Articles

« Back to Result | List

วินัย ดิษฐจร การถ่ายภาพไม่ใช่แค่กดชัตเตอร์ แต่มันคือการใช้ชีวิต

เรื่อง ชิดสุภางค์ ฉายวิโรจน์ 

Portrait.jpg

แม้ชื่อของ วินัย ดิษฐจร จะไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายชื่อของช่างภาพกระแสหลักของเมืองไทย แต่เขากลับเป็นที่รู้จักดีในบรรดาสำนักข่าวต่างประเทศในฐานะ "พลนำสาร พรานล่าภาพ" ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ออกมาเป็นภาพได้อย่างชัดเจนลึกซึ้งทั้งเนื้อหาและอารมณ์ ด้วยเห็นค่าพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ เขาคือหนึ่งในผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้หากมีความมุมานะมากพอ

จากกระเป๋ารถเมล์ พลทหารราบ ไปจนถึงแรงงานแบกหามที่เรียนจบแค่ชั้นมัธยมสาม ณ วันนี้ วินัย ดิษฐจร คือช่างภาพข่าวที่ทำงานให้กับสำนักข่าวต่างประเทศหลากสำนัก นอกจากการพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนและควันระเบิดเพื่อบันทึกภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศแล้ว วินัยยังเลือกใช้เวลาส่วนที่เหลือถ่ายภาพสารคดีซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก หลายคนอาจจะรู้จักเขาจากภาพชุด
Sea Gypsies ที่ได้รางวัลชนะเลิศจากการประกวดภาพถ่ายของนิตยสารแนชั่นนัล จีโอกราฟิก ฉบับภาษาไทยในปี 2544 คนจำนวนมากมายชื่นชมผลงานของเขา ในขณะที่อีกหลายคนได้แต่ทึ่งที่เขามาถึงจุดนี้ได้โดยที่ไม่เคยเข้าคอร์สเรียนการถ่ายภาพจริงจังเลยสักครั้ง

ได้พบกับกล้องตัวแรกในชีวิตตอนไหน
เรื่องมันยาวมากครับ เมื่อตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นหลายอย่างนะ อยากเป็นนักเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ แล้วก็อยากเป็นช่างภาพเพราะรู้สึกว่าตัวเองมองสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเท่าไหร่ แต่ผมมองว่าการถ่ายภาพเป็นความฝันที่ราคาแพง ตอนนั้นบ้านผมยากจนมาก พอจบม. 3 ผมก็เลยเลิกเรียน แล้วมาทำงานเป็นกระเป๋ารถเมล์อยู่เจ็ดปีก่อนที่จะไปเป็นทหาร เป็นอยู่สักสองปีก็ออกมาเป็นจับกังโรงงานผลิตยาแถวๆ สุขุมวิท ตอนนั้นล่ะครับที่พอได้เงินเดือนมาบ้าง ผมก็เลยคิดว่าความฝันที่จะมีกล้องเป็นของตัวเองก็คงไม่เกินเอื้อมไปนัก ก็เก็บเงินซื้อกล้อง ตอนแรกก็เล็ง Nikon ไว้นะ แต่ไปๆ มาๆ ด้วยเงินที่เรามีก็กลายเป็นได้ Pentax K1000 มือสองซึ่งเป็นกล้องตัวแรกในชีวิต ซื้อมาแล้วก็ถ่ายหมาถ่ายแมวไปเรื่อย เดินกลับบ้านเจออะไรก็ถ่าย แต่ถ่ายเดือนหนึ่งแล้วต้องรออีกเดือนหนึ่งถึงจะเอาไปล้างได้นะ เพราะเงินไม่พอ

แล้วเริ่มมาเป็นช่างภาพได้ยังไง
ด้วยความที่รักการอ่าน วันหนึ่งผมก็ไปเจอประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ เขาหาช่างภาพถ่ายสุนัข ตอนนั้นก็ยังถ่ายรูปไม่ได้เรื่องนะ แต่เขาถามว่าถ่ายได้ไหมก็บอกว่าได้ไว้ก่อน เพราะผมถือคติว่า ขอให้ขาข้างหนึ่งก้าวไปให้ได้ก่อนแล้วอย่างอื่นก็ค่อยไปดิ้นรนกันต่อไป ผมเรียกเงินเดือนต่ำไว้ก่อน เขาเลยให้เข้าไปทำ งานนั้นนับว่าได้ฝึกเยอะ ถ่ายเสร็จก็เอาฟิล์มไปล้างเองเลย ออกค่าล้างเอง ไม่ดีก็ไปถ่ายใหม่ ซึ่งมันก็ดีตรงที่เราควบคุมความผิดพลาดได้ เขาก็จับไม่ได้ว่าเรามั่วเข้ามา ทำอยู่ประมาณสี่เดือนก็คิดว่าถ่ายรูปสุนัขคงไม่ใช่ เลยไปสมัครเป็นช่างภาพนิตยสารท่องเที่ยว Bangkok This Week ที่เจอประกาศในหนังสือพิมพ์เหมือนกัน เขาถามว่าถ่ายสไลด์ได้ไหม เราก็บอกได้ไว้ก่อนแล้วค่อยไปหัดทีหลัง ทำอยู่ที่นี่สักพักก็ออกมาเป็นช่างภาพอิสระถ่ายภาพทิวทัศน์ที่ไม่ค่อยมีใครไปกัน เราก็ขี่มอเตอร์ไซค์ซอกแซกไปเรื่อย ที่ไหนที่ไม่มีถนนเราก็ลุยเข้าไป พออิ่มตัวแล้วก็มาอยู่นิตยสาร Sunday Brunch ของบางกอกโพสต์ คราวนี้มาถ่ายภาพในสตูดิโอ ตอนนั้นก็ไม่เคยใช้ไฟสตูดิโอเลย แต่ก็เอาวะ อยากลอง ก็เลยลองสมัครดู แล้วเขาก็ดันรับด้วย

เรียนรู้ทักษะการถ่ายภาพจากไหน
ระหว่างทางครับ มันดีอย่างตรงที่เราเป็นคนชอบเรียนรู้ ตอนที่ออกจากทหารผมก็ไปสมัครเรียนนอกเวลาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ ก็เรียนบ้างไม่เรียนบ้างแต่เราก็มีสิทธิ์ยืมหนังสือมาอ่านได้ ผมก็ไปห้องสมุดประชาชน ยืมหนังสือถ่ายภาพมาอ่าน เจออะไรดีๆ ก็จดเก็บไว้ในสมุด พอได้ทำงานประจำแล้วมีบัตรเครดิตก็เอาบัตรไปรูดซื้อหนังสือต่างประเทศมาเปิดดู อ่านไม่ออกก็ดูแต่รูปไปก่อน พอมีเวลาก็เอาดิกชันนารีมาเปิด บางทีว่างๆ ก็ถอดเลนส์ออกมาดูว่าข้างในมันมีอะไรบ้างแล้วก็จดไว้ ไม่เคยใช้ไฟสตูฯ เราก็ไปแอบดูช่างภาพกองอื่นว่าเขาเซ็ตไฟกันยังไง ก่อนหน้านั้นตอนทำนิตยสารท่องเที่ยวก็ต้องขวนขวายเยอะ เพราะเราไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย เวลาเขามอบหมายให้ไปถ่ายร้านอาหารไหน ผมก็จะไปลองแสงที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ตรงหน้าปากซอยบ้านก่อน ไปตอนดึกๆ นะ ตอนที่ไม่มีคน ยามหลับเราก็แอบเข้าไป คิดว่าโจทย์จริงน่าจะแสงประมาณนี้ เราก็ลองถ่ายดูแล้วก็เอารูปไปอัด ถ้าใช้ได้เราก็จดค่าไอเอสโอ ค่าชัตเตอร์สปีดไว้ ตอนนั้นเป็นกล้องฟิล์มด้วยครับ ถ้าพลาดก็จบ หรือถ้าถ่ายโรงแรมผมก็บึ่งไปดูสถานที่จริงก่อนเลย ไปคุยกับคนท้องถิ่น ไปดูว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางไหน เอาเข็มทิศวางแล้วก็จดพิกัดไว้ พอวันจริงไปถึงแล้วก็ถ่ายเลย เพราะแสงเมืองไทยไม่เหมือนแถวอเมริกาหรือออสเตรเลีย เรามีเวลาแสงสวยๆ จำกัด

เพราะการเตรียมตัวนี้รึเปล่าที่ทำให้เรารอดมาได้
ด้วยครับ อีกอย่างหนึ่งคือความมีวินัยในตัวเอง พอมีเป้าหมายแล้วก็มุ่งไปหา  ไม่ขี้เกียจ ขยันฝึกแลัวพัฒนาตัวเอง ผมมีแรงผลักดันด้วยล่ะ เราเคยลำบากมาก่อนเราเลยมีแรงกระตุ้นให้ถีบตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา

ชีวิตหันเหมาเป็นช่างภาพข่าวได้อย่างไร
หลังจากบางกอกโพสต์เพราะรู้สึกว่าเราได้เทคนิคพอตัวละ ผมก็ออกเป็นฟรีแลนซ์ถ่ายพอร์ตเทรตกับงานโฆษณา ช่วงนั้นก็เริ่มถ่ายภาพข่าวให้สำนักข่าวอย่างรอยเตอร์ หรือเอพีบ้างแล้ว อยู่มาวันหนึ่งคนจาก EPA (European Pressphoto Agency) ก็ติดต่อเราให้ไปทำงานด้วย ตอนนั้นเขากำลังจะมาเปิดออฟฟิศในเมืองไทย เขาเจอแล้วเห็นว่าเราคงไหวก็เลยจ้าง ช่วงนั้นก็ต้องดิ้นรนมากเพราะเราไม่ได้มาจากสายข่าว ช่างภาพแนวนี้ปกติแล้วจะอาวุโสและเคยทำข่าวมาก่อน เขาก็จะมีอีกาคาบข่าวมาบอก ผมก็ใช้เวลาแทรกซึมอยู่สักพักถึงตามเขาทัน เรื่องลำบากอีกอย่างคือแคปชั่นบรรยายภาพ เพราะภาษาอังกฤษเราก็งูๆ ปลาๆ เขียนผิดก็หลายครั้ง มีครั้งหนึ่งเจ้านายโทรข้ามเส้นศูนย์สูตรมาด่าเลยเพราะเขียนแคปชั่นผิด เราก็อาศัยเรียนรู้จากช่างภาพข่าวคนอื่น ดูว่าเขาใช้คำกันยังไง

แต่ทำได้สักพักก็รู้ตัวว่าเราไม่ชอบงานข่าว มันเหมือนต้องรีบเร่งอยู่ตลอดแถมยังต้องแข่งกับสำนักอื่นตลอดเวลา แต่งานนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่าฝรั่งเขาทำงานกันยังไง เราเองก็เรียนรู้เรื่องการติดต่อประสานงาน ติดต่อแหล่งข่าว หาข่าวเองได้ พอออกมาเป็นฟรีแลนซ์ก็คล่องเลย แทรกซึมในพื้นที่อันตรายได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะเราเคยผ่านมาหมดแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ได้เรียนรู้จากงานนี้คือรู้ว่าภาพข่าวสไตล์เมืองนอกเค้าต้องถ่ายยังไง ตอนทำนิตยสารเราจะติดนิสัยถ่ายเผื่อๆ ไว้ก่อน เผื่อคร็อป แต่พอมาเป็นช่างภาพข่าวคือช็อตเดียวต้องจบ บอกเล่าเรื่องราวได้ และต้องเป็นศิลปะด้วย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าภาพข่าวของเมืองนอกจะมีความเป็นศิลปะอยู่ในตัว แบบว่าหากไม่ได้ใช้ลงข่าวก็เอามาแขวนติดผนังหรือทำเป็นโฟโต้บุ้กได้ ซึ่งผมว่ามันต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความสามารถส่วนตัวประมาณหนึ่งเลยทีเดียว เพราะพอไปอยู่ในสถานการณ์จริง ทุกอย่างรอบตัวจะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่เราต้องจับภาพให้ได้โดยที่อารมณ์ยังคงอยู่ นับว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก แต่ด้วยไม่ชอบกรอบของเวลาก็เลยตัดสินใจลาออก

ออกแล้วไปทำอะไรต่อ
ออกมาก็ยังทำข่าวบ้างเหมือนเดิม แต่เป็นฟรีแลนซ์ก็ไม่เครียด เราก็ยังได้เดินทาง ได้ทำงานเหมือนเดิมแต่มีอิสระมากขึ้น ด้วยความที่ได้ทำงานประจำเป็นนักข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ พอออกมาเป็นฟรีแลนซ์เราก็เลยมีคอนเน็กชั่น ประกอบกับเราไม่กลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ถูกๆ ด้วย ฝรั่งเลยมาติดต่อเยอะ “ออนเอเชีย” (OnAsia) เอเจนซี่รูปถ่ายและภาพข่าวของเอเชียก็มาติดต่อ เขาจะเป็นเอเจนซี่ให้ บางทีผมขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนกรุงเทพฯ อยู่ตอนทุ่มหนึ่งก็มีคนโทรมาว่า “เฮ้ วินัย ว่างไหม ไปถ่ายหาดนี้ที่เกาะพีพีให้หน่อย ส่งงานพรุ่งนี้ก่อนสี่โมงเย็นนะ” พอวางสายปุ๊บผมก็บึ่งรถกลับบ้านเลย โทรจองตั๋วเครื่องบิน คว้ากระเป๋าแล้วก็ออกเดินทาง ไปถึงเราก็หาโรงแรมได้รวดเร็วเพราะเราเคยทำนิตยสารท่องเที่ยวมาก่อน เรามีข้อมูลหมดแล้ว ได้โรงแรมแล้วก็เช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ไปดูซีนที่จะถ่ายก่อน แล้ววันจริงก็ไปถ่ายสบายๆ ส่งงานทัน จริงอยู่ออกจากงานประจำก็อาจจะลำบากขึ้นนิดหน่อย เพราะเมื่อตอนทำงานประจำเขามีตั๋วเครื่องบินให้ คราวนี้ลงไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทีก็นั่งรถสิบสองชั่วโมง ถ่ายสองชั่วโมง นั่งรถกลับอีกสิบสองชั่วโมง แต่พอทำงานอิสระก็ทำให้พอมีเวลาว่างทำสารคดีซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองสนใจมานานแล้ว ทำแบบมีคนจ้างบ้างไม่มีคนจ้างบ้างแต่ก็มีความสุขดี

ทำไมถึงสนใจสารคดี
ผมว่าสารคดีตอบสนองความต้องการของผมหลายอย่าง หนึ่งคือได้เดินทางผจญภัย ผมถือคติว่าการผจญภัยคือการใช้ชีวิตเพียงแต่เปลี่ยนจากการบันทึกภาพทิวทัศน์ที่เราพบเห็นระหว่างทางเป็นบันทึกภาพวิถีชีวิตผู้คนแทน ด้วยความที่ชอบผลักดันตัวเองให้ไปข้างหน้าตลอดเวลาด้วยมั้ง ผมก็เลยคิดว่าประเด็นทางสังคมนี่เองที่ทำให้งานของเรามีความซับซ้อนและมีมิติยิ่งขึ้น สองคือผมสนใจและให้ความสำคัญกับชีวิตคน ผมพยายามมองคนทุกคนให้เหมือนกัน มองข้ามผ่านบริบทของสีเสื้อ การเป็นเหยื่อและอะไรอื่นๆ อย่างเรื่องความไม่สงบในภาคใต้ก็ไม่ใช่จะสำคัญแค่ว่าใครฆ่าใครตาย แต่มันมีเรื่องราวชีวิตของคนอื่นที่ได้รับผลกระทบด้วย เหมือนกับว่ามีภาพใหญ่อยู่ภาพหนึ่งแล้วเราต้องปะติดปะต่อจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นของภาพนั้นเข้าด้วยกันผ่านผู้คนที่เราพบเจอ ภาพของผมจึงมักเน้นให้เห็นใบหน้าและแววตาเพราะนั่นคือสิ่งที่สื่อถึงตัวตนและอารมณ์ของคนออกมาได้มากที่สุด สำหรับผม ภาพถ่ายสารคดีเป็นภาพที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รายงาน แต่เป็นเหมือนเครื่องมือสะท้อนให้เห็นประเด็นต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมด้วย คนชอบถามว่าทำไมผมถึงเลือกทำสารคดีเรื่องโสเภณี ทำไมถึงลงไปทำเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญในสังคมนะ แต่คนอาจจะเลือกที่จะเพิกเฉยหรือไม่สนใจด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นอคติ อาจจะเป็นความโกรธแค้น ภาพถ่ายจึงเป็นเหมือนสื่อที่ตั้งคำถามให้คนตระหนัก แต่ถ้าภาพน่าเบื่อก็ไม่มีใครสนใจจะหาคำตอบอยู่ดี ความท้าทายของการถ่ายภาพแนวสารคดีจึงอยู่ที่การถ่ายทอดสิ่งที่เป็นปัญหาออกมายังไงให้ดูสวยและน่าสนใจพอที่จะตรึงสายตาคนได้ เหมือนเราใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ ซึ่งจริงอยู่ ณ วันนี้สังคมอาจจะรับไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าพอถึงจุดหนึ่งเมื่อคนเริ่มคลายความโกรธ สารที่เราต้องการจะสื่อก็จะไปถึงผู้รับ

ในฐานะช่างภาพ คิดว่าภาพถ่ายมีพลังในการสื่อสารแตกต่างจากตัวหนังสืออย่างไร
ผมมองว่าภาพถ่ายเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้นะ อย่างเวลาเราอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เราก็จะเห็นข้อความที่ผ่านการเรียบเรียง ผ่านกระบวนการผลิตมาแล้ว แต่คนเขียนข่าวก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่จริงก็ได้ แต่ได้ข้อมูลมาแล้วก็เขียนได้แล้ว แต่ถ้าเป็นช่างภาพ เราต้องไปอยู่ที่ตรงนั้น และสิ่งที่น่าเจ็บปวดคือหลายๆ ครั้งเราเห็นอะไรมากมายแต่เราพูดออกมาไม่ได้เพราะสังคมไม่พร้อมที่จะรับ พอไปอยู่สถานที่จริงแล้ว เราเห็นอยู่กับตาว่าเรื่องราวมันไม่ได้มีแค่ขาวดำ ไม่ใช่ใครถูกใครผิด ทุกอย่างมันมีเฉด มีรายละเอียด แต่เมื่อพูดออกมาไม่ได้ ภาพถ่ายก็เป็นเหมือนหลักฐานพิสูจน์ถึงความมีอยู่จริงของสิ่งเหล่านั้น ที่ผ่านมาผมเจอกับเรื่องน่าเศร้ามามาก เจ็บตัวหนักๆ ก็หลายครั้ง ก็มีบ้างที่เหนื่อย ท้อ แต่ก็มีภาพถ่ายนี่ล่ะครับที่คอยเตือนว่าทั้งหมดนั้นมีความหมาย อย่างน้อยที่สุดคือเราก็ได้ใช้ชีวิตคุ้มอย่างที่เราต้องการแล้ว เรียกว่าได้กำไรด้วยซ้ำ ส่วนที่เหลือก็แค่รอเวลาให้ภาพของเราได้มีโอกาสทำหน้าที่สื่อสารต่อไป

ทราบมาว่าคุณเคยเข้าร่วมเวิร์กช้อปภาพถ่ายระดับนานาชาติด้วย ได้ประสบการณ์อะไรกลับมาบ้าง
ครับ ผมได้เข้าร่วมเวิร์กช้อปใหญ่ 3 ครั้ง ครั้งแรกกับ IMMF (Indochina Media Memorial Foundation) ครั้งที่สองคือเวิร์กช้อปของ James Nachtwey และ David Alan Harvey และครั้งที่สามคือเวิร์กช้อปของ World Press Photo อย่างแรกที่ได้คือบรรยากาศการเรียนรู้ ด้วยความที่เรียนมาน้อย ผมก็เลยตื่นเต้นมากที่ทุกคนมารวมตัวกัน แชร์ข้อมูลกัน พูดคุยอภิปรายกัน อีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือวิธีการคิด ช่างภาพที่มาพูดในเวิร์กช้อปแบบนี้เขาจะไม่สอนเรื่องเทคนิค แต่จะสอนว่าเราจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมายังไงให้เหมาะ จะทำ Photo Essay (การเล่าเรื่องด้วยภาพ) ต้องเริ่มจากตรงไหน เหมือนให้เรามองตัวเองว่าเป็น Photo Editor (บรรณาธิการภาพ) มากกว่า Photographer (ช่างภาพ) ครับ ที่นี่เองทำให้ผมได้รู้ว่าช่างภาพเก่งๆ นี่ต้องผ่านการใช้ชีวิตมานานพอสมควร เห็นอะไรมามากจนเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันได้ และผมก็ได้ตระหนักในเวิร์กช้อปเหล่านี้เองว่างานผมจะโดนใจชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย ด้วยความที่เรียนน้อยด้วยรึเปล่าไม่รู้ เราเลยไม่ยึดติดกับกรอบความคิดหรือค่านิยมอะไรบางอย่าง คิดอะไรก็ทำเลย อยากพูดอะไรก็พูดออกมาเลยแล้วก็จบๆ ไป ภาพที่ออกมาเลยเป็นภาพที่สื่อความตรงๆ ไม่เหนียม

อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเป็นช่างภาพไหม
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนะว่า กล้องมันก็เป็นกลไกอย่างหนึ่งที่มีปุ่มเปิด-ปิด เรารู้ว่าเปิดตรงไหน ปิดตรงไหน ปรับค่ายังไง แค่นั้นเราก็ถ่ายรูปได้แล้ว เรื่องเทคนิคเป็นเรื่องที่เรียนรู้ฝึกฝนกันได้ ไม่จำเป็นว่าเราต้องเรียนถ่ายภาพแล้วถึงจะเป็นช่างภาพได้ ยิ่งสมัยนี้เป็นยุคดิจิทัลด้วยทุกอย่างก็ง่ายขึ้น มีกล้องคอมแพ็คดีๆ สักตัวก็ถ่ายรูปสวยๆ ได้แล้ว หนทางเผยแพร่ผลงานก็มีมากมาย สิ่งสำคัญคือถ้าฝันแล้วก็ต้องไล่ตามฝัน ลึกซึ้งกับมัน ลองมองข้ามเรื่องเทคนิคแล้วออกไปทำความเข้าใจโลก อย่าเชื่อเรื่องคำบอกเล่าของคนอื่นว่าต้องทำอย่างนั้นแล้วถึงจะเป็นแบบนี้ได้ ลองเชื่อในตัวเองแล้วลองสร้างผลงานจากสิ่งที่เรามีอยู่อย่างจำกัด พยายามทำซ้ำ ฝึกบ่อยๆ ทักษะก็จะสะสมไปเองครับ ภาพดีๆ ไม่จำเป็นว่าต้องชัดแจ๋ว แสงเป๊ะ แค่มีเรื่องราว มีความสดใหม่ มีชีวิตก็พอครับ


Creative Ingredients

ช่างภาพที่ชื่นชอบ
ผมชอบ Larry Burrows เขาเป็นช่างภาพของนิตยสารไลฟ์ และทำข่าวสงครามในเวียดนามตั้งแต่ปี 1962 เขาเสียชีวิตพร้อมกับเพื่อนๆ นักข่าวอีกหลายคนตอนเฮลิคอปเตอร์ตกที่ลาว

แหล่งค้นหาแรงบันดาลใจ
แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัว จากปัญหาสังคมที่มีให้เห็นอยู่ทุกวันตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ถ้าเป็นสารคดีที่ทำเอง ผมมักจะได้ไอเดียมาจากหนังสือ อย่างเรื่อง Sea Gypsies หรือชาวเลและคนเก็บรังนกก็ได้ข้อมูลมาจากหนังสืออ่านนอกเวลาที่ซื้อมาจากศึกษาภัณฑ์ ผมซื้อหนังสือเยอะมาก เดือนหนึ่งๆ ก็หมดเงินไปหลายพันกับหนังสือนี่ล่ะครับ

อุปกรณ์คู่ใจ
ผมเป็นคนไม่พกอะไรมาก ไม่ชอบแบกเลนส์เทเลตัวใหญ่ๆ ยาวๆ เพราะมันหนักด้วย เกะกะด้วย ประกอบกับสไตล์ผมจะเป็นสไตล์ประชิดตัวอยู่แล้ว คือถ่ายระยะใกล้ให้เห็นหน้า เห็นแววตา ผมจึงมักจะใช้เลนส์ระยะสั้นเป็นหลักครับ นั่นคือในส่วนของกล้อง ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เวลาต้องออกไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ผมมักจะเตรียมชุดห้ามเลือด หมวกกันน็อกสำหรับกันก้อนหินและเสื้อเกราะกันกระสุนไป สำหรับบางสำนัก อุปกรณ์ป้องกันตัวแบบนี้ก็อยู่ในระเบียบด้วย สำหรับเรามันก็ช่วยปกป้องเราได้ในระดับหนึ่ง อีกอย่างคือผมมักจะใส่เสื้อขาวเสมอเวลาต้องเข้าไปอยู่ในเขตปะทะ หนึ่งคือทำให้เราดูไม่คุกคาม เพราะผมมักจะอยู่แนวหน้าเสมอ สองคือทำให้คนอื่นเห็นเราชัดเจนว่าเราเป็นสื่อครับ 

« Back to Result

  • Published Date: 2013-05-30
  • Resource: www.tcdcconnect.com