Creative Knowledge

« Back to Result | List

จากเจ้าของบ้านสู่สถาปนิก บ่งชี้เทรนด์ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยที่กำลังมาแรง

เทรนด์ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของคนไทยนั้นมีความสอดคล้องกับเทรนด์โลก ขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างเฉพาะตัว TCDCCONNECT ชวนคุณไปจับกระแสความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มในอนาคต ผ่านการพูดคุยกับสถาปนิกผู้สะสมประสบการณ์จากการทำงานกับเจ้าของบ้านโดยตรง ในที่นี้เราจะไม่พูดถึงในแง่สไตล์การออกแบบ เพราะสไตล์นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาเสมอ และยังเป็นไปตามความชอบเฉพาะบุคคลอีกด้วย แต่เราขอพูดถึงความต้องการที่เป็นจุดร่วมใหญ่ของผู้อยู่อาศัย และกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

มุมมองจาก 3 สถาปนิก 3 บริษัท อันได้แก่ คุณปิติ เพชรดำ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบจาก Pilaster Studio Design คุณณรงค์เดช รักกลาง สถาปนิกผู้ก่อตั้ง  NAR Architects และคุณวรินทร ตรีกิจการ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบจาก A.S.P Bangkok นั้นมีทั้งจุดร่วมและจุดแตกต่าง ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นกระแสหลัก ดังนี้

co-house01.jpg

1. การอยู่อาศัยในแนวตั้งกับขนาดพื้นที่ที่เล็กลง
นี่คือสิ่งที่ประเทศส่วนใหญ่มีเหมือนกัน จากสถิติการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรโลกมีแนวโน้มจะเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่ มากกว่าอยู่ต่างจังหวัดหรือชานเมือง ในอีก 15 ปีข้างหน้าประชากรโดยรวม 60% จะมากระจุกตัวกันอยู่ในมหานครที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการคมนาคมระบบรางที่ก้าวหน้า “บวกกับสังคมที่มีการแชร์ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ก็ทำให้ทุกคนมีความต้องการที่จะมาอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความสะดวกทันสมัยเหล่านั้นด้วย” คุณปิติ จาก Pilaster Studio Design เสริม ที่อยู่อาศัยของคนจึงเปลี่ยนจากบ้านเดี่ยวชานเมือง มาเป็นคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าแทน

 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของเรา ส่วนในต่างจังหวัด คุณณรงค์เดช จาก NAR Architects ซึ่งรับงานออกแบบโครงการบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และที่โคราช เห็นว่าที่โคราชก็มีความพยายามที่จะขึ้นโครงการคอนโดมิเนียมเช่นกัน แต่ด้วยความที่พื้นที่ในจังหวัดยังมีอยู่มากมาย บ้านเดี่ยวจึงยังเป็นสิ่งที่หลายคนมองหา โครงการคอนโดมิเนียมจะประสบความสำเร็จเฉพาะในแหล่งธุรกิจที่คนหนาแน่นจริงๆ เท่านั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มอายุคนเช่นกัน หากเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานที่เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัวจะเน้นการอาศัยในคอนโดมิเนียมกลางเมือง เน้นความสะดวกสบาย ในขณะที่กลุ่มผู้สูงวัยจะชอบความสงบของชานเมืองมากกว่า

co-house02.jpg

2. เน้นที่เก็บของ และเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์
ผลจากขนาดพื้นที่ที่เล็กลง ทำให้ทุกตารางนิ้วมีค่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชั้นเก็บของเต็มผนัง เตียง หรือโซฟาที่เก็บของได้ ฯลฯ คุณปิติ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการออกแบบภายใน พบว่า “เจ้าของบ้านส่วนมากจะถามถึงที่เก็บของที่ผนวกเข้ามากับฟังก์ชั่นของเฟอร์นิเจอร์ และขอให้ออกแบบฟังก์ชั่นเพิ่มเติมจากโครงสร้างเดิมที่คอนโดให้มา เพื่อปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตจริง” เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้หลายการใช้งานหรือพับเก็บได้ (Flexible Furniture) ก็กำลังมาแรง คุณณรงค์เดชให้ความเห็นว่า “Flexible Furniture มีมานานแล้ว แต่ในเมืองไทยยังไม่มีพัฒนาการมากเช่นที่ญี่ปุ่น เพราะขนาดที่อยู่อาศัยเราไม่ได้เล็กถึงขนาดนั้น แต่ต่อไปก็คงเล็กลงเรื่อยๆ และเทรนด์ในอนาคตอันใกล้ ก็น่าจะอยู่ที่ Flexible Furniture ที่เต็มรูปแบบมากขึ้น”

co-house03.jpg

3. การเลือกใช้วัสดุใหม่

สิ่งที่มาพร้อมกับความต้องการในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นเฉพาะตัว คุณปิติบอกว่าเป็นเรื่องของวัสดุใหม่ที่ต้องเน้นความคงทน คุ้มค่า อีกทั้งยังมีผลต่อการออกแบบด้วย “ตอนนี้การออกแบบเกี่ยวข้องกับวัสดุใหม่เยอะมาก เจ้าของบ้านเองก็หาความรู้มากขึ้น มีความรู้เรื่องวัสดุใหม่เข้ามามาก ดีไซเนอร์ต้องปรับตัวตาม เช่น อิฐโปร่งใส เป็นต้น ซึ่งพอมีแบบนี้ก็ทำให้การออกแบบเปลี่ยนไปเลย บางอย่างดีไซเนอร์อาจยังไม่รู้ แต่ลูกค้ารู้มากกว่าเสียอีก ผมว่านวัตกรรมวัสดุนี่แหละ ที่จะมีผลต่อดีไซน์อย่างมาก”

co-house04.jpg

4. ความต้องการแสดงออกถึงตัวตนผ่านสไตล์การออกแบบ

กลุ่มผู้มองหาที่อยู่อาศัยรุ่นใหม่อยู่ในช่วง Gen Y ซึ่งต้องการแสดงตัวตนที่แตกต่างผ่านการใช้ชีวิต และที่อยู่อาศัยของพวกเขา คุณวรินทร จาก A.S.P. Bangkok บอกว่า “แต่ก่อนลูกค้ามองหาบ้านจัดสรรที่มีความปลอดภัยสูง เอาชีวิตไปอยู่ในพื้นที่ที่เขาตระเตรียมไว้ให้ แต่ในปัจจุบัน ลูกค้าต้องการมีส่วนร่วมกับดีไซน์ โหยหาความมีคาแรกเตอร์ สะท้อนความเป็นตัวเองให้มากที่สุด โดยเน้นรูปแบบใหม่ และเน้นเทคโนโลยีตามกระแสโลกด้วย”

ส่วนคุณปิติและคุณณรงค์เดชเห็นตรงกันว่า “สไตล์การออกแบบพื้นที่สาธารณะ เช่น ร้านกาแฟ หรือโรงแรม ที่เน้นดีไซน์นำกำลังเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้ ก็ส่งผลต่อการเลือกสไตล์ที่อยู่อาศัยด้วย อย่างสไตล์ลอฟต์ และวินเทจก็ยังมาแรงอยู่ ลูกค้าจึงนิยมนำสไตล์นี้ไปอยู่ในบ้านของพวกเขาด้วย”

5. การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design)

 นอกจากความรู้เรื่องวัสดุ เจ้าของบ้านในปัจจุบันก็มีความรู้เรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลมากขึ้น เช่น บ้านที่ออกแบบโดยคิดถึงเด็ก และคนชรา คุณปิติเห็นว่า “เจ้าของบ้านเองก็มีการคำนึงถึงการออกแบบทางลาด เพื่อผู้สูงอายุ ทั้งพ่อแม่ หรือเผื่อไปถึงเมื่อตนเองแก่ตัวไปในอนาคตด้วย” 

co-house05.jpg

6. การออกแบบความยั่งยืน

ความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นกระแสหลักที่อยู่คู่การออกแบบทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในอดีตเราอาจเห็นการรับดีไซน์ที่อยู่อาศัยของโลกตะวันตกมาสร้างในเมืองไทย ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม แต่ในวันนี้เจ้าของที่อยู่อาศัยล้วนมีความรู้ และเข้าใจเรื่องการออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติในพื้นที่มากขึ้น สถาปนิกก็สามารถนำเสนอการออกแบบที่ประหยัดทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และนำธรรมชาติรอบตัวเข้ามาใช้ประโยชน์กับอาคารได้ แนวทางที่เป็นมากกว่ากระแสนี้ ไม่ว่าบริษัทไหนก็เห็นเช่นเดียวกัน 

7. เทคโนโลยีเพื่อกับที่อยู่อาศัย

 เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนกับชีวิตของผู้คนมากขึ้นทุกวัน A.S.P Bangkok ซึ่งเจาะกลุ่มการออกแบบบ้านให้กับลูกค้าตลาดบน พบว่าความต้องการบ้านที่ผสานเทคโนโลยีมีเพิ่มขึ้นสูง “ลูกค้าหลายรายต้องการบ้านที่มีกล้องวงจรปิด มีระบบสแกนนิ้ว ควบคุมการปิดเปิดและการใช้งานต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งผมว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนี่แหละที่จะมีผลต่อเทรนด์การออกแบบบ้านมากที่สุด” เช่นเดียวกับคุณณรงค์เดชที่เห็นว่าบ้านอัจฉริยะเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน “ตอนนี้ก็เริ่มมีแล้ว โดยเริ่มที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทก่อน เช่น ทีวี หรือตู้เย็น แต่อีกหน่อยคงแพร่หลายไปถึงอุปกรณ์ในบ้านสามารถทั้งหมด เช่น ระบบอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ มีการแจ้งเตือนต่างๆ หากเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ในไทยก็มีบางโครงการที่เริ่มทำเทคโนโลยีเหล่านี้แล้ว มันเป็นไปได้แน่ แต่สำหรับเมืองไทยอาจจะช้าหน่อย ด้วยข้อจำกัดด้านราคาและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ”

co-house07.jpg

8. เจ้าของบ้านผู้รอบรู้

ก่อนจะมีบ้าน เจ้าของบ้านทุกคนมักค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว สถาปนิกในปัจจุบันจึงต้องทำการบ้านหนักขึ้น ในการอัพเดทความรู้รอบด้านอยู่เสมอ เพื่ออธิบายและแนะนำสิ่งที่เหมาะสมให้เจ้าของบ้านได้ ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็เข้าถึงข้อมูลเรื่องการออกแบบ วัสดุใหม่ หรือการก่อสร้างได้ แต่การประยุกต์ความรู้มาใช้ในบริบทจริงนั้นเป็นหน้าที่ของสถาปนิกโดยตรง




« Back to Result

  • Published Date: 2015-12-14
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป