Creative Knowledge

« Back to Result | List

ประวัติย่อของ Design Thinking ตอนที่ 3 : Design Thinking ในปัจจุบัน

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล 
 
เพื่อให้เข้าใจถึงภาพรวมวิวัฒนาการ รวมถึงช่วงเวลาสำคัญๆ ที่ Design Thinking ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในฐานะ “เครื่องมือ” “วิธีการ” หรือ “วิธีคิด” ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ (ตั้งแต่ยุค 1980’s ถึงปัจจุบัน) ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าเส้นทางการพัฒนาองค์ความรู้ชนิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็น “เส้นตรง” (ที่ระบุได้ชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหลัง) หากแต่กรอบวิธีคิดและการใช้งานหลายๆ อย่างล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยกลุ่มคนหลายๆ กลุ่ม และในหลากหลายแวดวงอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด บทความนี้จะพยายามแบ่งช่วงเวลาคร่าวๆ ของระบบวิวัฒนาการ โดยจะไล่เรียงไปตาม “เครื่องมือ” หรือ “วิธีคิด” ที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้วิถีการออกแบบปัจจุบัน

Participatory Design (การออกแบบโดยให้ผู้อื่นมีส่วนร่วม)
ในช่วงต้นของวิวัฒนาการ วิธีคิดและกรอบการทำงานในลักษณะนี้ถูกนำมาใช้มากในสายงาน Urban Planning (การออกแบบผังเมือง) จากนั้นจึงค่อยๆ แพร่ขยายสู่ศาสตร์สาขาอื่น และถูกบัญญัติเป็นชื่อกลางว่า “Participatory Design” ในที่สุด ซึ่งหากเราขุดค้นกันจริงๆ ประวัติความเป็นมาของแนวคิดนี้สามารถเชื่อมโยงกลับไปได้ถึงยุคของ Plato เลยทีเดียว เพราะหากจะว่าไป “กระบวนการคิดและตัดสินใจร่วมกันกับผู้อื่น” มันก็คือรากเหง้าของสังคมประชาธิปไตยที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้นั่นเอง

thing1.jpg
Plato มักจะขอคำปรึกษาจากมวลชนของเขาอยู่เสมอๆ

กดปุ่มฟาสท์ฟอร์เวิร์ดจากยุคของ Plato มาที่ยุค 1960’s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกการออกแบบเริ่มเปิดประตูให้กับแนวคิดและทฤษฎีใหม่ๆ (อันเป็นบ่อเกิดของ Design Thinking)

กดปุ่มฟาสท์ฟอร์เวิร์ดจากยุคของ Plato มาที่ยุค 1960’s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกการออกแบบเริ่มเปิดประตูให้กับแนวคิดและทฤษฎีใหม่ๆ (อันเป็นบ่อเกิดของ Design Thinking)

แรกเริ่มนั้น Participatory Design ก้าวสู่ความสนใจในแวดวงการวิจัยก่อน (ขณะนั้นเรียกกันว่า Scandinavian approach) ซึ่งแนวคิดหลักของมันก็หมายถึงการที่ฝ่ายวิจัยและออกแบบได้เปิดรับ “ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย” ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาโครงการหรือผลิตภัณฑ์ (ในช่วง prototyping) กระทั่งในช่วงปลายยุค 60s เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอีก แนวคิด Participatory Design ก็ได้ถูกนำมาใช้ในงานพัฒนาระบบ หรือ “Systems design” ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นกระบวนการที่ใช้แต่ทีมวิศวกรเท่านั้น ต่อเนื่องมาจนถึงยุค 1980s Participatory Design ก็ได้หลอมหลวมเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่อย่าง Interaction Design อีกครั้ง มีการหยิบยืมเทคนิคจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้มากมาย อาทิเช่น Usability testing, Mock-ups, Prototyping ไปจนถึง Role playing

thing2.jpg
The timeline of Participatory Design

จุดอ่อนของ Participatory Design
อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของ Participatory Design ก็คือการที่ (ในท้ายที่สุดแล้ว) มันไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ของผู้บริโภค” (User Experience) เท่าที่ควร หัวใจของมันเน้นหนักอยู่แค่เรื่อง “Usability” (ความสามารถในการใช้งาน) จนกระทั่งละเลยเรื่องของ “อารมณ์ความรู้สึก” ไปจนหมด

thing3.jpg

เพื่อจะผ่าทางตันอันนี้ วงการออกแบบยุคต่อมาจึงเริ่มพูดถึงวิธีการใหม่ๆ อย่าง Co-design หรือ Collaborative design โดยพวกเขามีความมุ่งหวังที่จะยกระดับ “ผู้ใช้ตัวจริง” (หรือ End-user) ที่ไม่มีปากมีเสียง ให้เข้าสู่ฐานะความเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ” ให้ได้มากที่สุด

User-Centered Design (การออกแบบโดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง)
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูงในการเชื่อมโยง “ผู้ใช้” เข้ากับกระบวนการออกแบบคือนักทฤษฎีนามว่า Donald Norman เขาผู้นี้ได้พลิกนิยามของ Participatory Design และตั้งชื่อใหม่ให้กับมันว่า “User-Centered Design” ภายใต้แนวคิดนี้ Norman ได้ลดบทบาทของ “Usability” (ในกระบวนการ User testing) ลงและหันไปให้ความสำคัญกับ “ความต้องการ” และ “ความพึงพอใจ” ของผู้ใช้แทน (User’s need & User’s interest)

Donald Norman พยายามทำให้ทั้งกระบวนการ Participatory Design และ System Design มีความเป็นมนุษย์ (Humanized) มากขึ้นด้วยวิธี “ทำให้ทุกรายละเอียดมองเห็นได้ชัดเจน” ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้ธรรมดาทั่วไปสามารถระบุข้อบกพร่อง (Errors) และเสนอหนทางแก้ไขได้ด้วยตัวเขาเอง

thing4.jpg
Donald Norman ผู้ให้กำเนิดแนวคิด User-Centered Design

อีกความต่างสำคัญระหว่าง Participatory Design และ User-Centered Design ก็คือการที่ User-Centered Design กำหนดให้ผู้ใช้เป็น “หัวใจ” ของกระบวนการออกแบบและพัฒนาอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงว่า “User Experience” (ที่ได้จากการวัดผลความพึงพอใจของผู้ใช้) ได้ก้าวขึ้นมามีความสำคัญมากกว่า “User Testing” (ที่เน้นแค่การสังเกตประสิทธิภาพการใช้งานโดยผู้ใช้) นั่นเอง

thing5.jpg
ความแตกต่างระหว่าง Participatory Design และ User-Centered Design

Service Design (การออกแบบบริการ)
Service Design หรือ “การออกแบบบริการ” คือแนวคิดที่เพิ่งจุติขึ้นในช่วงหลังการเปลี่ยนผ่านสู่สหัสวรรษใหม่ โดยมันได้ผสมผสานแนวคิดของ Participatory Design และ User-Centered Design เข้าด้วยกัน รวมทั้งเชื่อมโยงศาสตร์การออกแบบ “ผลิตภัณฑ์” (Product) “สภาพแวดล้อม” (Environment) “ประสบการณ์” (Experience) และ “ปฏิสัมพันธ์” (Interaction) เข้าหากันทั้งหมด

Lucy Kimbell และนักวิชาการด้านการออกแบบอีกหลายท่านได้นำเสนอ “มุมมองใหม่” ให้กับโลกของการพัฒนาธุรกิจ จากวิธีคิดเดิมๆ ที่ว่า “เราสร้างสินค้าตัวหนึ่งขึ้นมา เสร็จแล้วก็เอาไปทดสอบกับหนูทดลอง (ผู้ใช้) ถ้าหนูทดลองกลุ่มนี้ดูจะใช้งานมันได้ก็เป็นอันจบเรื่อง” มาสู่แนวคิดใหม่ที่ว่า “เราควรต้องรับรู้ว่าผู้บริโภค ใช้ หรือ ทำอะไร กับสินค้าและบริการของเรา อาทิเช่น เขาใช้มันอย่างที่เราคาดคิดไว้รึเปล่า เขาแฮปปี้กับวิธีการที่เขาใช้มันอยู่หรือไม่ เขามีประสบการณ์อย่างไรกับมันบ้างตั้งแต่ต้นจนจบ ฯลฯ”

มุมมองเช่นนี้ถือเป็นบันไดอีกขั้นของ Design Thinking ที่มากไปกว่าเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้ หัวใจสำคัญของมันได้เคลื่อนมาอยู่ที่ความเข้าใจต่อการ(ถูก)ใช้งาน รูปแบบปฏิสัมพันธ์ และวิถีความเป็นไปของผลิตภัณฑ์หรือบริการหนึ่งๆ (ทั้งในบริบทของผู้ใช้และสังคมแวดล้อม) นับตั้งแต่วินาทีแรกที่มันถูกนำเสนอจากฝ่ายผลิต ไปจนถึงวินาทีที่มันอยู่ในมือผู้บริโภค

thing6.jpg

ภายใต้วิธีคิดของ Service Design เราจะไม่มองสินค้าหรือบริการแยกจากกันอีกต่อไป ทุกสิ่งที่เรานำเสนอจะถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบบริการ” ที่เราสร้างคุณค่าให้กับมันได้ ยิ่งไปกว่านั้น Service Design มีมุมมองต่อคำว่า “User” ว่าหมายรวมถึง บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเส้นทางระบบบริการ ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวผู้ใช้อย่างเดียว

Service Design ได้ประยุกต์ “Holistic Mindset” (กรอบแนวคิดแบบองค์รวม) จากงานวิจัยของ Ezio Manzini (ด้าน Service Marketing และ Meta Design) มาใช้เป็นหัวใจหลัก นอกจากนั้น เครื่องมือและวิธีการทำงานหลายๆ อย่างก็ถูกหยิบยืมมาจากศาสตร์ด้านมานุษยวิทยาและการตลาด

thing7.jpg

ที่สำคัญที่สุด จำไว้ว่า Service Design คืองานออกแบบที่ต้องการ “สร้างความร่วมมือ” กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (All stakeholders) โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีคุณค่าได้อย่างสูงสุด

Human-Centered Design (การออกแบบที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง)
เช่นเดียวกับวิธีคิดอื่นๆ รากฐานของ Human-Centered Design เกิดขึ้นครั้งแรกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการออกแบบระบบ (ในชื่อ Human Centered Interaction) จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 1990s ภาพรวมของแนวคิดนี้จึงได้เคลื่อนโฟกัสจากโลกของ “เทคโนโลยี” มาสู่กรอบความคิดที่เป็น “มนุษย์” มากขึ้น

William B. Rouse อาจารย์และผู้อำนวยการสถาบัน Tennenbaum Institute (Georgia Institute of Technology) ได้ให้คำจำกัดความของ Human-Centered Design ไว้ว่า “หมายถึงการมีบทบาทของมนุษย์ในระบบที่ซับซ้อน…เป็นการยกระดับศักยภาพของมนุษย์เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดหลายๆ อย่าง...และส่งเสริมการยอมรับจากผู้ใช้เป็นสำคัญ” Rouse มองว่า Human-Centered Design มีศักยภาพที่จะแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ในระดับสังคมได้ และคำว่า “User” ของเขาก็เปิดกว้างและเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมอย่างชัดเจนด้วย

thing8.jpg

ตั้งแต่ปีค.ศ.2000 เป็นต้นมา Human-Centered Design ได้เปลี่ยนสถานะจากความเป็น “วิธีการ” (Method) มาสู่สถานะของ “กรอบความคิด” (Mindset) ที่มุ่งหวังจะเพิ่มความเป็นมนุษย์เข้าไปในทุกกระบวนการออกแบบและการแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือ การให้ความสำคัญกับความคิดและความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายนั่นเอง

แผนภาพสรุปความเคลื่อนไหวสำคัญทั้งหมดภายในศาสตร์ Design Thinking ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงยุคปัจจุบัน

thing9.jpg


ประวัติย่อของ Design Thinking ตอนที่ 1 : ภาคทฤษฎี
ประวัติย่อของ Design Thinking ตอนที่ 2 : ภาคทฤษฎี (ต่อ)


« Back to Result

  • Published Date: 2013-03-05
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป