Articles

« Back to Result | List

AGRA: รักนิรันดร์...ปัจจุบันที่สั่นคลอน

ริมฝั่งแม่น้ำยมุนาทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียไกลจากกรุงนิวเดลีราว 200 กิโลเมตร คือ ที่ตั้งของอดีตเมืองหลวงในยุครุ่งเรืองแห่งจักรวรรดิโมกุลก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลซึ่งได้แผ่ขยายอาณาจักรใต้ปกครองออกไปกว้างไกลทั่วฮินดูสถาน “อักรา (Agra)” คือ ศูนย์กลางแห่งการปกครองและบ่มเพาะทางศิลปวัฒนธรรมที่ซึ่งนักปราชญ์และศิลปินได้รับการสนับสนุน และเป็นแหล่งกำเนิดของสถาปัตยกรรมแบบโมกุลชิ้นเอกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อนุสรณ์สถานแห่งรักที่เป็นภาพจำ สัญลักษณ์ และความภาคภูมิใจของอินเดีย “ทัช มาฮาล (Taj Mahal)”

A PROMISE TO KEEP
เมื่อความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดบนโลกใบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากสิ่งที่เรียกว่า “คำมั่นสัญญา” จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของมนุษย์ที่ตกอยู่ในห้วงรัก กล่าวกันว่าเมื่อมุมตัส มาฮาล (Mumtaz Mahal) มเหสีผู้เป็นทั้งคู่รักและเพื่อนคู่คิดของจักรพรรดิชาห์ จาฮาน (Shah Jahan) แห่งราชวงศ์โมกุลกำลังจะสิ้นใจหลังให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่ 14 คำสัญญาสุดท้ายที่ร้องขอจากคนรักมีเพียงสองข้อ หนึ่งคือคำมั่นว่าจะมีเพียงพระนางผู้เดียวที่อยู่ในใจ และสองคือจะสร้างที่พักพิงแห่งสุดท้ายที่งดงามเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วไป


© flickr.com/lab604

หกเดือนหลังการจากไปของพระมเหสี แม้ว่าจิตใจของพระเจ้าชาห์จะยังบอบช้ำ แต่เพื่อทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ การก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคจึงเริ่มต้นขึ้น สถาปนิกเอกจากอินเดีย ตุรกี และเปอร์เซียได้รับเชิญให้มาร่วมทีมเพื่อรังสรรค์ให้อนุสรณ์สถานแทนรักนิรันดร์บนพื้นที่ 105 ไร่ บริเวณริมฝั่งโค้งของแม่น้ำยมุนาซึ่งให้ทัศนภาพที่สวยงามที่สุดนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด

จุดเด่นของอนุสรณ์สถานแห่งนี้คืออาคารโดมสีขาวซึ่งเป็นสุสานของพระมเหสี ก่อสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหมดราวกับสรวงสวรรค์ ในขณะที่สถาปัตยกรรมอื่นๆ บริเวณรอบสุสานอย่างมัสยิดและประตูทางเข้า (Darwaza-I rauza) ด้านหน้าสร้างด้วยหินทรายสีแดง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างล้วนมาจากแหล่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะหินอ่อนสีขาวจากเมืองมาครานา ในแคว้นราชสถานซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหินอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ด้วยเนื้อหินที่มีความแข็งและสีขาวนวลเปล่งประกายสวยงามซึ่งราชสำนักสงวนไว้เพื่อใช้สำหรับสิ่งก่อสร้างสำคัญ หินอ่อนสีแดงนำมาจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลืองจากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ นอกจากนี้ อัญมณีและหินมีค่าซึ่งใช้ในงานตกแต่งก็มาจากทั่วทุกสารทิศ อาทิ โมราจากรัฐปัญจาบ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ลาพิส ลาซูลีจากอัฟกานิสถาน แซฟไฟร์จากศรีลังกา เทอร์ควอยซ์จากธิเบต หยกและคริสตัลจากจีน ปะการังและหอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย ฯลฯ วัสดุถูกขนส่งด้วยช้างมากกว่าหนึ่งพันเชือก และก่อสร้างด้วยแรงงานทั้งหมดมากกว่า 20,000 ชีวิต

มีการบันทึกไว้ว่า ในช่วงเวลา 22 ปีของการก่อสร้าง บริเวณรอบเขตราชสำนักเต็มไปด้วยช่างอิฐ ช่างตัดหิน ช่างฝีมือ ช่างแกะสลัก และผู้ประดิษฐ์อักษรจารึกที่ทำงานกันอย่างรีบเร่ง “ทัช มาฮาล” หรือ “มงกุฎแห่งพระราชวัง” กลายเป็นความสนใจทั้งหมดของชาห์ จาฮาน ผู้ซึ่งชื่นชอบและสนับสนุนงานด้านสถาปัตยกรรมเป็นทุนเดิม ราชสมบัติส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 แสนเหรียญสหรัฐฯ หลากหลายตำนานยังเล่าต่อกันมาอีกว่า หลังจากทัช มาฮาลสำเร็จสมบูรณ์ในปี 1653 ชาห์ จาฮานได้ให้นายช่างและสถาปนิกทำสัญญา (บางตำนานเล่าว่าถูกประหารชีวิตหรือตัดมือ) เพื่อไม่ให้สร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ยิ่งใหญ่และงดงามไปกว่าทัช มาฮาล อีกเลย

ความงดงามของทัชมาฮาลที่ตราตรึงอยู่ในใจคนทั้งโลก จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า หากยังรวมถึงเรื่องราวการแสดงออกถึงความรักอันมั่นคงบนความไม่แน่นอนของชีวิตที่แฝงอยู่เบื้องหลัง และความรักเดียวกันนี้เองที่นำไปสู่คำมั่นสัญญาซึ่งต้องแลกมาด้วยปากท้องและหยาดเหงื่อของชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย

PIETRA DURA
ลวดลายโมเสกอ่อนช้อยราวภาพวาดซึ่งเป็นที่กล่าวขานของทัช มาฮาล เป็นรูปแบบศิลปะการฝังหินสีลงบนแผ่นหินอ่อนหรือ ปิเอตรา ดูรา (ภาษาอิตาเลียน แปลว่า หินแกร่ง) ที่มีต้นกำเนิดและเฟื่องฟูในยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ก่อนจะเผยแพร่เข้ามาในอาณาจักรโมกุลในช่วงสองร้อยปีถัดมาภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลที่ราชสำนักมีความมั่งคั่งและเปิดรับการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชาวต่างชาติ เกิดการบ่มเพาะและดัดแปลงเป็นรูปแบบที่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ และได้พัฒนาสู่จุดรุ่งเรืองที่สุดในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกอย่างทัช มาฮาล ซึ่งทำให้เกิดเป็นชุมชนช่างฝีมือในอักรา

ปิเอตรา ดูรา เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะและความละเอียดอ่อน หินมีค่าและอัญมณีชิ้นเล็กๆ แต่ละชิ้นผ่านการตัดด้วยมือช่างนับร้อยครั้ง ก่อนจะนำไปกลึงเพื่อให้ได้โมเสกที่ขนาดและรูปทรงเหมาะจะวางลงในช่องหินอย่างแม่นยำ ลวดลายแบบคลาสสิกและเทคนิคที่ผ่านการฝึกฝนของช่างฝีมือของทัชมาฮาล ถูกส่งต่อโดยตรงจากพ่อสู่ลูกชายเป็นเวลามากกว่าสิบรุ่น จนถึงทุกวันนี้ เสียงเครื่องตัดหินแบบดั้งเดิมยังคงดังก้องในอักรา ปิเอตรา ดูรา หรือ ปาร์ชีน คารี (Parchin Kari )ในภาษาพื้นถิ่น กลายเป็นหนึ่งในศิลปะที่เฟื่องฟูมากที่สุดของอินเดีย ข้าวของเครื่องใช้อย่างโต๊ะ ตู้เสื้อผ้า กล่องใส่เครื่องประดับ และรูปปั้นซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายจากการฝังหินสี กลายเป็นสินค้าทำมือท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่ช่างผู้สืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้


© flickr.com/Julie Laurent

(N)EVER-LASTING LOVE
เวลาผ่านไปนับร้อยปี ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนอนุสรณ์สถานแทนรักนิรันดร์ของชาห์ จาฮานได้ จนเมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษ 1990 สุสานหินอ่อนที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงมาตลอดก็เริ่มปรากฏสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง ฝุ่นละอองของเตาเผาถ่านและมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมทำให้สีขาวนวลของกำแพงหินอ่อนไม่เปล่งประกายสดใสเหมือนเคยและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ในปี 1997 โรงไฟฟ้าถ่านหินในอักราจึงได้รับคำสั่งจากทางการให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานจากก๊าซ โรงกลั่นน้ำมันซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอนุสรณ์สถานต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจโดยเฉพาะ ในขณะที่บริเวณโดยรอบสุสานหินอ่อนเป็นระยะทางหลายไมล์ก็ไม่อนุญาตให้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันผ่านเข้าไป เงินทุนจำนวน 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถูกใช้ในปีถัดมาเพื่อจัดการกับปัญหามลพิษในอักรา

 
© flickr.com/Crystian Cruz

 “มลพิษได้ทำในสิ่งที่แม้แต่สงคราม การรุกราน และภัยธรรมชาติในช่วงระยะเวลา 350 ปีไม่อาจทำได้ นั่นคือการเริ่มทำลายกำแพงหินอ่อนงดงามของทัช มาฮาล” คือคำพูดที่บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้เมื่อครั้งเดินทางมาเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานในวันคุ้มครองโลกปี 2000 และสิ่งที่เกิดขึ้นกับทัช มาฮาลในเวลาต่อมาก็ไม่ได้ผิดไปจากนั้น เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปีของอักราและเมืองอื่นๆ ในอินเดีย ได้นำมาสู่ปัญหาใหม่ที่ค่อยๆ พอกพูนและกำลังเผยโฉมหน้าให้เห็นทีละน้อย

ในปี 2006 สถาบันวิจัยวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือ NEERI (National Environment Engineering Research Institute) ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินเดียให้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของโครงการฟื้นฟูในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับทัช มาฮาล (Taj Trapezium Zone: TPZ) ของรัฐซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1998 รายงานว่า แม้โครงการฟื้นฟูมลภาวะของรัฐจะช่วยให้ปริมาณไนโตนเจนไดออกไซด์ในอากาศซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้หินอ่อนของทัช มาฮาล ไม่ส่องประกายลดลงอย่างเป็นลำดับ แต่ก็เป็นตัวเลขที่ลดลงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเขยิบสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2002 และทะลุสูงถึง 30 หน่วยต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2006 ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมในปี 1996 คือ 22 หน่วยต่อลูกบาศก์เมตร


© flickr.com/Zack Lee

NEERI ยังรายงานอีกว่า มาตรการที่ผ่านมาของรัฐที่พยายามแก้ปัญหาด้วยการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติมายังอักรา การขยายถนนให้กว้างขึ้น การสร้างเส้นทางเลี่ยง การทดแทนรถยนต์ดีเซลด้วยพาหนะจากพลังงานที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หรือการสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่ปล่อยสารพิษออกสู่อากาศน้อยลงนั้น แม้จะมีผลดี แต่ก็ทำได้แค่บรรเทาความรุนแรงลงบ้างเท่านั้น นอกจากนี้ ปัจจุบันอักราซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของรัฐอุตตรประเทศและเป็นเมืองปลายน้ำของแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาจากกรุงเดลี ยังประสบกับปัญหามลพิษทางน้ำจากการปนเปื้อนของสารเคมี สิ่งปฏิกูลที่ยังไม่ได้รับการบำบัด และการทิ้งขยะลงในท่อระบายจนเกิดการอุดตัน ซึ่งรัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการบำบัดน้ำในแม่น้ำยมุนาไปเมื่อก่อนปี 2010 แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังคงแก้ไม่ตก

TO LOVE, TO LEARN AND TO LIVE
มีนาคมของปี 2013 ท่ามกลางมรสุมที่รุมเร้าและความพยายามในการบรรเทาความรุนแรงของมลภาวะอย่างล้มลุกคลุกคลานในอักรา ประกายแห่งความหวังใหม่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทางเลือกของอินเดียอนุมัติโครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 2,000 กิโลวัตต์ในเมืองอักราด้วยงบประมาณราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่า อักราจะกลายเป็นเมืองแรกในอินเดียที่เริ่มใช้สาธารณูปโภคจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในเบื้องต้นจะรองรับการใช้พลังงานสำหรับไฟบนถนน 6,400 ดวง สัญญาณไฟจราจร 20 จุด หม้อหุงต้ม 4,600 เครื่อง และเครื่องทำน้ำร้อนปริมาณ 1.5 ล้านแกลลอนต่อวัน

โครงการนี้เป็นไปตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งประเทศอินเดีย (National Solar Mission) ที่ประกาศเมื่อต้นปี 2010 โดยตั้งเป้าว่าจะพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้ได้ 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2022 แต่ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับต้นทุนสำหรับระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในประเทศที่ลดลงเทียบเท่ากับพลังงานอื่นๆ อย่างถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบขนาดใหญ่ที่ได้รับแสงอาทิตย์ จึงดูเหมือนว่าตัวเลขเดิมที่ตั้งไว้เป้าไว้อาจปรับขึ้นเป็น 33.4 กิกะวัตต์ ในปี 2022


© flickr.com/Lyle Vincent

โครงการเพื่อปกป้องอนุสรณ์สถานพยานรักแท้ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์และภาพจำของอินเดียอย่างทัช มาฮาล ซึ่งหวังว่าจะช่วยลดการปล่อยมลภาวะสู่อากาศและน้ำนี้ จะยังตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้นจนถึงจุดที่ระบบจ่ายไฟฟ้าไม่อาจรองรับในปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการที่ในปี 2011 ประชากรหนึ่งในสามของอินเดียยังได้รับกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟดับบ่อยครั้ง โดยเมื่อปลายกรกฎาคม 2012 เกิดเหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ต่อเนื่องเป็นเวลาสองวัน ครอบคลุมพื้นที่ 20 รัฐจากทั้งหมด 28 รัฐ รวมถึงกรุงนิวเดลี ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 700 ล้านคน

นอกจากนี้ หนึ่งในแผนงานที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยังรวมถึงการปลูกต้นทีลซี (Tulsi) จำนวนหนึ่งแสนต้นเพื่อดูดซับสารพิษในบริเวณใกล้เคียงกับอนุสรณ์สถานและทดแทนต้นไม้จำนวนมากที่ถูกตัดไปสร้างถนนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย

กล่าวกันว่าในวาระสุดท้ายของชีวิต ชาร์ จาฮานซึ่งถูกขังอยู่ในป้อมอักราเป็นเวลา 8 ปีเหม่อมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาลจากหน้าต่างและสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ ร่างของพระองค์ถูกนำไปวางเคียงคู่กับพระมเหสีในสุสานหินอ่อนแทนรักของคนทั้งสอง และการพยายามก้าวผ่านความเจ็บปวดเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อคนรักเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้สิ้นสุดลง

ขณะที่อักรากำลังจะลุกขึ้นก้าวเดินอีกครั้ง แม้เส้นทางอาจดูยาวไกลหรือต้องใช้เวลาเนิ่นนาน แต่เชื่อว่าคืนวันแห่งความพยายามนั้นจะปลอบประโลมให้เข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันและอนาคตบนโลกที่แปรเปลี่ยนให้ดีที่สุด

ที่มา:
สารคดี “Secrets of the Taj Mahal” โดย National Geographic
บทความ “Air, water pollution rising near Taj Mahal” (1 กรกฎาคม 2010) จาก hindustantimes.com
บทความ “India Announces Its First Solar City (In Order To Protect Taj Mahal)” (6มีนาคม 2013) จาก cleantechnica.com
บทความ “Taj Mahal could collapse within five years because wooden foundations are rotting” (5 ตุลาคม 2011) จาก dailymail.co.uk
บทความ “Taj Mahal threatened by polluted air and water” (2 ธันวาคม 2010) จาก theguardian.com
บทความ“Will India Become The Future Leader In Clean Energy?” (1 พฤษภาคม 2012) จาก the9billion.com
makranamarble.co.in
tajmahalindia.net
วิกิพีเดีย

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

« Back to Result

  • Published Date: 2014-02-12
  • Resource: www.creativethailand.org