Creative Knowledge

« Back to Result | List

SHMA เปลี่ยนเมืองสู่ความรื่นรมย์ด้วยภูมิสถาปัตย์



งานภูมิสถาปัตย์ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การทำคอนโดหรือรีสอร์ทเท่านั้น เราควรนำความรู้ในด้านนี้มาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

Shma และ Shma Soen คือสตูดิโอออกแบบภูมิสถาปัตย์ (Landscape Design) ที่ก่อตั้งโดย ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกมากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่ในสิงคโปร์มากว่าเจ็ดปีก่อนจะตัดสินใจกลับมาเปิดสตูดิโอของตัวเองในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ประพันธ์เล่าว่าชื่อ Shma นี้ ออกเสียงว่า ชมา แปลว่า แผ่นดิน จึงเป็นชื่อที่เหมาะกับงานภูมิสถาปัตย์ เพราะเป็นงานที่อยู่กับผืนดินจริงๆ ภูมิสถาปัตย์ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้ แต่รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผืนดินและต้นไม้ทั้งหมด ส่วนคำว่า Soen นั้นเป็นคำที่รวบมาจากคำว่า Social environment จึงเป็นเแขนงหนึ่งของบริษัทที่ตั้งใจทำงานเกี่ยวกับการ ช่วยเหลือสังคม ผ่านงานภูมิสถาปัตย์โดยเฉพาะ



หลายปีที่ผ่านมา Shma เป็นสตูดิโอที่ให้ความสนใจกับเรื่อง พื้นที่เมือง เป็นพิเศษ โดยประพันธ์เองเชื่อว่าก่อนที่เราจะพูดถึงบริบทของเมืองนั้น เราควรจะย้อนกลับไปดูถึงสิ่งที่อยู่มาก่อนหน้าซึ่งก็คือ ป่า แต่ก่อนเราเคยอยู่กับธรรมชาติได้โดยไม่มีปัญหาภัยพิบัติ ฝนตกก็มีทางให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ ไม่มีน้ำท่วมขัง เรียกได้ว่าธรรมชาตินั้นมีวิธีรักษาสมดุลและจัดการตัวมันเองมาตลอด แต่เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาความเป็นเมืองขึ้นมา มนุษย์ก็เริ่มเข้าจัดการธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มวางอำนาจเหนือแผ่นดินจนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายอย่างที่เห็น

ในกรณีของกรุงเทพฯ คงต้องยอมรับว่าบ้านเมืองเราไม่ได้นำความรู้ด้านการออกแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับการ ดีไซน์เมือง มากนัก ทุกวันนี้แม้กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สวยๆ มากมายที่ออกแบบโดยสถาปนิกระดับหัวกะทิ แต่ระหว่างทางที่พวกเราต้อง เดินทาง จากจุดสวยที่หนึ่งไปยังจุดสวยที่สอง เรากลับต้องพบเจอกับปัญหาสารพัด ทั้งเรื่องรถติดบนถนน ทางเท้าไม่เอื้อต่อการเดิน อากาศร้อนไร้เงาต้นไม้ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจากการสร้างเมืองโดยไม่คำนึงถึงว่า ธรรมชาติจะอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างไร และมันก็นำมาซึ่งปัญหา ฝนตก-น้ำท่วม ฝนแล้ง-ไม่มีน้ำใช้ ที่ยังแก้กันไม่ตกมาจนทุกวันนี้

ความตั้งใจของประพันธ์คือการทำให้งานของ Shma และ Shma Soen ได้เข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน โดยที่ผ่านมาผลงานของเขาสามารถแบ่งได้เป็น 4 หมวดหลักๆ อันได้แก่

1. Public Park
Shma เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการกับ กลุ่มมักกะสัน ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่รณรงค์ให้รัฐบาลยกเลิกการนำพื้นที่สีเขียนขนาดใหญ่กลางกรุงไปทำห้างสรรพสินค้า ในครั้งนั้น Shma เสนอตัวเข้าช่วยจำลองภาพมักกะสันในฐานะ สวนสาธารณะโมเดลใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าถ้าพื้นที่ลักษณะนี้ถูกรักษาเอาไว้ ทั้งกรุงเทพฯ และคนกรุงเทพฯ จะได้อะไรกลับคืนจากมักกะสันบ้าง ประพันธ์เล่าว่าความตั้งใจของ Shma คือการลบความเชื่อผิดๆ ของคนไทยที่ว่าพื้นที่สีเขียวเป็นพื้นที่ไม่ทำเงิน ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้จริง ซึ่งในส่วนนี้ Shma ได้แย้งว่าหากมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้ดี นำความคิดเห็นของชาวเมืองมาเป็นหัวใจ พื้นที่สีเขียวก็อาจกลายเป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ที่ สร้างคุณค่า ได้มากกว่าห้างสรรพสินค้าเสียอีก โดยอาจจะปรับพื้นที่บางส่วนเป็นสวนสาธารณะสร้างสรรค์ เป็นสวนเชิงวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแสดง การมีพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เป็นไอเดียจะเปิดประตูให้คนเมืองมีทางเลือกใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากการเดินห้างดูบ้าง





ณ ตอนนั้น Shma เสนอให้รัฐเก็บพื้นที่สีเขียวไว้มากกว่า 80% โดยทำเป็นพื้นที่สวนที่สามารถเชื่อมโยงกับเมืองได้ มีการคิดเส้นทางลอยฟ้าเพื่อให้คนเดินทางเข้ามาง่ายขึ้น เสนอให้เก็บอาคารเก่าทรงคุณค่าต่างๆ ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งเสนอให้ปรับพื้นที่บางส่วนไว้เป็นพื้นที่รับน้ำสำหรับป้องกันอุทกภัยในอนาคตด้วย ไอเดียด้านภูมิสภาปัตย์จากทีม Shma นี้แม้จะยังไม่ถูกสร้างขึ้นจริง แต่ก็เป็นการจุดประกายความคิดให้กับสาธารณชนในการมองหาทางเลือกใหม่ให้กับสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ 

นอกจากนั้น Shma ยังเคยชนะการประกวดแบบ สวนสาธารณะบางบอน (ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้างจริงเร็วๆ นี้) โดยในแผนดังกล่าว Shma ได้ทำความเข้าใจกับบริบททางธรรมชาติ และเลือกที่จะไม่ปรับหน้าดินเดิมมากเกินไปนัก เพราะไม่ต้องการรบกวนฟังก์ชั่นตามธรรมชาติของบางบอนซึ่งเป็นที่ลุ่มรับน้ำ
ในทางตรงกันข้าม Shma กลับเลือกที่จะทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้เปิดรับน้ำได้มากกว่าเดิมด้วยการขุดทะเลสาบบริเวณใจกลางให้ลึกลงไป และนำดินที่ได้จากทะเลสาบนั้นมาถมเป็นเนินสูง 9 เนินเพื่อสร้างภูมิทัศน์ใหม่ๆ โดยรอบ


2. Urban Renewal
ย่านเจริญกรุง-บางรัก เป็นตัวอย่างของย่านที่ เกือบจะตาย แต่กำลังได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ โดยมี Shma เป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของความพยายามครั้งนี้ด้วย ประพันธ์ให้ความเห็นว่า เมื่อเมืองเจริญเติบโตไปได้ระยะหนึ่ง ย่านบางย่านที่อยู่มานานก็อาจจะตายลง ถูกทิ้งร้าง ไม่มีคนใช้งาน เจริญกรุงเป็นหนึ่งในย่านประเภทนั้น คำถามคือเราจะสามารถทำอะไรให้มันกลับมามีชีวิตชีวาได้บ้าง

ด้วยความที่ TCDC กำลังจะย้ายไปเปิดทำการใหม่ที่อาคารไปรษณีย์กลางบางรักช่วงต้นปีหน้า (พ.ศ.2560) Shma จึงมีโอกาสเข้าร่วม ฟื้นชีวิต ให้ย่านเจริญกรุงผ่านงานภูมิสถาปัตย์ ทั้งในแง่การปรับภูมิทัศน์หน้าตัวอาคาร และการเจาะเข้าไปช่วยชุบชีวิตชุมชนในส่วนต่างๆ โดยที่ผ่านมา Shma และ Department of Architecture (โดย อมตะ หลูไพบูลย์) ได้เสนอไอเดียว่าอาคารยุคใหม่ควรจะเปิดรับผู้คนมากขึ้น ไปรษณีย์กลางเดิมมีสถาปัตยกรรมที่สง่างาม แต่อาจจะไม่เชื้อเชิญให้ผู้คนเข้ามามากนัก จึงเสนอให้สร้างพื้นที่รอบตัวตึกเป็นสวนสาธารณะ เปิดให้เป็นสเปซที่เชื่อมโยงกับผู้คน ไว้รองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย และปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้เรื่อยๆ



และในขณะเดียวกัน Shma ก็ได้เข้าร่วมพัฒนาย่านเจริญกรุงนี้ให้กลายเป็น Creative District โดยเริ่มต้นจากการค้นหานิยามของคำว่า ย่านสร้างสรรค์ ว่าต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง จากนั้นจึงค่อยพัฒนาเป็น 3 กลยุทธ์หลักในการชุบชีวิตย่านขึ้นใหม่ อันประกอบไปด้วย 1) พัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนใช้ร่วมกัน 2) สร้างความเชื่อมโยงให้กับพื้นที่เหล่านั้น และ 3) สร้างคุณค่าใหม่ให้กับย่านเจริญกรุง-บางรัก

3. Urban Infrastructure

Shma มีโอกาสได้เข้าไปสร้าง สวนสาธารณะใต้ทางด่วน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างประโยชน์ใช้สอยในที่รกร้าง ถือเป็นอีกผลงานหนึ่งที่ Shma ร่วมพัฒนาขึ้นกับคนในชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะประพันธ์เชื่อว่าการทำพื้นที่สาธารณะนั้น นักออกแบบจะคิดคนเดียวทำคนเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องให้ ผู้ใช้ตัวจริง ซึ่งคือคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบด้วย เพื่อให้การดูแลรักษาและการจัดกิจกรรมต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต




4. Private Project
โครงการ Business Park ในสิงคโปร์ที่ Shma ชนะการประกวดแบบ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะสร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้ ป่า และ เมือง อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยทำเลของโปรเจ็กท์นี้มีตัวอาคารตั้งอยู่ระหว่างป่าและทะเล ซึ่ง Shma มองว่าน่าจะใช้ประโยชน์จากโลเคชั่นดังกล่าวในการเชื่อมโยงทั้งสองภูมิทัศน์ (ป่าและทะเล) ให้คืนกลับเข้าหากัน ประพันธ์เล่าว่าพวกเขาเสนอให้ยกตัวอาคารให้สูงขึ้นอีก 12 เมตรเพื่อปลูกป่าลอดใต้อาคารไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสองธรรมชาติ ทำให้ผู้ใช้ในอาคารรู้สึกเหมือนได้มาทำงานในป่าอย่างแท้จริง



เกร็ดคิดปิดท้าย
- ภูมิสถาปัตย์เป็นสาขาของงานสถาปัตยกรรมที่ต้องทำความเข้าใจกับบริบทแวดล้อม และนำหัวใจในบริบทนั้นๆ มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- งานภูมิสถาปัตย์ไม่ใช่การออกแบบสิ่งของเป็นชิ้นๆ แต่คือการดูความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ โดยไม่ใช้ตัวเองเป็นที่ตั้ง นักออกแบบต้องหันมองสิ่งรอบตัวหาคำตอบที่จะเป็นประโยชน์สูงสุด ต่อคนจำนวนมากที่สุด และอย่างยั่งยืนที่สุดด้วย  


                                 View_profile.jpg
  คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Shma ได้โดยตรง

« Back to Result

  • Published Date: 2016-10-03
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป