Creative Knowledge

« Back to Result | List

Maker Movement ความเคลื่อนไหวจากนักลงมือทำที่เปลี่ยนแปลงโลก

r_Maker-Space-copy.jpg

‘Maker’ ในความหมายของผู้สร้างสรรค์ นักลงมือทำ ไปจนถึงนักประดิษฐ์ทั้งหลาย ปัจจุบันคำๆ นี้ได้มีพัฒนาการขึ้นตามช่วงระยะเวลาจนสามารถกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ในสังคมร่วมสมัยได้ 

อันที่จริง Maker Culture นั้นมีพื้นฐานที่ต่อยอดมาจากวัฒนธรรม DIY (Do It Yourself) นับตั้งแต่ช่วงปีค.ศ.1910 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนชอบซ่อมแซมสิ่งของ จับนั่นผสมนี่ และใช้เวลาว่างไปกับการสร้างงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์   จิตวิญญาณความเป็นนักประดิษฐ์อันนี้ได้ถูกส่งผ่านมาถึงยุคสมัยของการปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร ทุกวันนี้วัฒนธรรม DIY ได้ผสานรวมเข้ากับความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีหลากหลายด้าน อาทิ นวัตกรรมหุ่นยนต์ เครื่องพิมพ์สามมิติ วงจรไฟฟ้า ฯลฯ จนเกิดเป็นความเคลื่อนไหวของนักประดิษฐ์ หรือ ‘Maker Movement’ ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกใบนี้

makermovement1.jpg


Maker Culture ในปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะสำคัญบางอย่าง เช่น มีการสร้างเครือข่าย มีการแบ่งปันความรู้ (ที่เกิดจากความสนุกเป็นหลัก) วัฒนธรรมนักประดิษฐ์นี้ถือเป็น ‘จุดตัด’ ระหว่างขอบเขตของความรู้ความสนใจแบบเดิม ที่มาเจอกับวิถีการทำงานของช่างฝีมืออย่างการกลึงเหล็กยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม การเขียนด้วยลายมือ การถ่ายทำภาพยนตร์ ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ ฯลฯ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในคอมมูนิตี้ของเหล่า ‘เมคเกอร์’ รวมไปถึงการแบ่งปันข้อมูลผ่านสื่อเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ได้ให้กำเนิดคลังชุดวามรู้ขนาดใหญ่ และได้กลายเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนไอเดีย การพบปะ และการแชร์พื้นที่สำหรับวัฒนธรรมการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ  ที่สำคัญมันได้ทำให้ขั้นตอนการ “แฮค” เครื่องมือการผลิตและฮาร์ดแวร์ประเภทต่างๆ  รวมถึงการปลอกเปลือกโมเดลธุรกิจ (เพื่อนำมาปรับใช้ในแบบของเราเอง)กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายเพียงแค่ไม่กี่คลิก

เครื่องมือที่เหล่าเมคเกอร์ยุคใหม่
นำมาใช้นั้นมีหลากหลาย ที่นิยมมากที่สุดก็คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากไมโครเวฟยุคต่อไปของบ้านอย่างเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D printer), กล้องโดรน (Drone), MCU (Microcontrollers - เครื่องควบคุมขนาดเล็กที่ภายในมีหน่วยความจำซีพียู) เช่น คอมพิวเตอร์ Raspberry Pi หรืออาร์ดุยโน่ (Arduino) ซึ่งมีคุณสมบัติร่วมเหมือนกันคือสามารถตั้งโปรแกรมและเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้านได้ง่าย  ส่วนในด้านซอฟท์แวร์ก็มีความเคลื่อนไหวแบบ ‘โอเพ่นซอร์ส’ (Opensource) ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมมากมายได้ฟรี รวมไปถึงสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ไปด้วยกันได้

makermovement2.jpg

เหล่าเมคเกอร์รุ่นใหม่เลือกที่จะคิดค้นสิ่งต่างๆ ขึ้นตามความชอบ ส่วนใหญ่มักเริ่มจากชิ้นงานที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น การทดลองทำอาหารที่ชอบทานขึ้นเอง ทั้งกาแฟแบบ Home Brew (แน่นอนว่าสามารถพิมพ์เครื่องดริปได้จากเครื่องพิมพ์สามมิติ) การหมักไวน์ (พิมพ์ฉลากไวน์ของเราเองจากเครื่องเลเซอร์คัท) และการลองทำไส้กรอกหรือการหมักแป้งขนมปังด้วยตัวเอง เป็นต้น



makermovement3.jpg


Maker Culture ที่เรากล่าวถึง
นี้ยังแสดงบทบาทสำคัญในภาคการศึกษาด้วย นั่นก็คือมันทำให้เกิดการลงทะเบียนเรียนเฉพาะในวิชาตระกูล STEM: Science, Technology, Engineering and Mathematics มากยิ่งขึ้น  ยกตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัย Case Western Reverse ที่ได้ก่อตั้ง Think[box] Center for Innovation ขึ้นมา โดยนำเสนอพื้นที่ให้นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานภายใต้คอนเซ็ปท์แบบ ‘Learning by Doing’ ถือเป็นทางเลือกใหม่ของการเรียนรู้ที่อยู่นอกเหนือจากการฟังบรรยายหน้าห้อง 


แนวคิดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่นักศึกษาในสาขา STEM เท่านั้น เพราะด้วยวัตถุประสงค์ของสถาบันการศึกษาที่ต้องการสอนให้เด็กเจเนอเรชั่นต่อไปเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความหลากหลายได้  แม้ในสาขาวิชาอื่นๆ อย่างเช่นศิลปศาสตร์ ไม่ว่าจะในวิชาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม จริยธรรม ฯลฯ (ที่เป็นต้นทางของความคิดสร้างสรรค์และเป็นเบื้องหลังของการเคลื่อนไหวทั้งหลาย) ก็หันมาอาศัยหลักการ ‘สอนและเรียนรู้’ ในลักษณะเดียวกัน  ยกตัวอย่างเช่นคณะศิลปศาสตร์ของ Union College ในนิวยอร์ก ที่ก็ได้สร้างคอมมูนิตี้นักลงมือทำ (Maker Community) ขึ้นมา โดยมีการกำหนดวันและเวลาให้นักศึกาต่างแคมปัสสามารถเข้ามาสร้างสรรค์และร่วมมือกันทำงาน ทั้งการออกแบบฉากภาพยนตร์ การเย็บหลอดไฟ LED เป็นชุดวันฮัลโลวีน การประกอบเซนเซอร์ในหุ่นยนต์ทหาร การเปลี่ยนเครื่องทำป็อปคอร์นเป็นเครื่องคั่วกาแฟ และอื่นๆ เป็นต้น

สำหรับความเคลื่อนไหวของเหล่าเมคเกอร์ (Maker Movement) ที่มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐฯ และได้เริ่มกระจายมายังทวีปอื่นๆ ทั่วโลก  มีนักวิชาการได้ให้นิยามความเคลื่อนไหวนี้ไว้ว่า “เป็นการโต้กลับเพื่อแสดงออกถึงการกลับมายึดอำนาจในการผลิตให้อยู่ในมือของผู้บริโภค เป็นผลของการต่อต้านการผลิตแบบแมส (Mass production) และอำนาจการผูกขาดของผู้ผลิตรายใหญ่ (Monopoly Chain Stores) ดังนั้นผลลัพธ์การทำงานมากมายของกลุ่มเมคเกอร์จึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ การพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมท้องถิ่น  โดยมักจะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน และพัฒนารูปแบบการผลิตไปสู่ของใช้ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น”

ประเภทและลำดับขั้นของเหล่าเมคเกอร์’ 

1. Zero to Maker มือใหม่เริ่มจากศูนย์ – แน่นอนว่าเหล่านักประดิษฐ์ทั้งหลายล้วนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน บางคนมีพื้นฐานติดตัว บางคนก็เพิ่งเริ่มให้ความสนใจ แต่สิ่งที่เมคเกอร์มือใหม่เหล่านี้มีเหมือนกันก็คือพวกเขามี ‘แรงผลักดันในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ’ จนสามารถเปลี่ยนความสนใจส่วนตัวให้กลายเป็นสิ่งของที่ผลิตขึ้นเอง และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจริงได้  อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่นักสร้างสรรค์แบบ Zero to Maker ต้องมีก็คือความสามารถในการเรียนรู้ทักษะในการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ และความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการผลิตด้วย

2. Maker to Maker สร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์ ลักษณะเฉพาะของนักสร้างสรรค์ในขั้น Maker to Maker อยู่ที่การเริ่มต้นสร้างความร่วมมือระหว่างกัน มีการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ โดยในขั้นนี้จะเริ่มมีการสร้าง ‘แพลทฟอร์มร่วม’ เพื่อปลดปล่อยความต้องการที่แท้จริงและพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่แต่ละคนมีอยู่ เมคเกอร์ในขั้นนี้จะร่วมมือกันทำงาน แบ่งปันข้อมูลและทักษะที่เป็นประโยชน์ระหว่ากันมากขึ้น

3. Maker to Market เปิดตัวสู่ตลาด ต่อเนื่องจากการจัดสัมมนาและเวิร์กช็อปแค่ภายในดิจิทัลคอมมูนิตี้ที่สร้างกันขึ้นเอง คลื่นลูกใหม่แห่งวงการนักประดิษฐ์และนวัตกรรมก็ถึงเวลาที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ในขั้นนี้เหล่าเมคเกอร์จะเริ่มหาเวทีเปิดตัวสู่สาธารณะ เริ่มก้าวเข้าหาผู้คนกลุ่มใหม่ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากคอมมูนิตี้เดิมของตน ซึ่งการเปิดตัวสู่ตลาดใหม่นี้ก็อาจจะนำพานวัตกรรมบางตัวไปสู่สนามการค้าเชิงพาณิชย์ และสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต

Maker Space เอาจริงกับเรื่องเล่น 
การจะทำให้ไอเดียหนึ่งๆ เกิดเป็นรูปเป็นร่างและจับต้องได้ย่อมต้องอาศัยพื้นที่ในการลงมือทำ โดยพื้นที่ที่เรียกว่า ‘Makerspace’ นั้นอาจเป็นแค่พื้นที่ในโรงรถหรือสวนหลังบ้าน ที่ภายในเต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้การสร้างสรรค์หรือการประดิษฐ์อะไรบางอย่างเป็นจริงขึ้นได้  

ปัจจุบันนี้หนึ่งใน Makerspace ที่โด่งดังมากก็คือ Techshop ซึ่งมีบริการตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการพิมพ์งานสามมิติ ไปจนถึงการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม และการสอนทำต้นแบบ โดยจะคิดค่าธรรมเนียมกันในรูปแบบของการสมัครสมาชิก และสำหรับในเมืองไทย เราก็เริ่มมีบริการสำหรับเมคเกอร์หน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นที่ FabCafe ร้านกาแฟที่มีบริการพิมพ์งานสามมิติและเลเซอร์คัท ทั้งมีเวิร์กช็อปที่จัดกันเป็นประจำทุกเดือน หรืออย่างที่ Maker Zoo Bangkok ที่เปิดให้บริการด้านสถานที่ เครื่องไม้เครื่องมือ และเป็นหน้าร้านสำหรับเหล่าเมคเกอร์ที่มีผลงานเป็นของตัวเองแล้วด้วย

makermovement4.jpg

สำหรับผู้ที่สนใจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Maker Movement แนะนำให้ลองหาภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Maker - A documentary on the Maker Movement” มาดูกันได้


เครดิตข้อมูล
วิกิพีเดีย
บทความ What Is the Maker Movement and Why Should You Care? และบทความ The Maker Movement and the Humanities: Giving Students A Larger Toolbox จาก huffingtonpost.com
บทความ How to think like a maker: values your company should be adopting จาก wired.com
บทความ Why the Maker Movement Is Important to America’s Future จาก time.com

เครดิตภาพ
bloomberg.com
adafruit.com
chowstatic.com
facebook.com/makerzoo
situstudio.com 

« Back to Result

  • Published Date: 2015-03-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป