) ว่า นาฏศิลป์แบบร่วมสมัยของเขาแสดงถึง "ความจริง" เป็นหลัก ต่างจากการแสดงนาฏศิลป์แบบประเพณีที่เน้นเรื่อง "ความงาม"

อย่างไรก็ดี มีความจริงอยู่สองประการที่เราสัมผัสได้จากการแสดงนี้ หนึ่งคือ ความจริงอันเป็นพื้นฐานของโขน ได้แก่ เบื้องหลังของการฝึกโขนที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้แสดงภายใต้อาภรณ์และหัวโขนที่วิจิตร และสองคือ ความจริงของสถานการณ์นาฏศิลป์ไทยปัจจุบัน ที่อยู่ในสภาพกึ่งตาย และอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างร้ายกาจ นักเรียนนาฏศิลป์ที่ฝึกหนักมาหลายปี เมื่อจบการศึกษากลับไม่มีงานรองรับ (นอกจากไปรำไทยในร้านอาหาร) ส่วนใหญ่จึงต้องเปลี่ยนสายงานไป

ตัวพิเชษฐ์เองก็ประสบปัญหาไม่ต่างจากคนอื่น แต่เขาไม่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ และไม่ต้องการให้ศิลปะประจำชาติไปจบชีวิตในร้านอาหาร (ที่ไม่มีใครตั้งใจดู) เขาจึงหาวิธีที่จะเดินต่อในเส้นทางนี้ โดยตัดสินใจรับทุนไปศึกษาต่อด้านศิลปะการแสดงร่วมสมัย ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ยิ่งเมื่อได้ไปสัมผัสวัฒนธรรมอื่น พิเชษฐ์ยิ่งตระหนักในความมหัศจรรย์ของรำไทย เขาจึงกลับเมืองไทยอีกครั้งพร้อมคำตอบในใจว่า เขาจะสร้างผลงานที่สานต่อจากรากเหง้าเดิม โดยมุ่งสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ศิลปะการแสดงไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงยุคปัจจุบันได้อย่างไม่แปลกแยก

พิเชษฐ์ย้ำว่าวิธีการที่ดีในการสานต่อรากเหง้าเดิมนั้นควรเกิดขึ้นจาก "การเข้าถึงศิลปะ" และ "การฝึกฝนให้มากเพียงพอ" การที่คนปัจจุบันเลือกที่จะเก็บของเก่าไว้ไม่สานต่อ เป็นเพราะเขารู้จักมันอย่างตื้นเขินเกินไป ยังเข้าไม่ถึงและฝึกไม่พอ ทำให้ไม่รู้ว่าจะหยิบส่วนไหนมาต่อยอดได้ พิเชษฐ์เพิ่มเติมว่า ครูโขนสมัยก่อนคือผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นท่ารำ หรือชุดการแสดง ที่ปัจจุบันเป็นของโบราณก็ล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคก่อนทั้งนั้น

pichet.jpg

ศิลปะไทยได้ฝรั่งชื่นชม
การแสดงของพิเชษฐ์ กลั่นชื่น ที่โรงละครช้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เก็บค่าเข้าชมเพียง 5 บาท ที่สามารถทำแบบนั้นได้เพราะการแสดงครั้งนั้นได้รับทุนอุดหนุนจากรางวัล Princess Margriet Award ร่วมกับ
Jerome Bel ซึ่งมอบให้สำหรับผลงานการแสดงร่วมสมัยที่โดดเด่น แสดงถึงการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลาย

โดยมากพิเชษฐ์และนักแสดงของโรงละครช้างจะนำการแสดงของพวกเขาไปแสดงยังต่างประเทศ และเข้าร่วมในเทศกาลศิลปะการแสดงหลายแห่ง มีน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากมีฐานผู้ชมค่อนข้างแคบ ทุนทรัพย์ของโรงละครมีจำกัด ทั้งยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ

ท้ายสุดเขาย้อนไปถึงอดีตการเรียนโขนของเขาว่า เขาไปเรียนที่บ้านครูโดยที่ไม่เสียสตางค์สักแดงเดียว ทุกวันนี้เขาก็ฝึกลูกศิษย์ (ที่มีพื้นฐานแล้ว) โดยไม่คิดสตางค์เช่นกัน แต่สำหรับเด็กๆ ที่พ่อแม่ละแวกนี้ต้องการฝากให้มาฝึกโขนกับพิเชษฐ์ เขาแนะว่าให้ไปเรียนโขนประเพณีให้พื้นฐานแข็งก่อน หากสนใจจะสานต่อพิเชษฐ์จะรับหน้าที่ตรงนั้นเอง ด้วยเขารู้สึกว่า มูลค่าที่เขาได้กลับมานั้น มันกำไรยิ่งกว่าเงินทองเสียอีก



Tags: art, culture, Thai

« Back to Result

  • Published Date: 2009-07-03
  • Resource: www.tcdcconnect.com