Creative Knowledge

« Back to Result | List

เอเลี่ยน : กับการเนรมิตรฝันร้ายให้เป็นงานศิลปะที่โลกตะลึงของ H. R. Giger

เรื่อง : อิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์

ap_giger_140513_dg_16x9_992.jpg


เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา วงการนักออกแบบ วงการศิลปะ และวงการภาพยนตร์ได้สูญเสียศิลปินชื่อดังชาวสวิส
“H. R. Giger” (Hans Ruedi Giger) ผู้ออกแบบสัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่มีรูปแบบเฉพาะตัวในภาพยนตร์ชุด “เอเลี่ยน”อันโด่งดัง ไปในวัย 74 ปี จากการประสบอุบัติเหตุตกบันไดที่บ้านพักของเขาในเมืองซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

เรามาทำความรู้จักถึงที่มาของงานที่ผสมผสานความน่าสะพรึงกลัวและความสง่างามอันเป็นลายเซ็นของศิลปินชาวสวิสคนนี้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกคนนี้กันดู

H. R. Giger เกิดเมื่อปี 1940  ในเมือง Chur ทางภาคตะวันออกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ Giger มีประสปการณ์ที่หม่นมืดกับความฝันที่หลอกหลอนมาตั้งแต่วัยเยาว์ (เขาเป็นโรคที่เกี่ยวกับปัญหาการนอนหลับ หรือ Sleep Disorder) Giger มีพ่อที่เป็นนักเคมีที่มองศิลปะเป็นอาชีพที่ต้องกัดก้อนเกลือกิน และไม่สนับสนุนให้เขาเป็นศิลปิน แต่แม่ของเขานั้นกลับคอยผลักดันให้เขานำศิลปะมาใช้ในการเยียวยาจิตใจที่มืดหม่นนั้น ซึ่งในที่สุด Giger เข้าเดินทางเข้ากรุงเพื่อศึกษาต่อทางด้านสถาปัตยกรรมและออกแบบอุตสาหกรรมที่ School of Applied Arts ที่เมืองซูริคในปี 1962

H. R. Giger work.jpg

Li I หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ  Giger

Giger บำบัดความเจ็บปวดของเขาด้วยการวาดรูป เริ่มจากการใช้หมึกวาด สีน้ำมัน จนถึงงานแอร์บรัช ที่สร้างสรรค์รูปแบบงานศิลปะเฉพาะตัวที่มาจากความฝันอันหลอนหลอก มาเป็นศิลปะเหนือจริงที่รวมร่างสิ่งมีชีวิตกับจักรกลเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน   Giger เล่าว่าหนึ่งในฝันร้ายสมัยก่อนที่จะจบการศึกษาของเขาก็คือ เขาพบว่าตัวเองติดอยู่ในห้องน้ำแห่งหนึ่งในเมืองซูริค และผนังรอบๆเหล่านั้นได้มีชีวิตที่มีผิวเหวอะหวะเหมือนติดโรคร้ายกลายเป็นปีศาจที่จ้องมองเขาผ่านรอยแยกผนัง โดย Giger ให้คำจำกัดความของงานศิลปะจากฝันร้ายของเขาว่า "biomechanical" (ชีวจักรกล) นอกจากนั้น ศิลปินอย่าง Ernst Fuchs และ Salvador Dalí ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่สร้างแรงบันดาลใจให้ Giger อีกด้วย

11.JPG

ผลงานของศิลปินเหนือจริง Ernst Fuchs (ซ้าย) และ Salvador Dalí (ขวา) ที่เป็นแรงบันดาลใจในงานของ Gigeer

H. R. Giger กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากผลงานชื่อ 'Xenomorph' ในหนังไซ-ไฟสยองขวัญเรื่อง “เอเลี่ยน” (Alien) ซึ่งโด่งดังเป็นที่จดจำถึงความเป็นเอกลักษณ์และความน่ากลัว ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาสเปเชียลเอฟเฟคในปี 1980 โดยที่มาของเอเลี่ยนนี้พัฒนามาจากชิ้นงานที่ชื่อ Necronom IV ของ Giger ในปี 1976 โดย Giger ได้มีส่วนร่วมกับภาพยนตร์ภาคต่อนี้ตั้งมาจนถึงปัจจุบัน (Alien (1979), Aliens (1986), Aliens 3 (1992), Alien: Resurrection (1997) และ Prometheus (2012)

Necronom IV.jpg Necronom IV

3030576-inline-movies-xenomorph-creatures-teeth-aliens-movie-alien-giger-76555-20-930x622.jpg 
                                                                           รูปแบบของเอเลี่ยนบนแผ่นฟีล์มที่พัฒนามาจากภาพ Necronom IV


นอกจากผลงานด้านการออกแบบศิลป์ในวงการภาพยนตร์แล้ว
Giger ยังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเหนือจริงนี้ไว้ในวงการดนตรี วงการตกแต่งภายใน และวงการเกมส์คอมพิวเตอร์อีกด้วย

Giger ออกแบบอาร์ตเวิร์คให้กับศิลปินมากมายรวมถึงศิลปินดังอย่าง Debbie Harry (Blondies), The Dead Kennedys รวมถึงงานออกแบบผลิตภันฑ์อย่างไมค์โครโฟนของ โจนาธาน เดวิด แห่งวง Korn

debbie Koo Koo.jpg

ปกอัลบั้ม Koo Koo ของ Debbie Harry

 my-johnathan-davis.jpg

ไมค์โครโฟนขาตั้งของ โจนาธาน เดวิด แห่งวง Korn

ส่วนในวงการตกแต่งภายใน ด้วยความที่เขามีพื้นฐานด้านสถาปัตยกรรม Giger ได้ออกแบบภายในคลับที่ชื่อ Giger Bars พิพิธภันฑ์วิทยาศาสตร์เหนือจริง Maison d'Ailleurs และพิพิธภันฑ์ที่รวบรวมงานเของเขาเองในชื่อ Museum H. R. Giger ที่สร้างขึ้นในปี 1998

Gigerbar.jpg

ผลงานการออกแบบทางเข้า Giger Bar ในเมือง Chur บ้านเกิดของเขา

จากวลีคุ้นหูที่กล่าวว่า “คุณไม่สามารถตัดสินหนังสือจากปกของมัน” นั้นใช้ได้ดีกับชีวิตของ Giger โดย Stewart Jamieson เพื่อนร่วมงานคนสนิทของ Giger เผยว่าเขาเป็นคนที่อ่อนโยนและขี้อายมาก นอกจากนั้น Stewart ยังกล่าวชื่นชมว่า Giger เป็นหนึ่งในศิลปินเหนือจริงในยุคของเขา ซึ่ง Giger เองไม่เคยพิจารณาว่าตัวเองเป็นนักออกแบบศิลป์ของวงการภาพยนตร์ แต่เขาเป็นศิลปินและงานเอเลี่ยนมันเป็นแค่ผืนผ้าใบอีกผืนที่เขาทำงานเท่านั้น

\'Xenomorph\'.jpg

Giger ในวัยหนุ่ม กับผลงานชิ้นเอกของเขา

ในปี 2004 ชื่อของ Giger ได้รับรางวัลทางวัฒนธรรมที่ชื่อ La Medaille de la Ville de Paris ของฝรั่งเศส และเมื่อปีที่แล้ว ชื่อของเขาก็ได้รับเกียรติให้ไปอยู่ใน Science Fiction Hall of Fame ที่เมืองซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกา ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่าง David Bowie และ JRR Tolkien และงานของเขาก็ถูกจัดแสดงอยู่ทั่วโลก อาทิ เมืองฮัมบูร์กในประเทศเยอรมันนี กรุงมอสโควของรัสเซีย และ อิสตันบุลในตุรกี และร้านสักลายทั่วโลกที่มักจะมีงานของ Giger เป็นหนึ่งในแบบให้ผู้ที่หลงไหลในการสักลายเอาไว้เลือก

Giger ไม่ได้คิดว่าผลงานของเขาน่าสะพรึงกลัวเพียงอย่างเดียว “บางทีผู้คนมองเห็นแต่ความสยดสยองในภาพเขียนของผม” Giger กล่าว “แต่ผมบอกไปว่าโปรดมองดูให้ดี พวกเขาอาจจะเห็นสองสิ่งในภาพเขียนของผม – สิ่งที่น่ากลัวกับสิ่งที่สวยงาม...ผมชอบความสง่างามเช่น art nouveau ที่ประกอบไปด้วยเส้นตรงและเส้นโค้ง สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักในงานของผม”

กล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาของ Giger ถือว่าเป็นตัวอย่างในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการนำฝันร้ายของเขามาระบายลงบนแผ่นผ้าใบเพื่อเป็นการบำบัดโรคนอนไม่หลับนั้น ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จระดับโลกของเขานั่นเอง

ข้อมูลและภาพประกอบอ้างอิงจาก
Wikipedia
http://en.wikipedia.org/wiki/HR_Giger#Films
BBC http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-27390345
Fastcodesign http://www.fastcodesign.com/3030576/how-hr-giger-the-weirdo-designer-behind-alien-became-a-household-name

 

« Back to Result

  • Published Date: 2014-05-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป