Creative Knowledge

« Back to Result | List

ธนาคารต้นไม้: เปลี่ยนต้นไม้เป็นเม็ดเงิน

“ต้นไม้” ถือเป็นสินทรัพย์ที่รัฐรับรองว่ามีมูลค่าเป็นตัวเงิน และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ อันเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และภาคประชาชนที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนในชุมชน โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ช่วยปรับเปลี่ยนค่านิยมและสร้างมูลค่าให้กับไม้ที่มีชีวิต เกิดประโยชน์ที่แตกยอดต่อสาขาจากระดับชุมชนไปถึงระดับโลก

ธนาคารต้นไม้
เกิดจากความร่วมมือกันของอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาพะโต๊ะ-หลังสวน และหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรมากกว่าครึ่งที่ประสบปัญหาความยากจนและปัญหาหนี้สิน ทำให้ที่ดินติดจำนองและถูกยึดในที่สุด เกิดปัญหาเกษตรกรขาดแคลนที่ดินทำกิน พื้นที่เพาะปลูกของประเทศไทยจะกลายเป็นของนายทุนชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมตามมา ธนาคารต้นไม้จะตีมูลค่าต้นไม้ที่ประชาชนนำมาลงทะเบียนให้เป็นเงิน แปรเป็นทรัพย์สิน สามารถนำไปทดแทนเงิน ใช้เพื่อประกันหนี้สิน ชำระหนี้ ประกันตัว รับรองเครดิตเงินกู้ ฯลฯ ได้ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าของต้นไม้ได้รับการรับรองสิทธิเป็นเจ้าของทั้งต้นไม้และที่ดิน สามารถคิดมูลค่า รวมถึงตัดต้นไม้มาใช้สอยและทำการค้าได้

ขั้นตอนคือ เจ้าของนำต้นไม้ไปขึ้นทะเบียนต้นไม้ประเภทที่ใช้เนื้อไม้ได้กับธนาคารต้นไม้ในรูปแบบบัญชีธนาคาร หากต้นไม้ที่ปลูกมีสภาพเหมาะสมตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ รัฐจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ปลูกต้นละ 100 บาท และราคาจะเพิ่มขึ้นปีละ 100 บาททุกๆ ปี หากไม้อายุ 11-20 ปี ราคาจะขึ้นแบบเท่าตัว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะตีมูลค่าตามประเภทไม้ ความสูง อายุ การดูแลรักษา มูลค่าเพิ่มของไม้ในอนาคต การดูดซับคาร์บอนฯ การเกื้อกูลระบบนิเวศ และคุณค่าของต้นไม้ที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติตามธรรมชาติต่าง ๆ ถือว่าได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะหากรัฐจะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเอง รัฐจะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 100 บาทต่อต้น การปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเองนอกจากเป็นการป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินแล้ว ยังเป็นการขยายพื้นที่ป่าไปด้วยในตัว รวมทั้งช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ปรับปรุงสภาพดิน และช่วยลดปัญหาโลกร้อนอีกด้วย

ธนาคารต้นไม้ยังคงมุ่งขยายสาขาต่อไปเพื่อเผยแพร่แนวความคิดและค่านิยมการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายสาขาให้มากกว่า 80 สาขา ภายในปี 2555 ด้วยจำนวนต้นไม้อย่างน้อย 9,999,999 ต้น เริ่มจากจังหวัดชุมพรแล้วขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปัจจุบันเฉพาะในจังหวัดชุมพรที่เป็นจังหวัดนำร่องและพื้นที่ใกล้เคียงมีธนาคารต้นไม้กว่า 60 สาขา สร้างมูลค่าได้หลายสิบล้านบาท สิ่งตอบแทนที่สำคัญอีกอย่างที่ได้รับจากธนาคารต้นไม้คือ เกิดการสร้างงานและความสามัคคีในชุมชน เจ้าของที่ดินจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ บ้างก็ช่วยกันปลูกโดยไม่คิดค่าตอบแทน มีการฝากขายจ่ายแจก และแลกเปลี่ยนพันธุ์ต้นไม้กันในหมู่สมาชิก ธนาคารต้นไม้ถือเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมในการจัดการกับทั้งปัญหาโลกร้อนและความยากจนอย่างสร้างสรรค์ เพราะถ้าปลูกต้นไม้แล้วมีแต่ได้กับได้สำหรับทุกฝ่ายแบบนี้ คงไม่ใช่เพียงความฝันที่เราจะได้เห็นเมืองไทยกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง

ข้อมูลจาก www.treebankthai.com, treebank.multiply.com และ www.tvburabha.com
ภาพจาก treebank.multiply.com/photos/album/5/5

« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-04
  • Resource: www.tcdc.or.th
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป