Creative Knowledge

« Back to Result | List

หลากแนวคิดเซียน UX และ UI ในเสวนา TCDC Social Club


 
สื่อดิจิตัลหลากรูปแบบ รวมถึงแอพและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นใหม่มากมายในช่วงหลังนี้  แต่ละรายต่างก็ผ่านการสังเกต ศึกษา วิจัยพฤติกรรมของผุ้ใช้งาน ซึ่งทำให้เกิดศาสตร์ด้านนี้โดยตรง เกิดคำใหม่ที่เริ่มคุ้นหูอย่าง UX (User Experience ;ประสบการณ์ของผู้ใช้) และ UI (User interface ส่วนติดต่อกับผู้ใช้)

เสวนา TCDC Social Club ประจำเดือนกันยายน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา เป็นหัวข้อ "User Experience (UX)" (ประสบการณ์ผู้ใช้) โดย นักออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ผ่านสื่อดิจิทัลหรือสื่อรูปแบบอื่นๆ โดยต่างพูดคุยบอกเล่าแนวคิด และนำเสนอผลงาน และตอบคำถามจากผู้เข้าฟังในบรรยากาศเป็นกันเอง


  
วิทยากรทั้ง 5 นั้นมาจาก 5 ธุรกิจสร้างสรรค์ด้านการออกแบบและวิจัย UX โดยตรง คือ เอกกฤต ฝุ่นเงิน แห่ง  "พูนไอเดีย สตูดิโอ" ซึ่งรับออกแบบพัฒนาเว็บไซต์และ Interactive media  อภิรักษ์ ปนาทกูล แห่ง UX Academy สถาบันอบรมให้ความรู้ด้าน UX design  สุวิตา จรัญวงศ์ แห่ง RED LAB ดิจิทัลเอเจนซี่ให้บริการออกแบบสื่อดิจิทัล   ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ แห่ง Boonmee Lab บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาซอฟแวร์ และค้นคว้าวิจัยผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  และ ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ แห่ง Predictive บริษัทให้คำปรึกษาหรือการวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลและการออกแบบประสบการณ์การใช้งาน



แก้ปัญหาได้ >> ใช้ง่าย >> สำคัญกว่าความสวย

เริ่มที่ เอกกฤต ฝุ่นเงิน มาแจกแจงว่าการออกแบบเว็บหรือแอพต่างๆนั้น  สามารถเลือกได้ว่าจะตอบสนองเป้าหมายใดบ้าง  เช่นออกแบบเพื่อเพิ่มยอดขาย, ออกแบบเพื่อสร้างแบรนด์, หรือออกแบบเพื่อผู้ใช้  ซึ่งข้อหลังนี้เองเป็นจุดหมายของศาสตร์ UX
 
การออกแบบเพื่อผู้ใช้ ที่ว่านี้ เอกกฤตมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องการใช้งานง่ายเท่านั้น แต่แบ่งได้เป็นหลายขั้นคล้ายทฤษฎีของ Maslow เช่นขั้นแรกคือต้องออกแบบให้แก้ปัญหาของผู้ใช้ในเรื่องนั้นๆได้  ขั้นต่อไปคือใช้ง่าย เข้าใจง่าย   และขั้นสูงขึ้นไปอีกคือมีความสวยงาม ทำให้เกิดสุนทรียะในการใช้งาน  เป็นต้น  …ซึ่งนั่นหมายถึงว่านักออกแบบต้องบรรลุเป้าหมายข้อแรกๆก่อนแล้วจึงจะคิดถึงเป้าหมายข้อต่อๆไป


 
ตัวอย่างเช่นการออกแบบเว็บแหล่งซื้อขายสินค้า  ซึ่งต้องสามารถค้นหาได้ง่าย   จะซื้อจะขายก็ต้องรวดเร็ว  ต่างจากการออกแบบตกแต่งอาคารห้างสรรพสินค้าจริงๆที่ต้องมีความสวยงามให้ผู้คนเดินอ้อยอิ่งพักผ่อนหย่อนใจ   นอกจากนี้เว็บหรือแอพซึ่งเป็นสื่อดิจิตัลก็ต้องมีการอัพเดตพัฒนาบ่อยๆ ทำให้เรื่องความสวยงามนั้นลดความสำคัญลงไปอีก

ในประเด็นนี้ อภิรักษ์ ปนาทกูล ในฐานะที่เคยเป็น UX coach ให้หลายๆองค์กร เล่าว่าเคยเห็นเว็บหรือแอพของหลายบริษัทที่ ไม่เข้าใจ UX เลย  คือ งานสวย ไม่เหมือนใคร แต่ผู้ใช้พบเห็นแล้ว ไม่รู้จะเริ่มกดตรงไหน นั่นคือใช้งานยากนั่นเอง   ... นำไปสู่ข้อสรุปว่า ถ้าคนทำซอฟต์แวร์เข้าใจ UX ตัวซอฟต์แวร์จะดีขึ้นหลายเท่าทันที


ทำงานอย่างไร จึงเรียกได้ว่า เข้าใจ UX
อภิรักษ์มองว่าองค์กรประเภทที่ยังไม่เข้าใจ UX เลยนั้น  ต้องเริ่ม coach โดยชี้ให้ตื่นตัวว่าว่าการทุ่มเททำงานสวยๆที่ user ใช้ไม่เป็นนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างมาก

ส่วนองค์กรประเภทต่อไป คือเข้าใจ UX บ้างแล้ว แต่ตัวงานยังมีข้อผิดพลาดนั้น   ต้อง coach โดยแนะนำให้จัดบุคลากรอย่างน้อย 1 คน มาเป็น คน UX รับผิดชอบการวิจัยผู้ใช้และวิจัย UI โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้งานของทุกคนลดลง    และช่วยให้ คุยกับหัวหน้าหรือผู้บริหารง่ายขึ้น  เพราะมีข้อมูลต่างๆอย่างชัดเจนรอบด้าน


 
ตัวอย่างองค์กรหรือทีมงานที่เข้าใจเรื่อง UX แล้ว  ก็คือจะมีการคิดถึง persona นั่นคือมีการตั้งโจทย์ผู้ใช้ออกมาเป็นบุคคลอย่างชัดเจนว่าเป็นเพศวัยใด มีความต้องการ บุคลิก ไลฟ์สไตล์ ฯลฯ อย่างไร   เพื่อให้เห็นชัดๆว่า เราจะทำอะไรให้ใครใช้ โดยไม่เอาตัวทีมงานเองไปตัดสินเอง
นอกจากนี้เมื่อเว็บหรือแอพเปิดให้ทดลองใช้จริงไประยะหนึ่งแล้ว   องค์กรหรือทีมงานที่เข้าใจ UX ก็ต้องนำข้อมูลสถิติการใช้งานอย่างละเอียด มาใช้ประกอบการปรับปรุงหรือออกแบบใหม่ในส่วนต่างๆด้วย
 
เป้าหมายของการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ก็เพื่อดูว่ามีหน้าไหนหรือปุ่มไหนที่เป็นปัญหาหรือไม่?  เช่นผู้ใช้งงและออกไปกลางคันที่หน้าไหนบ้าง ?  ทำไมผู้ใช้กรอกข้อมูลผิดหรือไม่กรอกข้อมูล ?   ฯลฯ  ถือว่าข้อมูลเหล่านี้เป็น เสียงจาก user ชนิดที่ไม่ต้องสอบถามก็ทราบได้ 



งานของคน UX

ถึงตรงนี้หลายๆคนอยากรู้ว่า งาน UX มีอะไรบ้าง ? สุวิตา จรัญวงศ์  จึงบอกเล่าคร่าวๆจากประสบการณ์จริงๆ ไล่ตั้งแต่การเลือก persona หรือกลุ่มตัวอย่างที่ตรงกับผุ้ใช้กลุ่มเป้าหมายจริงๆ แม้จะมีไม่มากคนก็ไม่เป็นไร  ที่สำคัญคือต้องมีให้ครบทุกรูปแบบบุคคลที่เราสนใจ

ต่อไปก็เป็นการเลือกว่าจะทดสอบผลิตภัณฑ์บนจอจริงๆ หรือจะทดสอบด้วยแบบจำลองหน้าจอในกระดาษ ซึ่งก็ขึ้นกับความพร้อมและช่วงเวลา   ซึ่งในการทดสอบนั้นก็ต้องสังเกตผู้ใช้และเก็บข้อมูลอย่างละเอียด แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นผู้ใช้เครียดเกินไปแล้วหรือไม่  หากใช่ก็ดูว่าเพราะอะไร  และอาจหาทางลดความเครียดลงก่อนจะทดสอบต่อ เป็นต้น

จากนั้นก็ทำความเข้าใจ user journey คือวิธีการขั้นตอนต่างๆที่ผู้ใช้คนหนึ่งต้องประสบพบเจออย่างครบถ้วน โดยไม่แค่ เข้าใจ แต่ควรรู้ซึ้งไปถึงอารมณ์ความรู้สึกความต้องการของ user เลย

ตัวอย่างเช่นการใช้ progressive learning ลดความกลัวและความเครียดของ user โดยให้ค่อยๆเจอสิ่งที่ง่ายมากที่สุดก่อน   โดยเรื่องยากๆเอาไว้ทีหลังและให้ค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป   โดยตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด ตามหลัก Give them only what they need. เป็นต้น

ส่วน ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ  ให้มุมมองว่า งาน UX คือผู้ที่เป็นตัวกลางในการวางแผนและจัดการให้เกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและธุรกิจควบคู่กันไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

ฐิติพงษ์ชี้ว่าปัจจุบันเริ่มมีหลายบริษัทองค์กรที่เริ่มมีความต้องการคนสาย UX เข้าไปทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทออกแบบดิจิตัล บริษัทไอที สตาร์ทอัพ หรือองค์กรใหญ่ที่ต้องการบุคลากรที่เข้ามาปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน (ทั้งนี้รวมไปถึงประสบการณ์การใช้งานของทีมภายในด้วย)
งาน UX ในเมืองไทยมักจะเบนไปทางดิจิตัลเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น UX designer ปัจจุบันควรจะมีความรู้ทั้งทางด้านการออกแบบงานดิจิตัล  รวมไปถึงด้าน Programing อย่างน้อยก็ควรเข้าใจข้อจำกัดและวิธีการทำงานของเทคโนโลยี และมีความชอบที่จะแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานและตั้งใจทำความเข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

ทุกวันนี้ฐิติพงษ์มองว่างานด้าน UX designer ในไทยมุ่งไปในทิศทางที่ใกล้เคียงในต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา  แต่ที่ต่างประเทศนั้นจะมีกลุ่ม มีองค์กร ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ชัดเจน  บริษัทสมัยใหม่ต่างๆก็ให้ความสำคัญกว่าในไทย โดยถือ UX เป็นส่วนประกอบหลักในองค์กรไปแล้ว



การวัดผล
การเก็บข้อมูลมาวัดผลนั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญของงาน UX ซึ่ง ณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ได้แจกแจงว่าต้องเริ่มจากการตั้งคำถามกับทีมงานเองก่อน เช่น เราทำธุรกิจอะไร ?, ใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา ? ทำไมพวกเขาต้องมาเว็บเรา ? … จากนั้นก็ไล่เรียงเป้าหมายให้ชัดเจนในแต่ละส่วนของเว็บ เช่นต้องการให้ผู้ใช้ Sign Up สมัครสมาชิก, หรือต้องการให้ผู้ใช้อ่านนานๆอ่านเยอะๆ, ฯลฯ  ...จากนั้นจึงจะรู้ว่าต้องวัดผลอะไรเป็นสำคัญ
จากนั้นก็เป็นขั้นตอนที่คล้ายกับการวิจัยเชิงสถิติทั่วไป คือเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ (user behavior) ให้ละเอียด >> ตั้งสมมติฐาน (hypothesis) >> สังเกต (observation) โดยแบ่งเป็น attitudal (สอบถามหรือสัมภาษณ์ผู้ใช้) กับ behavioral (วิเคราะห์สถิติการใช้งาน, ดูการมองด้วยตาหรือ eyetracking, ฯลฯ)

ซึ่งรายละเอียดลงไปก็ยังต้องมีอีก เช่นแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น control group กับ experimental group เช่นให้ใช้หน้าจอคนละดีไซน์กันเพื่อทำสิ่งเดียวกันแล้วดูความแตกต่าง เป็นต้น


 
แนวโน้ม

ณัฐกรณ์ชี้แนวโน้มของงาน UX ว่าต้องพบกับสภาพที่อุปกรณ์ต่างๆมีหลายขนาดจอและหลายรูปแบบจอขึ้นกว่าเดิมอย่างมากมายมหาศาล   หรือเรียกว่าเป็น Explosion Of Screens & Devices , นำมาซึ่งปัญหาว่าผู้ใช้จะคาดหวังจากแต่ละอุปกรณ์เท่ากันหรือต่างกันอย่างไร   
นอกจากนั้นยังมีเทรนด์ใหม่ว่าหากผู้ใช้ทำงานหนึ่งในอุปกรณ์หนึ่งค้างอยู่ แล้วเกิดติดภารกิจสำคัญกะทันหัน (เช่นภรรยาสั่งให้ไปรับลูก) ก็ควรจะสามารถไปทำงานนั้นต่อบนอุปกรณ์อื่นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มใหม่   เช่นอาจจะจองตั๋วเครื่องบินค้างอยู่ หรือจองโรงแรมค้างอยู่  เว็บของโรงแรมหรือสายการบินนั้นๆก็ควรจะมีระบบรองรับการใช้งานข้ามไปมาระหว่างอุปกรณ์แบบ cross platforms นี้ด้วย

แม้เวลาในงานเสวนา TCDC Social Talk ครั้งนี้จะน้อยนิด  แต่จะเห็นได้ว่าผู้เข้าร่วมทุกคนได้ฝากความรู้และมุมมองอันมีค่าที่กลั่นมาจากประสบการณ์จริงๆได้อย่างน่าสนใจ   และเป็นภารกิจของผู้ฟังและผู้อ่านทุกท่านที่จะต้องไปศึกษาหาความรู้ต่อ และไปสังเกตงานของตัวเองว่าจะนำความรู้ด้าน UX ไปปรับปรุงพัฒนาได้อย่างไรบ้าง ?





« Back to Result

  • Published Date: 2016-11-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป