Articles

« Back to Result | List

Design Icon: แดเนียล ลิเบอสกินด์ (Daniel Libeskind)

เรียบเรียง: ณัฎฐิณี กาญจนาภรณ์

pic_daniel-libeskind.jpg

“สถาปัตยกรรมเป็นเสมือนงานศิลปะที่ต้องการสื่อสารสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”

Daniel Libeskind เกิดเมื่อปี ค.ศ.1946 ในประเทศโปแลนด์ เป็นสถาปนิกที่เชื่อในการสร้าง “สถานที่” (หรือ place) มากกว่าการสร้าง “อาคาร” (หรือ building) Libeskind ต้องการให้อาคารที่เขาออกแบบ เป็นผู้เล่าเรื่องราวของสถานที่นั้น ๆ แทนที่จะบอกถึงอัตลักษณ์ของตัวสถาปนิกผู้ออกแบบ ผลงานของเขาล้วนแล้วแต่เป็นอาคารเพื่อสาธารณชน ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นพิพิธภัณฑ์ Jewish Museum (1989-1999) ในเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี

Libeskind ชนะการประกวดแบบพิพิธภัณฑ์ของชาวยิว หรือ Jewish Museum เป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานสถาปนิกของเขา Jewish Museum คือ พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของความสูญเสีย ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของคนยุโรป โดยชีวประวัติของ Libeskind เองนั้นก็ไม่ต่างจากชาวยิวผู้สูญเสียเลย เขาเป็นคนยิวที่เกิดในประเทศโปแลนด์ ครอบครัวของเขาต้องอพยพหนีสงครามล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เขายังเด็ก Libeskind พบว่า เขาสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปหลายคนจากสงครามครั้งนั้น

Jewish Museum เป็นอาคารที่มีรูปทรงซิกแซก มีอาคารหลังใหม่ตั้งเป็นจุดเด่นอยู่ข้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลังเก่า อาคารนี้ไม่มีทางเข้าจากด้านนอก ทางเข้า Jewish Museum จะอยู่ในอาคารหลังเก่า และต้องลงบันไดไปใต้ดิน ภายในอาคารเต็มไปด้วยทางเดินที่แคบสูง ว่างเปล่า และข้อมูลประวัติศาสตร์กว่าสองพันปีของคนยิวที่อยู่ในเยอรมันนี ส่วน Holocaust Tower เป็นห้องที่ว่างเปล่า มืด แคบ และสูงมาก มีเพียงแสงที่ส่งผ่านช่องเล็กๆ ที่อยู่ไกลสุดเอื้อมเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น Libeskind ใช้ห้องๆ นี้ เพื่อสื่อถึงชาวยิวจำนวน 6 ล้านชีวิต ที่ต้องตายในสงคราม Holocaust ครั้งนั้น

การสร้าง Jewish Museum เต็มไปด้วยความยากลำบาก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 10 ปี เปลี่ยนรัฐบาลไปถึง 6 ชุด เปลี่ยนชื่อของพิพิธภัณฑ์ไป 5 ครั้ง เปลี่ยนผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ไป 4 คน เปลี่ยนบริษัทรับทำหน้าต่างไป 3 บริษัท เปลี่ยนผนังไปสองด้าน ทำลายกำแพงเบอร์ลิน (เพื่อเชื่อมเยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตก) ไป 1 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเสียใจกับการสร้าง Jewish Museum นี้เลย โดยในช่วง 2 ปีก่อนที่ Jewish Museum จะเปิดตัวนิทรรศการแรกนั้น มีคนมากมายที่เดินทางไปเบอร์ลินเพื่อชมอาคารสถาปัตยกรรมแห่งนี้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงอาคารว่างเปล่าก็ตาม

ไม่นาน Libeskind ก็กลายเป็นสถาปนิกชื่อดังระดับโลก เขามีสำนักงานสถาปนิกในเบอร์ลิน ที่มีผู้ร่วมงานถึง 40 คน ที่สำคัญ Libeskind ไม่เคยหยุดที่จะส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดแบบ ต่อมา เขาก็ชนะการประกวดแบบการวางผังและออกแบบ Ground Zero ในเมืองนิวยอร์คอีกครั้ง (Ground Zero คือ อนุสรณ์สถานของเหตุการณ์รุนแรงจากการก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001) และยังชนะการประกวดแบบการต่อเติมพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert Museum ในเมืองลอนดอนอีกด้วย ผลงานสองชิ้นนี้ทำให้ Libeskind ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปนิกผู้มองการณ์ไกลมาก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกกลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โจมตีว่า เป็นผลงานที่ไม่สามารถสร้างได้จริง

ดูเหมือนว่า Libeskind จะไม่คิดว่า ตนเองเป็นสถาปนิกที่ทำงานเชิงพาณิชย์สักเท่าไร เขาชนะการประกวดแบบอีกครั้งให้กับห้างสรรพสินค้าในเมือง Brunnen ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (ค.ศ.2001) เขาได้ออกแบบห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ให้มีการใช้งานในลักษณะทั่วๆ ไป คือมีโรงภาพยนตร์ ร้านค้า และโรงแรม แต่สิ่งที่เขาหวังมากไปกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนทัศนคติของคนที่จะมาจับจ่ายซื้อของ โดยเขากล่าวว่า ห้างฯ นี้จะไม่เหมือนที่อื่นๆ การจับจ่ายสินค้าจะเป็นเรื่องรอง แต่ผู้คนจะมาเดินเล่นเสมือนว่ามันเป็นพื้นที่สาธารณะของพวกเขาเอง อาคารห้างสรรพสินค้าดังกล่าวถูกแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มย่อยๆ และตัดผ่านถนนอันยุ่งเหยิง โดยคนที่เดินอยู่ด้านในจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองและชนบทที่ห่างออกไปได้

Libeskind เชื่อว่าสถาปัตยกรรมในอดีตถูกสร้างขึ้นเพื่อคนที่มีอำนาจและมีเงินตลอดมา เขาจึงคิดอยากเปลี่ยนงานสถาปัตยกรรมให้เป็นของสาธารณชนจริงๆ ดูบ้าง




« Back to Result

  • Published Date: 2009-08-03
  • Resource: www.tcdcconnect.com