Creative Knowledge

« Back to Result | List

ดร.วสุ โปษยะนันทน์ : ทำอย่างไรให้ Built to Last

wasu1.jpg

เมื่อคลิกเข้าไปดูรายชื่อโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้วในฐานข้อมูลออนไลน์ของกรมศิลปากร แค่เพียงในกรุงเทพมหานครอย่างเดียว ความหลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและประโยชน์ใช้สอยของมันนั้นน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีตั้งแต่กำแพงเมือง ซุ้มประตูวัง ป้อมปราการ สะพาน วัด เทวสถานและศาลเจ้า ไปจนถึงตึกแถว บ้านไม้ อาคารทำการของรัฐ โรงภาพยนตร์ และอนุสาวรีย์ การจะอนุรักษ์ให้สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่ว่าเวลาจะหมุนเปลี่ยนไปแค่ไหนได้ในทุกมิตินั้น คงไม่มีใครให้ความเห็นได้ดีไปกว่า ดร.วสุ โปษยะนันทน์ จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถานซึ่งรวมถึงอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่บอกเราว่า การเข้าใจเรื่องของคุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน

ภาพรวมของการอนุรักษ์โบราณสถานกับอาคารที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยเป็นอย่างไร
ถ้าพูดตรงๆ คือคนไทยส่วนใหญ่ยังกลัวคำว่าโบราณสถาน เช่น ถ้าเรามีบ้านเก่าหรือมีสมบัติของครอบครัว แล้วเราไปปรับปรุงใช้สอย จะดูมีความรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า ในขณะที่พอพูดคำว่าโบราณสถาน คนมักจะนึกว่าจะต้องเป็นอะไรที่เก่าแก่ ต้องเป็นภารกิจของกรมศิลปากร และจะมีข้อห้ามว่าจะต้องรักษาไว้ในสภาพเดิมทุกประการ ห้ามแตะต้อง จนเกิดความกลัว และรู้สึกว่าหากมีอะไรที่กรมศิลปากรทำหน้าที่ดูแลหรือเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็มักจะปฏิเสธหรือมีแรงต้าน ว่าทำไมจะต้องมา อันนี้เป็นสมบัติของฉัน ทำไมต้องมาห้าม กลัวว่าจะไม่ได้ทำอะไรตามใจ

ย้อนไปสมัย 40 - 50 ปีที่แล้ว เราก็มีแนวคิดมาจากสากล คือจะต้องรักษาความแท้ดั้งเดิมทุกประการ ในมุมมองของตะวันตก เขาจะให้ความสำคัญกับอิฐเก่า ผนังเก่า ในขณะที่ปัจจุบัน มีพัฒนาการมาสู่การคำนึงถึงคุณค่าของมรดกที่จับต้องไม่ได้ ที่เป็นนามธรรม เช่น คุณค่าความผูกพัน การสืบสานทางประเพณี คือเน้นในเรื่องของความหมายของโบราณสถานมากขึ้น มากกว่าเฉพาะวัสดุ มากกว่ากายภาพของมัน จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าจะต้องเก็บองค์ประกอบที่เป็นของดั้งเดิมแท้ๆ ไว้เท่านั้น แต่เราต้องดูในแต่ละกรณีซึ่งแตกต่างกันไป ว่ามันมีความจำเป็นหรือการใช้สอยที่แตกต่างกันไป คือการอนุรักษ์เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการ เราใช้คำว่า management (การจัดการ) ให้มากกว่าที่จะเป็นเพียง conservation (การอนุรักษ์) มันคือ value-based management คือการจัดการที่เน้นเรื่องคุณค่า เราจะต้องไปดูว่าคุณค่ามันอยู่ตรงไหน แล้วเราจะต้องรักษาคุณค่านั้นไว้

ต้องบอกว่าแนวคิดในการอนุรักษ์มันเป็นอะไรที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา คุณจะไม่สามารถบอกได้ว่า งานบูรณะในอดีตเมื่อ 40 ปีที่แล้วซ่อมไม่ดีเลย ใช้ปูนซีเมนต์เยอะ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเยอะ ซึ่งจริงๆ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว วิธีนี้อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เหมือนแนวคิดแรกที่เล่าให้ฟังว่า ห้ามแตะต้องนะ อะไรที่พังลงมาก็ต้องเก็บกองไว้อย่างนั้น ให้มันแท้จริงๆ ถ้าไปเปลี่ยนมัน มันก็คือของปลอม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ถ้าไปดูแนวคิดทางตะวันออกอย่างของญี่ปุ่น ที่ศาลเจ้าเขามีประเพณีที่รื้อสร้างใหม่ประจำ ในลักษณะที่ยังรักษาเทคนิคช่าง วัสดุแบบดั้งเดิม รูปแบบเดิมทุกประการ แนวคิดแบบนี้มันได้ผสมผสานกลับมาเป็นแนวทางสากลในปัจจุบัน

คำว่าอนุรักษ์ในที่นี้คือเราทำอะไรกับโบราณสถานไม่ได้เลยหรือ
ไม่ใช่เลย ความจริงแล้ว คำว่าอนุรักษ์เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่สุดที่รวมทุกวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษามรดกของเราไว้ จะเป็นวิธีไหนก็ได้ ถ้าช่วยรักษาคุณค่าของโบราณสถานไว้ได้ เรียกว่าอนุรักษ์ทั้งสิ้น ซึ่งในกรอบของคำว่าอนุรักษ์ ก็มีคำที่เราคุ้นเคยมักจะใช้กันอยู่อย่างวิธีบูรณะปฏิสังขรณ์ บูรณะแปลว่าซ่อมแซม จริงๆ มันใช้แทนกันได้เลย ก็คืออะไรหักพัง เสียหาย ก็ซ่อมให้ดี อย่างอาคารที่หลังคาโหว่ ผนังพัง เราซ่อมให้หายโหว่ หายพัง ส่วนที่ยังดีไม่ต้องทำอะไร นี่คือบูรณะ ส่วนคำว่าปฏิสังขรณ์ คือซ่อมแซมให้กลับไปมีสภาพดีเหมือนเดิม ใช้กับโบราณสถานที่อาจเคยโดนเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือถูกทำลายทั้งโดยมนุษย์หรือธรรมชาติ เมื่อเรามีหลักฐานว่าดั้งเดิมมันเป็นยังไงแล้ว เราก็รื้อฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ให้สมบูรณ์หรือเป็นเช่นเดิมได้ มันคือการสร้างใหม่ อันนี้ก็คือการปฏิสังขรณ์

ถ้าเป็นศาสนสถาน ซึ่งก็คือโบราณสถานที่มีคุณค่าทางจิตใจ ก็อาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ อันสืบเนื่องมาจากความเลื่อมใสศรัทธา ความต้องการทางจิตใจ หรือเรื่องของชุมชนเมือง แน่นอนว่าคนเรายังต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราไม่สามารถที่จะกินอยู่ในสภาพเหมือนคนในยุคกลางหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ มันก็จำเป็นที่จะต้องปรับปรุง เทคโนโลยีใหม่ต้องเข้ามาช่วย ถ้าเราไม่ยอมรับในเรื่องนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะต่ออายุโบราณสถานได้ จริงๆ แล้วการใช้ประโยชน์จากโบราณสถานอย่างต่อเนื่องนั่นเองที่จะช่วยทำให้เรายังสามารถยืดอายุโบราณสถานให้ยังอยู่ในสภาพดีต่อไปได้

เพราะฉะนั้นการที่เราอยากจะให้สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาคงอยู่ไปอย่างยั่งยืน เราต้องยอมรับในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องมีการจัดการการเปลี่ยนแปลงนั้นให้คงรักษาคุณค่าสาระของมันอยู่ได้ คือเราต้องจัดลำดับความสำคัญของโบราณสถาน และคิดว่าสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ อะไรคือจุดเด่น ตรงไหนคือความสำคัญของมันจริงๆ ตรงไหนคือสิ่งที่รองลงไป หรือไม่ใช่สาระสำคัญ ตรงนั้นเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับความต้องการในปัจจุบัน แต่ตรงไหนที่สำคัญที่สุด นั่นห้ามแตะต้อง หรือต้องไปเจียระไนให้มันเปล่งประกายออกมาให้เป็นพิเศษ นอกจากเรื่องการใช้งาน ในปัจจุบันยังมีแนวความคิดเรื่อง interpretation คือการสื่อความหมายในเรื่องคุณค่าของโบราณสถานที่มีอยู่ แนวคิดก็คือ มันคงไม่มีประโยชน์ถ้าเราจะเก็บของที่มีคุณค่าไว้ แต่ดูไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นพร้อมกับการที่เราจะเก็บรักษาหรือแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพของโบราณสถาน เราต้องคิดด้วยว่า คนในปัจจุบันดูแล้วเข้าใจมันได้อย่างไร เนื้อหาที่ต้องการสื่อคืออะไรด้วย

อาคารแบบไหนจึงถือว่าเป็นโบราณสถาน มีข้อกำหนดอย่างไร
อย่างแรกคือต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์และต้องมีคุณค่า อาจเป็นอาคารสิ่งปลูกสร้าง เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โดยอายุหรือลักษณะของการก่อสร้างหรือประวัติหรือหลักฐานของการก่อสร้างนั้น มีคุณค่าหรือมีประโยชน์ทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี จะเก่าแก่หรือไม่ก็ตาม เพราะคำว่าโดยอายุ ถ้าตีความตามกฎหมาย เราไม่มีตัวเลขว่าต้องอายุเท่าไรถึงจะเป็นโบราณสถาน แต่วิธีการที่เราจะดูว่าเป็นโบราณสถานหรือไม่ คือประวัติหรือลักษณะของอาคาร ว่ามีคุณค่าหรือเปล่า ถึงแม้จะอายุร้อยปีพันปีแต่ถ้าไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ไม่เป็นโบราณสถาน ในทางกลับกันแม้ไม่ได้เก่าแก่มากมายแต่ถ้ามีคุณค่าก็ถือว่าเป็นโบราณสถาน ยกตัวอย่างอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก ถ้าดูเฉพาะอายุก็ก้ำกึ่งว่าจะเป็นโบราณสถานหรือไม่ บางทีเราก็เลยเลี่ยงมาใช้คำว่าอาคารประวัติศาสตร์ แต่ว่าจริงๆ แล้วคำว่าโบราณสถานตามนิยามของกฎหมายไทย จะครอบคลุมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าปัญหาคือความคุ้นเคยของเรากับคำว่าโบราณเท่านั้น

wasu2.jpg

นอกเหนือจากความกลัวในการจัดการอาคารโบราณสถานจนขาดการเชื่อมโยงกับพื้นที่รอบๆ ยังมีประเด็นใดบ้างที่ทำให้การอนุรักษ์โบราณสถานในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก
ผมว่าเรื่องทั้งหมดเกิดมาจากจุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิด คนเรามักจะมองว่า ถ้าเป็นโบราณสถานแล้วจะโดนยึด จะโดนคำสั่งห้ามทำสิ่งต่างๆ มีความเข้าใจผิดในเรื่องของกรรมสิทธิ์ด้วย กลัวว่าถ้าขึ้นทะเบียนแล้วจะเป็นของรัฐ พูดง่ายๆ ก็คือ ขึ้นชื่อว่าเป็นโบราณสถานแล้ว กฎหมายจะคุ้มครองทั้งหมด ถึงไม่ขึ้นทะเบียนกฎหมายก็คุ้มครอง แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ ว่าการเป็นโบราณสถานนั้นเป็นด้วยตัวของโบราณสถานที่มีคุณสมบัติตรงตามนิยามที่ระบุไว้ ไม่ได้อยู่ที่การขึ้นทะเบียน เพียงอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ในเรื่องของบทลงโทษ สิทธิของภาครัฐในการเข้าไปตรวจสอบ หรือสั่งรื้อถอนในกรณีที่มีปัญหา เรื่องของเรื่องก็คือ กฎหมายจะคุ้มครองทันทีเพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญระดับชาติ แม้ว่าคุณจะเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่คุณครอบครองอยู่นี้ยังมีคุณค่าต่อสาธารณะด้วย การที่คุณทำลายหรือทำอะไรลงไป ก็เท่ากับว่าคุณได้ลิดรอนสิทธิ์ของคนอื่นที่เขามีสิทธิ์ที่จะได้ชื่นชมมรดกนั้นด้วย ด้วยเหตุแห่งความกลัวนี้ก็เลยเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับหลายๆ อย่างที่อาจสูญไปแล้ว 

การออกแบบมีความสำคัญกับงานอนุรักษ์โบราณสถานอย่างไร
ในฐานะสถาปนิก ผมเห็นว่างานออกแบบทางสถาปัตยกรรมมันคือการออกแบบเพื่อนำมาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด โดยที่ไม่ต้องคิดว่าจะเป็นโบราณสถานหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเราจะออกแบบอะไร ก็ต้องนึกถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับอยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่ปรากฏอยู่เป็นประโยชน์ เราก็ต้องเก็บตรงนี้เอาไว้มาใช้ประโยชน์ในงานออกแบบของเรา ผมถือว่าศาสตร์ของการออกแบบที่ถูกต้องและชาญฉลาดมันใช้ได้กับทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องของการอนุรักษ์โบราณสถานด้วย

ผมมองว่าการที่เราไปปรับปรุงอาคารเก่าแล้วไปออกแบบให้รื้อเขาหมด แล้วก็เอาของใหม่เข้ามาแทน มันคือการออกแบบที่ไม่สน วัตถุดิบที่มีคุณค่าไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เป็นการออกแบบที่ไม่ฉลาด

เราต้องรู้สึกว่ามันมีคุณค่าก่อน ถึงจะทำให้เราใส่ใจใช่หรือไม่
ผมถึงอยากจะเน้นเรื่องของคุณค่า อย่างปัญหาที่เกิดขึ้น เรียกว่าเราขาดใจ คือเหมือนเราทำไปแค่โดยหน้าที่ ไม่มีใจ หรือคิดว่างานของตนนั้นมันไม่มีคุณค่า ยกตัวอย่างกรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ ทำไมบูรณะแล้วขาวไม่เหมือนเดิม ผมตอบได้เลย พอเราไปทำความสะอาด ซ่อมผิวปูนด้วยวัสดุดั้งเดิมซึ่งเป็นปูนขาว มันก็เลยขาว เวลาก่อฉาบโบราณจะใช้ปูนขาวหมัก ผิวนอกใช้ปูนตำ ปูนตำคือส่วนผสมของปูนขาวหมักที่เอามาตำผสมกับเส้นใยไฟเบอร์ เช่น กระดาษสา แล้วผสมพวกน้ำอ้อยหรือกาวหนังสัตว์เพื่อเพิ่มความเหนียวให้กับปูน ให้เหมือนเป็นตัวยึดเกาะ เป็นตัวประสานไม่ให้เกิดความแตกของผิว เพราะฉะนั้นผิวปูนด้านนอกจะมัน ช่วยปกป้องแดด ป้องกันความชื้นไม่ให้เข้าไปในผนังได้ มีความเรียบมันสวยงาม อันนี้คือปูนตำโบราณ บางครั้ง ก็มีกรณีที่ช่างไม่ได้ขัดดีๆ อาจเอาส่วนผสมของปูนตำไปแปะๆ ด้วยไม่ตระหนักว่างานของเขามีความสำคัญขนาดไหน ดังนั้นในเรื่องของวัสดุจึงไม่ผิด แต่เป็นประเด็นเรื่องฝีมือช่างและการคุมงานมากกว่า ที่วิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความไม่รู้ในเรื่องนี้ก็มีอยู่

คือสมัยก่อน เขาก็คิดว่า จะบูรณะทั้งทีก็เอาปูนที่ดีที่สุด แข็งที่สุด ก็ไปเลือกใช้ซีเมนต์ ที่แข็งกว่าปูนขาวเยอะ ส่วนกระเบื้อง ก่อนหน้าที่จะซ่อมครั้งนี้ จากการบูรณะครั้งก่อนๆ ที่มีมาหลายครั้ง ได้มีการเปลี่ยนเซรามิกเครื่องถ้วยไปเกิน 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว แถมยังมีการใช้เครื่องถ้วยสีขาวเอามาทาสี ไม่ใช่สีแท้ๆ ของเครื่องถ้วยอยู่ด้วย ซึ่งในการบูรณะครั้งนี้ก็ได้เปลี่ยนเอาวัสดุเหล่านี้ออกไปทั้งหมด อันใหม่ก็สั่งเผามาตามสีตามแบบโดยเฉพาะ มาจากสีดั้งเดิมของถ้วยนั้น สั่งตามแบบเดิมด้วยความตั้งใจ คือเราสแกนไว้หมด ลวดลายตรงไหน เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยี 3D Laser Scannerสามารถถ่ายภาพเก็บทุกจุดไว้ว่าก่อนซ่อมเป็นยังไง เพราะฉะนั้นเรื่องวัสดุและรูปแบบไม่ผิด

ส่วนเรื่องที่งานไม่เนี้ยบ ปูนไม่เรียบร้อย นี่เป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข เป็นสิ่งที่กรมศิลปากรกำลังทำ โดยเรากำลังสร้างช่างให้มีความคิดว่าคุณไม่ใช่ผู้ใช้แรงงานทั่วไป แต่เป็นผู้ผดุงรักษามรดกของชาติ การได้มาทำงานกับโบราณสถาน เป็นงานที่คุณควรภาคภูมิใจ ถ้าคิดแบบนั้นได้แม้แต่การปะปูนเล็กๆ ซ่อมอิฐเก่าๆ เขาก็จะทำด้วยความประณีต แม้จะอยู่บนยอดปรางค์ ในส่วนที่คนมองไม่เห็น แต่ก็ต้องมีใจ คือใส่ใจในการทำงาน ตอนนี้เราก็มีโครงการนำร่องฟื้นฟูฝีมือช่างอิฐช่างปูนในการบูรณะโบราณสถานร่วมกับยูเนสโก ที่เราได้ไปคุยกับช่างเพื่ออธิบายที่มาที่ไปของศิลปะยุคต่างๆ ซึ่งนำมาสู่การก่ออิฐและการออกแบบในแต่ละยุค อธิบายถึงแนวคิดในการอนุรักษ์ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องสูงส่งเกินกว่าที่เขาจะต้องรับรู้ เพื่อเขาจะได้เข้าใจและรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ต่างจากแต่ก่อนที่เขาอาจรู้สึกแค่ว่าต้องทำตามเถ้าแก่สั่ง ให้เขาตระหนักว่าเขากำลังรักษาคุณค่าของโบราณสถานอยู่ แล้วเขาจะทำงานด้วยใจ

มีโครงการอนุรักษ์โครงการไหนที่คิดว่าทำได้น่าสนใจไหม
ก็คงนึกถึง TCDC ที่อาคาคารไปรษณีย์กลาง ดีไซเนอร์ได้มาปรึกษาตั้งแต่ต้น ผมก็ให้โจทย์ไปง่ายๆ ว่า คุณค่าของอาคารอยู่ตรงไหน ก็เอาจุดเด่นตรงนั้นออกมาใช้ให้เป็นจุดเด่นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตรงไหนที่เป็นคุณค่ารองลงไป ก็เอาไปปรับปรุงได้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยปัจจุบัน จากหลักการง่ายๆ ตรงนี้ มันได้นำไปสู่สิ่งที่เขาเอาไปออกแบบว่าเขามองเห็นคุณค่าตรงไหนบ้าง

อันดับแรกคือ รูปลักษณ์ด้านนอกอาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตลอดจนองค์ประกอบที่เป็นการประดับตกแต่งในงานโมเดิร์น ในการประดับเสาภายในเขาก็เก็บไว้หมด เรียกได้ว่ายังคงรักษาความเป็นอาคารโมเดิร์นของอาคารหลังนี้ไว้ จะเปลี่ยนแปลงอะไรภายในก็ใช้รูปแบบที่เรียบง่าย อย่างผนังภายในก็เก็บลักษณะเดิม พื้นที่แบบเดิม ผนังใหม่ก็เป็นเลเยอร์ใหม่แบบโปร่งแสงสร้างขึ้นมาต่างหาก คือพยายามเอาศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่เอามาใช้ได้อย่างเต็มที่ แถมสิ่งที่เอามาต่อเติมเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงพื้นที่เช่าส่วนต่างๆ ให้ต่อเนื่องกัน เขาก็ทำได้อย่างเรียบง่าย ไม่เอามาแข่งกับสิ่งที่มีอยู่ แต่ก็ดูทันสมัยสอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งหลักการทั่วไปของการออกแบบต่อเติมของใหม่ในอาคารเก่า มีอยู่ว่า จะต้องทำให้กลมกลืนกับของดั้งเดิมและไม่ทำลายคุณค่าของส่วนเก่านั้น นี่คือแนวคิด แต่ว่าจะทำยังไง ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี

ในกรณีนี้ เขาเลือกใช้ความเรียบง่าย สามารถรู้ได้เลยว่าอันไหนคือส่วนที่เติมมาใหม่ และก็ยังสามารถอ่านดีไซน์ดั้งเดิมที่สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเดิมได้ทำไว้ได้อย่างชัดเจน เท่ากับเป็นการเคารพองค์ประกอบเดิมที่มีอยู่และรักษาคุณค่านั้นด้วย แม้ว่าประโยชน์ใช้สอยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บอกตามตรงว่าผมยังไม่ค่อยเห็นการประยุกต์การใช้สอยอาคารเก่าที่เป็นตัวอย่างที่ดีในเมืองไทยมากนัก เพราะส่วนมากมักเป็นการนำอาคารเก่ามาปรับปรุงใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนออกแบบบูรณะอาคารกับคนออกแบบการจัดแสดงนิทรรศการไม่เดินไปในทางเดียวกัน การต่อเติมอาคารเก่าเพื่อการใช้สอยใหม่ก็มักจะเป็นแบบไม่คิดอะไรมาก ประเภทที่ลอกแบบของอาคารเก่ามาใช้ในส่วนใหม่ให้กลมกลืน แต่กลายเป็นการทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับดีไซน์ดั้งเดิมของอาคารนั้นไป สำหรับผมงานออกแบบที่ TCDC นี้ คือความกล้า

ถ้ามองในมุมของการเป็นพื้นที่ คิดว่าการอนุรักษ์โบราณสถานจะช่วยตั้งคำถามกลับไปหาคนได้ไหมว่าการจะสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไร
คือผมมองว่าโบราณสถานจะหักพัง เสื่อมสภาพ สูญหายไป มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ที่เสียประโยชน์คือเราต่างหาก ไม่ใช่ตัวโบราณสถาน ไม่ใช่กรมศิลปากร แต่คือเจ้าของโบราณสถานนั้นๆ คือประชาชนทุกคนที่ร่วมเป็นเจ้าของมรดกของชาติ ว่าอยากรักษามรดกของตัวเอง ที่บรรพชนของเราส่งต่อมาหรือเปล่า ถ้าไม่เห็นค่าก็ทิ้งไป แต่ถ้าเห็นค่าก็นำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ตามศักยภาพ เพราะฉะนั้น การจัดการหรือการใช้ประโยชน์อย่างที่จะช่วยรักษาคุณค่าของโบราณสถานไว้ก็เท่ากับเป็นการรักษาผลประโยชน์ของเราเอง และการอนุรักษ์ที่แท้จริงก็คือการรักษาผลประโยชน์ของคนในปัจจุบันนั่นเอง

wasu3.jpg

Creative Ingredients
งานอดิเรกที่ชื่นชอบ: ผมชอบเที่ยวนะ สำหรับผม การท่องเที่ยวเปิดโอกาสให้เรารับข้อมูลอะไรใหม่ๆ ได้เห็นของจริงและไปสัมผัสกับมันจริงๆ ได้มีประสบการณ์ ทำให้เราเข้าใจ เปิดมุมมอง ยอมรับในสิ่งที่บางครั้งมันอาจมีความขัดใจ เพราะฉะนั้นการที่เราเปิดมุมมอง มันจะทำให้เราเปิดใจกว้าง ทำใจรับฟังความเห็นต่าง หรือสิ่งที่เราไม่ได้คาดหมายและทำอะไรได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เพื่อความเพลิดเพลินประสบการณ์นี้ยังเป็นประโยชน์โดยตรงกับการออกแบบในชีวิตการทำงานของผมด้วย ในขณะที่งานที่ทำอยู่ของผมก็เปิดโอกาสให้ได้ตระเวนไปในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกันระหว่างงานประจำและงานอดิเรก

สถานที่ที่ถ้ามีโอกาสควรไปดู: ผมว่าในเมืองไทยนี่นะครับ เอาง่ายๆ ต้องถามตัวเองว่าเคยไปวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังหรือยัง ผมเคยสอนนักเรียนสถาปัตย์ และพบว่า มีเด็กปีหนึ่งจำนวนมากเลยที่เคยไปเที่ยวเมืองนอกแล้วแต่ยังไม่เคยไปวัดพระแก้วเลย ซึ่งนี่เป็นสุดยอดความเป็นตัวตนของเราแล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยคงต้องเริ่มต้นที่นี่ครับ

กิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้: พักผ่อนครับ ต้องบอกว่าอย่ามุ่งแต่ในเรื่องงานอย่างเดียว เราควรจะมีชีวิตในส่วนของเราเองบ้าง เจอเพื่อนๆ หลายคนจะเป็นประเภทบ้างาน ทำงานตลอดเลยไม่พัก ก็จะไปจบด้วยการไม่สบาย ก็ต้องใช้สังขารของเราอย่างบันยะบันยัง ให้เวลากับตัวเราบ้าง สำหรับครอบครัวบ้าง ไม่ใช่แค่คิดแต่เรื่องงานอย่างเดียว คือสังคมบ้านเราทุกวันนี้เป็นสังคมสุขภาพจิตไม่ค่อยแข็งแรง การที่เราให้ความรักความอบอุ่นกับคนใกล้ตัว น่าจะช่วยได้นะครับ กับลูกๆ หรือแม้กระทั่งกับตัวเราเอง นึกอะไรไม่ออก จะนอนสบายๆ อยู่บ้าน ไม่ก็ออกไปเดินเล่นตามห้างก็ยังดี

เรื่อง: นันท์นรี พานิชกุล  ภาพ: ชาคริต นิลศาสตร์

« Back to Result

  • Published Date: 2017-09-01
  • Resource: www.creativethailand.org
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป
  • Pinn Creative Space ห้องทดลองของงานฝีมือ