Articles

« Back to Result | List

ประวัติย่อของ Design Thinking ตอนที่ 1 : ภาคทฤษฎี

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ยุคแรกเริ่ม (1960s-1980s) วิถีการออกแบบในยุค 60s ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะทางแนวคิดที่ว่าด้วยเรื่อง “กระบวนการออกแบบ” (Design Process) และ “วิธีคิดในการออกแบบ” (Design Thinking) ในยุคต่อๆ มาทั้งหมด นักคิดหัวก้าวหน้าในยุคนี้ก็มีเช่น Horst Rittel, Herbert Simon, และ Victor Papanek ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนนำเสนอ “ทฤษฎีรากฐานทางการออกแบบ” ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดก็ยังคงไว้ซึ่งอิทธิพลใหญ่หลวงต่อวิธีคิดในการออกแบบของยุคปัจจุบัน

1. Herbert Simon : ดีไซน์คือวิทยาศาสตร์

DTH-Herbert-Simond.jpg

ถ้าคุณเคยได้ยินใครอธิบาย “การออกแบบ” ว่าหมายถึง กระบวนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมประดิษฐ์ (Man-made) ให้น่าพึงพอใจยิ่งขึ้นแล้วล่ะก็ คุณแน่ใจได้เลยว่าเขาคนนั้นได้น้อมนำแนวคิดมาจากนาย Herbert Simon คนนี้ 

Herbert Simon เชื่อว่าโลกปัจจุบันคือส่วนผสมของ “ทักษะความชำนาญ” และ “ความเฉลียวฉลาด” และทุกสิ่งที่เราเห็นบนโลกก็เกิดขึ้นจากฝีมือการสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าใครรู้สึกว่าทฤษฎีนี้โดนใจจะลองไปหาหนังสือ The Sciences of the Artificial ของ Herbert Simon มาอ่านเพิ่มเติมดูก็ได้ เพราะเขาวิเคราะห์ถึง “โลกประดิษฐ์ที่มนุษย์เป็นผู้ออกแบบ” ได้อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นทางจิตวิทยาไปจนถึงประเด็นทางเศรษฐศาสตร์เลยทีเดียว

DTH-braincomp.jpg

i think therefore i compute

ในบทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ Herbert Simon กล่าวว่าสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ “สมอง” ของมนุษย์เอง เขาพยายามเปรียบเทียบการทำงานสมองของกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อจะนำไปสู่บทสรุปที่ว่า “ความฉลาดนั้นมีขีดจำกัด” ดังนั้นเป้าหมายในการออกแบบทั้งปวงจึงเป็นไปเพื่อ “ความพึงพอใจ” ของมนุษย์เท่านั้น ในโลกปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอันใหญ่หลวง Herbert Simon เน้นว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การออกแบบและการแก้ปัญหาใดๆ ประสบความสำเร็จ ก็คือ ความเข้าใจที่ตรงกันของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย นอกจากนั้นเขายังเชื่อว่า “เป้าหมาย” ของการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในลักษณะนี้จะต้องเป็นอะไรที่ “เปิดกว้าง” และ “พัฒนาเติบโตได้เรื่อยๆ”

ดังนั้นแล้วจึงไม่มีคำว่า “คำตอบสุดท้าย” ในกระบวนการออกแบบเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

2. Horst Rittel : ผู้บัญญัติคำว่า “Wicked Problem” (ปัญหาพยศ) ในการออกแบบ

DTH-Horst Rittel.jpg
นักนโยบายและนักออกแบบส่วนใหญ่มักเรียกข้อปัญหาหรือโจทย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนมากๆ ว่า “Wicked problem” (ปัญหาพยศ) คำๆ นี้ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกโดยนาย Horst Rittel (และ Melvin M. Webber) ซึ่งแต่เดิมนั้นเขาหมายถึงข้อปัญหาในเชิงนโยบายเท่านั้น มิได้รวมถึงโจทย์เชิงรูปแบบหรือฟังก์ชั่นแต่อย่างใด

Rittel และ Simon ดูจะมีกรอบความคิดที่คล้ายคลึงกัน เห็นชัดเมื่อ Rittel อธิบายถึงลักษณะของ Wicked problem ว่า “มีความไม่แน่นอน มีลักษณะเฉพาะตัว และไม่มีทางออกสุดท้ายที่แน่ชัด” นอกจากนั้นเขายังกล่าวด้วยว่า “การแก้ปัญหาหนึ่งๆ ให้แล้วเสร็จก็คือการเปิดฉากให้กับปัญหาลำดับต่อๆ ไป ซึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ ไม่มีใครตัดสินได้แน่นอนหรอกว่า คำตอบใดถูก หรือคำตอบใดผิด” 

DTH-traditionalsolution.jpg

The (closed) design process we use today


อย่างไรก็ดีทรรศนะของ Rittel ขัดแย้งกับ Simon อยู่เล็กน้อยตรงที่เขาไม่เชื่อว่า “วิทยาศาสตร์” จะสามารถแก้ปัญหาปลายเปิดที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ Rittel เชื่อว่า Wicked problem ทุกๆ อันมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้นมันจึงต้องการ “วิธีการแก้ปัญหา” ที่เฉพาะตัวมากๆ 

DTH-evolvingsolutiontiff.jpg

The process that we should be using for complex problems


คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าปัจจัยความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนในปัญหาต่างๆ ก็คือ ต้นตอที่นำมาสู่การพัฒนาแนวคิดด้าน Design Thinking ในปัจจุบันนั่นเอง

3. Victor Papanek : ปรมาจารย์คนแรกของการออกแบบเพื่อความยั่งยืน 

DTH-Victor-Papanek.jpg

ก่อนที่นาย Al Gore จะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกด้วยภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth นักออกแบบอุตสาหกรรมนามว่า Victor Papanek คือผู้ที่ทุ่มเทผลักดันให้งานออกแบบแสดงบทบาทในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน หนังสือ Design for the Real World: Human Ecology and Social Change ของ Papanek (ตีพิมพ์ครั้งแรกในปีค.ศ.1972) ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะสุดยอดตำราแห่ง “การออกแบบเพื่อความยั่งยืน” มาจนทุกวันนี้

ในหนังสือเล่มนี้ Papanek แสดงจุดยืนว่า
“โลกแห่งการออกแบบนั้นมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นประเด็นหลัก แต่ที่น่าเศร้าคือบทบาทในเชิงจริยธรรมนี้กำลังถูกละเลยไป นักออกแบบส่วนมากมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความต้องการชั่ววูบของผู้บริโภค ในขณะที่ความต้องการที่จริงแท้ในระยะยาวกลับไม่มีใครสนใจ”

แนวคิดข้างต้นได้นำมาสู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ทั้งทางด้าน Service Design, Human Centered Design, และอื่นๆ ในปัจจุบัน นอกจากนั้นหนังสือของ Papanek ยังแสดงทรรศนะต่อคำว่า “นวัตกรรม” (Innovation) ว่าหมายถึง “ผลลัพธ์ของการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย” (Simplifying complexity) ซึ่งในกระบวนการนี้จะต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ องค์ความรู้ และสัญชาตญาณประกอบกัน

เครดิตข้อมูลและภาพ : Stefanie Di Russo, http://ithinkidesign.wordpress.com

อ่านต่อ
ตอนที่ 2 ประวัติย่อของ Design Thinking : ภาคทฤษฎี



« Back to Result

  • Published Date: 2013-01-23
  • Resource: www.tcdcconnect.com