Articles

« Back to Result | List

ประวัติย่อของ Design Thinking ตอนที่ 2 : ภาคทฤษฎี (ต่อ)

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ยุคที่สอง (1980s-1990s)
หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งสำคัญในยุคแรก ทฤษฎีการออกแบบก็เข้าสู่ช่วงของการ “ค้นหาตัวตน” อีกครั้ง นักทฤษฎีทั้งหลายเริ่มตั้งคำถามต่อแง่มุมเชิงลึกของการออกแบบ อาทิเช่น ความสร้างสรรค์คืออะไร สัญชาตญาณสำคัญแค่ไหน ฯลฯ จะเห็นว่านักทฤษฎีสำคัญในยุคนี้ล้วนเป็นผู้ที่เรายังคงได้ยินชื่ออยู่เสมอๆ (อาจเพราะหลังจากยุคของการคิดวิเคราะห์และการหาเหตุผลเชิงลึกนี้แล้ว ทฤษฎีการออกแบบก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นนัยสำคัญมากนัก)

1. Nigel Cross: ผู้เชื่อมั่นในสัญชาตญาณ

dt2-1.jpg

หากเราลองแทนคำว่า “งานออกแบบ” ด้วยคำว่า “จิตวิญญาณ” แล้วล่ะก็ เราอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า Nigel Cross คนนี้เป็นหนึ่งใน “ฮิปปี้รุ่นสุดท้าย” ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลก
Nigel มองกระบวนการออกแบบว่าเป็นเรื่องของความพิเศษเฉพาะตน สัญชาตญาณ และทักษะที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูด นอกจากนั้น เขายังเชื่อว่างานออกแบบมีความเป็น “คราฟท์” ซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้โดยอิสระ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้แขนงอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... “วิทยาศาสตร์”

“เราเดินมาถึงจุดที่เรารู้ว่าดีไซน์ไม่ใช่ภาพสะท้อนหรือผลผลิตของวิทยาศาสตร์ และในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องของศิลปะที่ลึกลับอธิบายไม่ได้ด้วย ดีไซน์มีเหตุผล มีวัฒนธรรม และมีวิถีของมันเอง ซึ่งนักออกแบบจะรู้ได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการรู้ และเขาจะรู้มันได้ด้วยวิธีการหรือหนทางใด”

Nigel Cross เชื่อว่า “ตัวนักออกแบบ” คือหัวใจที่สำคัญที่สุดในกระบวนการออกแบบ และ “มันสมองอันสูงส่ง” ของนักออกแบบก็คือสิ่งที่จะกำหนดชะตาของงานออกแบบทั้งหมดได้ (ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ “สัญชาตญาณ” เฉพาะบุคคลล้วนๆ)

dt2-2.jpg
 
แม้จะเชื่อในเรื่องสัญชาตญาณอย่างยิ่งยวด แต่ในยุคต่อๆ มา Cross เองก็เริ่มเล็งเห็นว่า “การก้าวกระโดดของความสร้างสรรค์” (Creative Leap) นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับมนุษย์คนอื่นๆ ในโลก (ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นนักออกแบบ) เขาได้ค้นพบว่าแท้จริงแล้ว วิธีคิดในการออกแบบ หรือ Design Thinking เป็นเรื่องของการสร้างสะพานเชื่อมโยงความคิด (Creative bridges) ที่อาจจะอาศัยการหยิบยืมองค์ความรู้ การคิดเชิงเปรียบเทียบ ฯลฯ เข้ามาช่วยได้เช่นกัน  

ใครๆ ก็สร้างสะพานข้ามเหวได้

dt2-3.jpg
2. Richard Buchanan: ผู้ทำให้คำว่า Wicked Problem เป็นที่รู้จักทั่วไป

dt2-4.jpg
“Wicked Problems in Design Thinking” คือ หัวข้องานเขียนของ Buchanan (ในปีค.ศ.1992) ที่ช่วยผลักดันคำว่า “wicked” และ “design thinking” เข้าสู่กระแสหลักของวัฒนธรรมการออกแบบ เช่นเดียวกับนักทฤษฎีหลายคนในยุคนี้ Buchanan ก็คืออีกคนหนึ่งที่ต่อต้านการผูกโยง “งานออกแบบ” เข้ากับ “วิทยาศาสตร์” เขามีมุมมองต่อ Design Thinking ว่าเป็นเหมือน Liberal Art (ศิลปศาสตร์) ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย และสามารถถูกใช้งานในฐานะ “Insight” (ข้อมูลความเข้าใจ) ในการแก้ไขปัญหาพยศต่างๆ ในสังคม (Wicked problems) ได้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้งานเขียนของ Buchanan มีอิทธิพลอย่างมากมายในยุคนี้น่าจะเป็นเพราะการที่เขาเชื่อมโยง Design Thinking เข้ากับเรื่องนวัตกรรม (Innovation) โดย Buchanan เชื่อว่า Design Thinking นั้นเป็นแนวคิดที่มีลักษณะ multidisciplinary (ประกอบขึ้นจากศาสตร์ที่หลากหลาย) และจะพบได้เสมอๆ ในการทำงานของศาสตร์ 4 ด้าน อันได้แก่
1) Symbolic & visual communication: การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และภาพ (= Graphic design ในปัจจุบัน)
2) The design of material objects: การออกแบบสิ่งที่เป็นวัตถุ (= Product design ในปัจจุบัน)
3) Acitivities & organized services: การจัดการกิจกรรมและงานบริการ (= Service design ในปัจจุบัน)
4. The design of complex systems or environments for living, working, playing and learning: การออกแบบระบบหรือสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนของการอยู่อาศัย การทำงาน การละเล่น และการเรียนรู้ (= Policy/Urban planning design ในปัจจุบัน)

นอกจากนั้น หากคุณเคยได้ยินถึงการแบ่งประเภทงานออกแบบออกเป็นระดับขั้น (จาก 1.0 – 4.0) ตามความเชื่อมโยงกับชีวิตมนุษย์ (แนวคิดของ Humantific – บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบและนวัตกรรม) ก็ให้รู้ไว้เลยว่ามันคือการตีความที่ต่อเนื่องมาจากทฤษฎีของนาย Richard Buchanan คนนี้นี่แหละ

dt2-5.jpg

3. Donald Schön: ให้มองรูปที่กรอบรูป

dt2-6.jpg
Donald Schön คือสุดยอดนักคิดที่นักวิจัยด้านการออกแบบส่วนใหญ่โปรดปราน เช่นเดียวกันกับนักทฤษฎีร่วมรุ่นคนอื่นๆ หนังสือ The Reflective Practitioner ของเขามีมุมมองที่หักล้างอย่างรุนแรงต่อแนวคิดที่ว่า “งานออกแบบจำเป็นต้องผูกโยงเข้ากับวิทยาศาสตร์เสมอ” Schön กล่าวชัดว่า ด้วยกระบวนการคิดและการอธิบายที่มีเหตุมีผลในตัวเอง งานออกแบบถือเป็นศาสตร์อีกประเภทหนึ่งซึ่ง “มีลักษณะเฉพาะ” และ “ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับชุดความรู้อื่นใด”

dt2-7.jpg

ความโดดเด่นของ Schön คือเขาไม่ได้สนใจที่จะวิเคราะห์ถึงรายละเอียดในกระบวนการออกแบบ หากแต่ต้องการจะสร้าง “กรอบและบริบทที่ชัดเจน” ให้กับปัญหาหนึ่งๆ มากกว่า เขาอธิบายว่า “Problem setting” คือองค์ประกอบสำคัญที่จะผูกโยงกระบวนการออกแบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งหากนักออกแบบคนไหนหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ เขาคนนั้นก็จะสามารถรู้ซึ้งถึงปัญหา และสามารถระบุวิธีการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“เมื่อใดที่โครงหรือบริบทมีความชัดเจนแน่นอน เมื่อนั้นทางออกหรือหนทางแก้ปัญหาก็จะปรากฏขึ้นเอง แต่ถ้าโครงหรือบริบทยังคงสับสน ขัดแย้ง และไม่แน่นอน นั่นก็เท่ากับว่าเรายังไม่มีข้อปัญหาจริงๆ ให้แก้”

(Note: ปัญหาที่ยังสับสน ขัดแย้ง และไม่มีทางออกอันแน่ชัด ในความหมายของ Schön ก็คือสิ่งที่นักทฤษฎีท่านอื่นเรียกว่า Wicked Problem นั่นเอง)

อย่างไรก็ดี ในขณะที่นักทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชอบที่จะแยกแยะกระบวนการออกแบบเป็นขั้นๆ Schön กลับเชื่อในการเก็บรักษาความลึกลับและธรรมชาติที่แท้ของการออกแบบไว้ให้มากที่สุด

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงโฟกัสแค่ที่การกำหนดกรอบของปัญหา แต่ไม่ลงลึกถึงการพิจารณาหาวิธีแก้ใดๆ ในทันที

What now?
ดูเหมือนว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “สัญชาตญาณตามธรรมชาติ” และ “เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์” จะยังคงเป็นสิ่งที่นักทฤษฎีด้านการออกแบบโต้เถียงกันได้ไม่หยุดหย่อน (ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน) ซึ่งอันที่จริงแล้วสำหรับการออกแบบสร้างสรรค์บางประเภท (อาทิเช่น Graphic Design) การพึ่งพาสัญชาตญาณก็อาจจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม แต่สำหรับโจทย์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนซึ่งส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากแล้ว (Wicked problem) สัญชาตญาณของใครคนใดคนหนึ่งก็คงช่วยอะไรมากไม่ได้จริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้คุณคงเริ่มมองเห็นแล้วว่า “Design Thinking” (หรือวิธีคิดในการออกแบบ) ไม่ใช่ทฤษฎีที่แปลกใหม่อะไรขนาดนั้น มันเป็นสิ่งที่โลกเราได้พูดถึงกันมากว่า 50 ปีแล้ว แต่เรื่องของเรื่องก็คือ สังคมในวงกว้างเพิ่งจะพร้อมที่จะเปิดรับและเล็งเห็นถึงบทบาทความสำคัญของมัน

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า ณ นาทีนี้ สังคมของเรากำลังจะได้สัมผัสกับ “กระแสใหม่” ในโลกการออกแบบ “Design Thinking” กำลังจะถูกพัฒนาต่อยอดและถูกประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ใหม่ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งวิวัฒนาการขั้นต่อไปของพวกเราก็คือการเรียนรู้ที่จะวัดคุณค่าของ “ผลลัพธ์” ที่เกิดจาก Design Thinking นี้

เครดิตข้อมูลและภาพ :
Stefanie Di Russo http://ithinkidesign.wordpress.com


อ่านต่อ ตอนที่ 3 ประวัติย่อของ Design Thinking : Design Thinking ในปัจจุบัน


« Back to Result

  • Published Date: 2013-02-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com