Creative Knowledge

« Back to Result | List

Design Icon: อเลซานโดร เมนดินี (Alessandro Mendini)

pic_alessandro-mendini.jpg

" ไม่มีสิ่งประดิษฐ์ใหม่อีกแล้วบนโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคนเคยคิดค้นขึ้นก่อน สิ่งที่นักออกแบบทำคือการนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาออกแบบใหม่ ก็เท่านั้นเอง"

Alessandro Mendini เกิดเมื่อปี ค.ศ.1931ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เขาตั้งบริษัทออกแบบชื่อ Studio Alchimia ขึ้นในปี ค.ศ.1976 โดยยึดปรัชญาการออกแบบที่ว่า "การคิดค้นสิ่งใหม่ที่เป็นสิ่งใหม่อย่างแท้จริงหรือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนนั้น... เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้" 

Mendini นำเอาปรัชญานี้มาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสิ่งที่ดูธรรมดาน่าเบื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ในปี ค.ศ.1978 เขานำเก้าอี้ Wassily Chair ของ Marcel Breuer มาออกแบบใหม่ด้วยการเติมลวดลายลงไปบนแผ่นหนัง และยังไปทำสีเก้าอี้ Universale Chair ของ Joe Colombo ใหม่ให้เป็นลายหินอ่อน

ในปี ค.ศ.1980 เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของนักออกแบบและตั้งสมมุติฐานในเรื่องรสนิยม Mendini ได้จัดนิทรรศการชื่อ The Banal Object series เข้าร่วมในเทศกาล Venice Biennale โดยนิทรรศการดังกล่าวประกอบไปด้วยของใช้ในชีวิตประจำวันที่เขานำมาใส่สีสันและลวดลายใหม่

ผลงานชิ้นสำคัญในนิทรรศการได้แก่ เก้าอี้ Proust Chair (1978) ซึ่ง Mendini ออกแบบโดยอ้างอิงถึง Marcel Proust นักเขียนที่ใช้งานเขียนโต้แย้งความคลุมเคลือของเส้นแบ่งระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ด้วยแนวคิดเดียวกันนั้น Mendini จึงทำเก้าอี้ที่มีรูปทรงแบบ Louis XV แต่กลับวาดลายภาพ Impressionist ลงบนพื้นผิวของเก้าอี้

Mendini ใช้สิ่งพิมพ์ ของใช้ และสถาปัตยกรรม เป็นสื่อในการเผยแพร่และทดสอบปรัชญาการออกแบบของเขาตลอดมา ในช่วงทศวรรษที่ 70s และ 80s เขาได้ทำงานเป็นบรรณาธิการให้กับนิตยสารด้านการออกแบบหลายเล่ม เช่น Casabella, Domus และ Modo (Mendini เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Modo)

ในส่วนของการออกแบบเชิงพาณิชย์ Mendini เคยทำงานให้กับบริษัทหลายแห่ง ตั้งแต่ Alessi, Swatch ไปจนถึง Phillips ผลงานของเขามักมีหน้าตาประหลาดแต่กลับได้รับความนิยมสูง ยกตัวอย่างเช่น ที่เปิดขวดไวน์รุ่น Anna G (1994) ของบริษัท Alessi (ที่มีรูปร่างเหมือนผู้หญิงใส่กระโปรง) ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ออกแบบที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20

นอกจากผลงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว Mendini ยังทำงานเป็นสถาปนิกด้วย (ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสาขาวิชาที่เขาเล่าเรียนมา) เขาและน้องชายร่วมกันตั้งบริษัทสถาปนิก Atelier Mendini ขึ้นในปี ค.ศ.1989 โดยมีผลงานที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น หนึ่งในนั้นคืองานออกแบบสถาปัตยกรรมของ Groninger Museum (1994) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

ผลงานเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีและปรัชญาการออกแบบทำให้ Mendini ได้รับรางวัล Compasso d'Oro* ในปี ค.ศ.1979 และ Studio Alchimia ที่เขาก่อตั้งขึ้นก็ได้รับรางวัลเดียวกันนี้อีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1981 ในสาขาการออกแบบที่เน้นการทำวิจัย

*Compasso d'Oro คือ รางวัลแรกของโลกที่มอบให้แก่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้มีผลงานเป็นเลิศ ซึ่ง Gio Ponti และ Alberto Rosselli เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ 1954____ประเทศอิตาลี รางวัลอันทรงเกียรตินี้ได้รับการรับรองจากสภานักออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งประเทศอิตาลี_หรือ_ Associazione_per_il_Disegno_Industriale (ADI) นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 เป็นต้นมา

รวบรวมโดย ณัฎฐิณี กาญจนาภรณ์



« Back to Result

  • Published Date: 2009-07-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป