Articles

« Back to Result | List

โปรโตคอลแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม ฮิเดชิ ฮามากูจิ – ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์, ZIBA Design

“หัวใจสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม คือ การทำความเข้าใจในระบบความคิดและฉีกตัวออกจากมันให้ได้” 

หนทางสู่นวัตกรรมนั้นไม่มีขั้นตอนหรือกระบวนการ สิ่งที่คุณต้องใช้มีแค่ “โปรโตคอลทางความคิด” ซึ่งประกอบไปด้วย 1) การใช้ความคิดอย่างอิสระภายใต้โครงสร้าง 2) การกำหนดรูปแบบกระบวนทัศน์ 3) การลบล้างกระบวนทัศน์เดิมด้วยไอเดียใหม่ 4) การหาสมดุลระหว่างธุรกิจ เทคโนโลยี และผู้บริโภค

สามคำถามสำคัญก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรม คือ
1) ทำไมเราจึงสร้างนวัตกรรม ? - เราสร้างนวัตกรรมก็เพราะมันคือกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของยุคทุนนิยมใหม่
2) เราควรจะทำอะไร ? - สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนหรือลบล้างกระบวนทัศน์เดิมของผู้คน
3) แล้วเราจะทำมันได้อย่างไร ? “โปรโตคอลของการสร้างสรรค์” จะช่วยให้เราทำได้

นวัตกรรม = การเปลี่ยน
ในระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิด ไม่ได้มีเพียงแต่อัจริยะเท่านั้นที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ เราทุกคนก็ทำได้เช่นกัน นวัตกรรมคือ การปรับเปลี่ยนหรือหักเหออกจากระบบความคิดเดิมๆ ของผู้คน อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงนั้นจะถือเป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริงในทางธุรกิจก็ต่อเมื่อ 1) มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน 2) เป็นสิ่งที่ทำได้ในกรอบเวลาที่แน่นอน 3) มันสร้างความขัดแย้งทางความคิดให้กับคนทั่วไป

หัวใจสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม คือ การทำความเข้าใจในระบบความคิดและฉีกตัวออกจากมัน ดังนั้นก้าวแรกคือ เราต้องรู้ก่อนว่า ระบบความคิดหรืออคติของเราเป็นอย่างไร เราจึงจะสามารถลบล้างและฉีกตัวออกจากมันได้ ซึ่งโปรโตคอล 4 ข้อต่อไปนี้คือองค์ประกอบที่จะทำให้คุณสร้างสรรค์นวัตกรรมได้สำเร็จ

1) ใช้ความคิดอย่างอิสระภายใต้โครงสร้าง (Think in a structured chaos mode) ความสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จากวิธีคิดสองแบบ หนึ่งคือ คิดแบบมีระเบียบ (ใช้ตัวเลข ข้อมูล แผนผัง ฯลฯ) สองคือ คิดแบบไร้ระเบียบ (วาดรูป ลายเส้น เขียนเลอะเทอะ ฯลฯ) แต่ไอเดียที่เป็นเลิศมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราใช้วิธีคิดทั้งสองแบบนี้ได้อย่างสมดุล วิธีฝึกสร้างสมดุลดังกล่าวมีเทคนิคง่ายๆ 2 ข้อ ข้อแรก คือ การเพิ่มแรงขับเคลื่อน (dynamics) ให้กับสมอง ให้สมองของเราทำงานเต็มที่กลับไปกลับมาระหว่างวิธีคิดสองแบบภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด ข้อสอง คือ การควบคุมโครงสร้างของความคิดด้วยการดึงองค์ประกอบของวิธีคิดแบบที่หนึ่งกับแบบที่สองมาผสมกันในระดับที่พอดี

2) กำหนดรูปแบบกระบวนทัศน์ พยายามทำความเข้าใจภาพรวมของระบบความคิด ณ ปัจจุบัน และสร้างเส้นกราฟของอคติขึ้นเป็นโมเดล ยกตัวอย่างเช่น คนทั่วไปเชื่อว่า “ของดี = แพง” และ “ของถูก = ห่วย” และพวกเขาก็คิดว่า “ของดี” กับ “จ่ายแพง” เป็นสองสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกันเสมอ

3) ลบล้างกระบวนทัศน์เดิมด้วยไอเดียใหม่ ถ้าไอเดียของคุณสามารถฉีกตัวออกจากอคติของการแลกเปลี่ยนข้างต้น นั่นหมายถึงคุณได้สร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นแล้ว

4) หาสมดุลระหว่างธุรกิจ เทคโนโลยี และผู้บริโภค ผลงานนวัตกรรมที่เป็นเลิศและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง คือ ผลงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับที่พอดี ทั้งในเชิงธุรกิจ เทคโนโลยี และการใช้งานของผู้บริโภค

กรณีศึกษา :  USB Flash Memory
ฮิเดชิใช้เวลาเพียง 48 ชั่วโมงในการสร้างสรรค์คอนเซ็ปท์ของผลิตภัณฑ์นี้เพื่อนำเสนอลูกค้า อย่างไรก็ดีในตอนแรกลูกค้าของเขากลับดูไม่ประทับใจนัก ซึ่งนั่นเป็นเพราะสมองของทุกคนยังผูกติดอยู่กับความคิดที่ว่า “แฟลชไดรฟ์ต้องใช้ไดรเวอร์” ฮิเดชิจำเป็นต้องอธิบายซ้ำว่า ผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดขึ้นนี้จะ “ไม่ต้องการไดรเวอร์อีกต่อไป” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในเชิงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการบริโภค ฝ่ายลูกค้าใช้เวลาอีกหนึ่งวันเต็มกว่าจะเข้าใจถึงความเป็นไปได้ และตอบตกลงที่จะผลิตมันเป็นสินค้าจริง แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ฮิเดชิกลับยื่นข้อเสนอ (แกมข้อร้อง) กับลูกค้าว่า พวกเขาไม่ควรจะทำตลาดนวัตกรรมชิ้นนี้ด้วยตัวเอง แต่ควรจะหาพันธมิตรเป็นบริษัทขนาดยักษ์และปรับบทบาททางธุรกิจเป็น ODM จะดีกว่า (ในกรณีนี้ลูกค้าของเขาได้ไปจับมือกับ IBM)

ฮิเดชิเล็งเห็นว่า นวัตกรรมใดที่พยายามนำเสนอ “คุณค่าใหม่” ไปพร้อมๆ กับการร้องขอ “พฤติกรรมใหม่” จากผู้บริโภค นวัตกรรมนั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อแนะนำตัวและทำให้ผู้บริโภครู้สึกยอมรับ กรณีของ USB Flash Memory นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะหากไม่มีนายทุนอย่าง IBM มาช่วยทำการตลาดให้อย่างจริงจังแล้ว มันอาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยก็ได้

ในช่วงท้ายฮิเดชิกล่าวกับผู้ฟังว่า นวัตกรรมความคิดและสิ่งประดิษฐ์ของเขาส่วนมากไม่ได้จดสิทธิบัตรใดๆ เขาเองชอบที่จะหยิบยื่นและแบ่งปันความคิดเพราะมันทำให้เขามีพลังที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

“เวลาที่ผมมีไอเดียเจ๋งๆ ผมไม่เคยกลัวที่จะบอกคนอื่น เพราะผมเชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่ผมจะคิดได้” - ฮิเดชิ ฮามากูจิ

  

« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com