Articles

« Back to Result | List

Creative City เรื่องราวของการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และเมือง

             ด้วยเหตุที่ว่ามนุษย์นั้นมีความคิดสร้างสรรค์ เราจึงเห็นความพยายามที่จะเอาชนะข้อจำกัดต่างๆในการดำรงชีวิต โดยแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ข้อได้เปรียบใหม่  หรือ สถานที่ใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่งในรูปแบบต่างๆ จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ 

    

 ที่มา www.flickr.com/photos/jsigharas/2483616046/sizes/l/,www.flickr.com/photos/omnia_mutantur/4200111635/sizes/l/

             แต่หากสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อันหมายถึงสติปัญญาประวัติศาสตร์ และคุณค่าวัฒนธรรม โอกาสในการสร้างสินทรัพย์จึงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนสำคัญในการผลิตตามระบบเศรษฐศาสตร์ นั่นจึงเป็นจุดที่ความคิดสร้างสรรค์และเศรษฐกิจมาบรรจบกันภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Creative Economy  หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ประเทศไทยกำลังหมายมั่นให้เป็นกลไกตัวใหม่ที่จะเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

             ความพยายามที่จะสร้างเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์นั้น มิอาจละเลย องค์ประกอบที่สำคัญคือ การสร้าง "คน"และ การสร้าง “บรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์”ที่มีคุณภาพไปพร้อมๆกัน  ดังนั้น การพลิกโฉมเมืองเพื่อตอบสนองและดึงดูดเหล่านักคิด นักสร้างสรรค์ ภายใต้แนวทาง Creative City  จึงเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การเพิ่มความมั่งคั่ง (Wealth) ทั้งด้านคุณภาพชีวิต และอัตราการเพิ่มของ GDP ของเมืองในแง่มุมใหม่ๆ

อะไรคือเมืองสร้างสรรค์
โดยปกติกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี จัดเทศกาล Milan Design Week ขึ้นเป็นประจำทุกปี และในปีล่าสุดมิลานได้ทำให้วงการอุตสาหกรรมออกแบบทั่วโลกต้องจับตามองอีกครั้ง โดยความน่าทึ่งของงานมิอยู่ได้ที่ความอลังการในศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นเสน่ห์จากการรวมกลุ่มของนักธุรกิจ นักออกแบบรายเล็กที่จัดงานแสดงสินค้าในเขตเมืองเก่า โดยอาศัยการเช่าพื้นที่อาคาร โกดังสินค้า และพื้นที่ว่าง เปิดเป็นร้านค้าและพื้นที่เจรจาธุรกิจ ขณะที่เทศบาลเมืองอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลังในด้านสาธารณูปโภค ถนน ทางเท้า เพื่อให้ตอบรับบรรยากาศและสีสันของเทศกาล Design Week ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการภายในงานจะขายสินค้าของตนได้เท่านั้น รูปแบบงานดังกล่าวยังขยายผลให้ผู้ประกอบการอื่นๆในเขตเมืองเก่า เช่น  ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริการอินเตอร์เนต ธุรกรรมการเงิน ธุรกิจขนส่งสินค้า ต่างมีรายได้หมุนเวียนเกิดขึ้นจากการขายสินค้าและบริการ จากงานเทศกาลดังกล่าวไปพร้อมๆกัน

             ปรากฏการณ์ที่ใช้ความคิดเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม เข้ากับพื้นที่ของเมืองได้กลายเป็นการรังสรรค์ความน่าสนใจใหม่ให้แก่เมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลก เราจึงจะเห็นเมืองอย่างปักกิ่งได้ให้กำเนิดโปรเจ็กค์ 798 แหล่งรวมงานศิลปะและพื้นที่สร้างสรรค์งานศิลป์ ที่เปลี่ยนโฉมมาจากโรงงานยุทโธปกรณ์รกร้างขนาดมหึมา หรือการเนรมิตให้กรุงปารีสสู่ความเป็น The Greater Paris ในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในอีก 40 ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่จากส่วนผสมที่ลงตัวของ การลงทุน การท่องเที่ยว แรงงาน และเมือง

     
       

ที่มา http://www.flickr.com/photos/dcf_pics/488051851/sizes/l/, http://www.flickr.com/photos/barryzees/3429288512/sizes/o/ 

             CreativeCity ไม่ใช่เรื่องราวของการปรับปรุงภูมิทัศน์หรือการพัฒนาเมืองในเชิงท่องเที่ยวเพียงด้านเดียว แต่หมายถึงแนวคิดการพัฒนาเมืองที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมเศรษฐกิจจากความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อนำไปสู่แหล่งดึงดูดและเป็นศูนย์รวมของนักคิดและผู้ประกอบการสร้างสรรค์จากทั้งในและต่างประเทศ  เพราะนักคิดเหล่านี้เปรียบเหมือนสินทรัพย์สำคัญที่เคลื่อนที่ไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจสร้างสรรค์ ดังนั้น  หากเรามุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เรามิอาจละเลยการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ได้เลย

ทำอย่างไรให้ “เมือง” ดึงดูด “คน”

             จากหนังสือ The Art of making Creative city ของCharles Landry ได้นำเสนอตัวเลขอันเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมและทัศนคติของคนวัยทำงานทั่วโลก นั่นคือ เมื่อ 15 ปีก่อน ร้อยละ 80 ของคนเลือกบริษัทและงานก่อนเมือง แต่ปัจจุบัน ร้อยละ 64 คนเลือกเมืองก่อนเลือกงาน สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นคือ ความดึงดูดใจของเมืองมาก่อนความดึงดูดใจของงานเสียแล้ว คำถามคือ แล้วเมืองที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานที่กำลังตื่นตัวพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่นี้ ต้องเป็นเมืองแบบไหน

            เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “Creative City” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากนักพัฒนาเมือง นักสร้างสรรค์เพื่อกลั่นกรองข้อสรุปที่ว่าการเป็นเมืองสร้างสรรค์นั้นต้องทำอย่างไร โดยปัจจัยที่จำเป็นลำดับต้นๆ ก็คือ ลักษณะทางกายภาพ 4 ประการ ได้แก่ การเชื่อมโยงผู้คนด้วยเส้นทางสัญจร (Street Life), การเป็นศูนย์รวมของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ธนาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งบันเทิง แหล่งความรู้, การมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และการมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีมารองรับ และข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ ความรู้ที่จะพัฒนาเมืองให้มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และโครงสร้างที่ทันสมัย เพื่อให้ลักษณะทางกายภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มีปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่าง “คน”กับ “เมือง”

             การสร้างให้เกิดบรรยากาศของความเป็น CreativeCityเพื่อเป็นเมืองที่ดึงดูด สินทรัพย์เคลื่อนที่ได้เหล่านี้ จะต้องมีลักษณะเด่นรวมกันคือ ความเป็นเมืองที่เปิดกว้างทางความคิด มีสถานที่ที่เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อให้เกิดกระบวนการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการประกอบธุรกิจ ทั้งในแหล่งเมืองและผ่านเครือข่ายทั่วโลก พร้อมทั้ง การมีสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์และนักคิดจากแหล่งต่างๆ มาแสวงหาแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงาน การอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจ และลักษณะที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ วิสัยทัศน์ผู้นำของเมืองและประเทศที่เข้าใจถึงกระบวนการสร้างเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ความคิดสร้างสรรค์ การประกอบธุรกิจและการอยู่อาศัย รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นฐานของการสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์

         จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อเราเห็นผู้บริหารเมืองใหญ่ๆของโลก ได้เร่งเครื่องเดินหน้าเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นที่รองรับการลงทุนใหม่ๆ  ดังเช่น รัฐบาลเยอรมนีได้ลุกขึ้นมาจัดวางนโยบายอัตราการเก็บภาษีแบบพิเศษขึ้นในกรุงเบอร์ลิน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการดึงดูดผู้ประกอบการจากที่อื่นให้เข้ามาลงทุนในเบอร์ลินมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอัตราค่าเช่าสำนักงานที่ลดลงกว่า 70% ตั้งแต่ปี 1991 จึงทำให้ในระยะเวลา 8 ปี เบอร์ลินมีพื้นที่สำนักงานเพิ่มมากขึ้นถึง 7 ล้านตารางเมตร มีอัตราค่าครองชีพถูกกว่าเมืองอื่นๆ ในยุโรป และเกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการสร้างสรรค์มากกว่า 22,900 ราย อันสร้างรายได้กว่า 17.5 พันล้านยูโร  ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ได้ดำเนินโครงการที่เรียกว่า “ Contact Singapore” เพื่อทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการค้นหานักคิด นักสร้างสรรค์จากทั่วโลก และตามด้วยโครงการล่าสุด ชื่อว่า “Renaissance City”เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองสิงคโปร์ ซึ่งนอกเหนือจากคำโฆษณาชั้นยอดแล้ว สิงคโปร์ยังจัดสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ เช่น การให้สิทธิในการซื้อ-เช่า ที่อยู่อาศัย และการอนุญาตวีซ่าชนิดพิเศษ เพื่อจูงใจให้ชาวต่างชาติที่ทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์ได้นานขึ้นอีกด้วย

ที่มา http://www.flickr.com/photos/az1172/2271445484/sizes/l/         

          ดังนั้น คำตอบของการพัฒนาสู่ CreativeCity จึงไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาที่เกื้อหนุนกัน ระหว่างเจ้าของพื้นที่ ผู้คนในชุมชน เจ้าของกิจการทั้งนอกและในพื้นที่  ผู้ผลิตสินค้าและบริการและนักท่องเที่ยว โดยมีภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ทั้งการคมนาคมขนส่ง  ระบบโทรศัพท์คู่สาย ระบบอินเตอร์เนต  สถานพยาบาล  ระบบไปรษณีย์  และก้าวข้ามไปถึง การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เช่น  ห้องสมุด  พิพิธภัณฑ์ ศูนย์ความรู้เฉพาะทาง  ห้องแลปมาตรฐาน  ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าของผู้ประกอบการ   รวมไปถึง การลดทอนข้อจำกัดบางอย่าง และ สร้างข้อกำหนดใหม่ๆ เพื่อดึงดูดใจในเกิดการค้าการลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ   อาทิ  สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี  สิทธิ  ประโยชน์ด้านการลงทุน สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล หรือแม้กระทั่งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม                                                                            

             ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและเมืองบนสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเหล่านี้ จะทำให้ เมืองมีแรงดึงดูดและเป็นสถานที่ที่เปิดกว้างสำหรับคนต่างถิ่นให้เข้ามาอาศัยได้อย่างกลมกลืน เป็นเมืองที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม มีความมั่นคงทางสังคมมากพอที่จะก่อให้เกิดความต่อเนื่อง แต่ก็มีความหลากหลายที่จะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง

ตอบโจทย์เมืองสร้างสรรค์

             องค์การยูเนสโก ได้ตั้งข้อกำหนดของเมืองที่จะได้รับการจัดว่าเป็น Creative City Network ไว้ว่า จะต้องประกอบด้วยกิจกรรมที่จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ ผ่านภาพยนตร์ (Cinema) ดนตรี (Music) งานศิลปหัตถกรรม (Crafts and Folk art)  อุตสาหกรรมด้านการออกแบบ (Design) งาน Media Artงานเขียนและวรรณกรรม (Literature)  และศิลปวัฒนธรรมการบริโภค (Gastronomy) โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นต้องเต็มไปด้วยคุณภาพและปริมาณ นั่นคือ มีองค์ความรู้และคุณสมบัติที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ของเมือง มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และสะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีความถี่ของกิจกรรมซึ่งนำพาให้ผู้คนได้มารวมตัวเพื่อก่อความ เชื่อมโยงระหว่างคนกับเมืองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมาถึงวันนี้ หลายเมืองในหลายประเทศได้บรรลุความสำเร็จในคำรับรองของยูเนสโก อันเป็นใบเบิกทางให้ประกาศตัวอย่างภาคภูมิถึงความโดดเด่นและความมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของเมือง ไม่ว่าจะเป็น  เมืองไอโอวา เมืองเซินเจิ้น เมืองนาโกย่า และเมืองโกเบ ในฐานะ City of Design เมืองเมลเบริน์ City of Literature  เมืองกลาสโกลว์  City of Music  เมืองลียอง City of Media Artsรวมไปถึงเมืองซานตาเฟ่  ในสาขา City of Crafts and Folk Art  ซึ่งไม่เพียงแต่องค์กรยูเนสโกเท่านั้นที่ใช้แนวทาง Creative City ในการรักษาและพัฒนาเมือง องค์กรหลายแห่งได้มีความพยายามที่จะสร้างสัญลักษณ์แห่งความเป็นเมืองสร้าง สรรค์ในสาขาต่างๆ ขึ้น อาทิ สภาการออกแบบอุตสาหกรรมสากล หรือ International Council of Societies of Industrial Design : ICSIDที่ทำการคัดเลือกเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก (World Design Capital) เพื่อแสดงถึงความเติบโตของวงการอุตสาหกรรมออกแบบของสากล โดยเมืองที่ได้รับเลือกไม่ว่าจะเป็น เมืองตูริน ในปี 2008 หรือ กรุงโซล ในปี 2010 ต่างก็ได้รับอานิสงค์ในการยกระดับตัวเองในการเป็นมหานครแห่งการออกแบบทั้งสิ้น

     

ที่มา  http://www.flickr.com/photos/titicat/3597499699/sizes/l/,http://www.flickr.com/photos/xoxoryan/375420583/sizes/l/

            สำหรับประเทศไทยแล้ว  เราค้นพบความสามารถในอุตสาหกรรมแต่ละแขนง ของคนไทย อันเป็นเนื้อหา (Content) ที่จะนำพาให้ ความเป็น Creative City ของเรานั้นมีความแตกต่าง  ที่ผ่านมาแม้เราจะแสดงให้เห็นถึงทักษะความสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม (value add) ให้กับสินค้าและบริการ แต่ปัจจุบันและในอนาคต ทักษะและเทคโนโลยีแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสังคมมีความสลับซับซ้อนและผู้คนแสวงหาคุณค่าทางจิตใจมากขึ้น สินค้าและบริการต้องตอบสนองความละเมียดทางอารมณ์ด้วย การสร้างสรรค์ประเภทหลังนี้ จึงต้องใช้ทั้ง ทักษะ เทคโนโลยี และคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value add) แต่เป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่า หรือ Value Creation ดังนั้น เราจึงถือข้อได้เปรียบของคุณค่าทางวัฒนธรรม การสั่งสมทางประวัติศาสตร์  และความเป็นมาทางสังคมทั้งหลายเหล่านี้ มาเป็นทุนหลอมรวมให้เกิดการสร้างผลผลิตที่มีความแตกต่างและความพิเศษที่ยากต่อการลอกเลียนแบบได้อย่างน่ายินดี

             การพัฒนาเมืองสู่นิยาม CreativeCity  ต้องควบคู่ไปการสั่งสมด้านเนื้อหาการผลิตที่มีคุณภาพของสังคม และการถอดรหัสความคิดสู่การผลิตจริง แต่แน่นอนว่าเราต้องยอมรับข้อเท็จจริงบางประการถึงความไม่พร้อมในองค์ประกอบหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันการตระหนักถึงคุณค่าของสินทรัพย์ที่เรามีและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาข้อได้เปรียบต่างๆที่เราเป็น ย่อมเป็นโอกาสให้ประเทศไทยได้เผชิญหน้ากับอนาคตที่ท้าทายได้อย่างน่าชื่นชม

« Back to Result

  • Published Date: 2010-03-17
  • Resource: www.creativethailand.org