Creative Knowledge

« Back to Result | List

เมื่อซอมบี้ครองโลก (แห่งป๊อปคัลเจอร์)

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

2.jpg

ตรงข้ามและคู่ขนานไปกับเทรนด์เรื่องความสวยงาม สุขภาพดี มีอายุยืนยาว เทรนด์ของ “ซอมบี้” คนตายเดินได้ ก็ได้กลับเข้ามาอยู่ใน “กระแสนิยม” อีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจเป็นด้วยอิทธิพลของสื่อภาพยนตร์อันเป็นอุตสาหกรรมหลักของฮอลลีวูด ที่ทำเทรนด์ซอมบี้ขยายและลุกลามไปสู่หลากหลายวงการ รวมทั้งในหลายๆ ประเทศต่างก็มีซอมบี้เวอร์ชั่นของตัวเองทยอยเปิดตัวออกมาทักทายชาวโลก นี่คงไม่ได้เป็นแค่ผลลัพธ์ของ “การตลาดอันหลักแหลม” เท่านั้น เราเชื่อว่ามันต้องเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ “คน” ตอบรับกับกระแส “ซอมบี้” ได้ยาวนานขนาดนี้

ประวัติศาสตร์ “ชาตะซอมบี้”
ต้นกำเนิดของซอมบี้เริ่มขึ้นใน “เกาะเฮติ” เกาะที่มีความเชื่อเหนียวแน่นยาวนานในเรื่องมนต์ดำและหมอผี (คำว่า “Zombie” นั้นก็มาจากภาษาเฮตินั่นเอง) ทุกวันนี้มีหลักฐานยืนยันว่านักสำรวจผิวขาวได้ไปเป็นพยานในการมีอยู่ของซอมบี้ ซึ่งเป็นคนตายที่หมอผีปลุกให้ฟื้นขึ้นมา และควบคุมให้เป็นทาสรับใช้อันน่ากลัว ส่วนในทางวิทยาศาสตร์นั้นมีการคาดคะเนว่า ซอมบี้อาจไม่ใช่คนที่ตายไปแล้วจริงๆ แต่เป็นคนที่ถูก “ยาสั่ง” อย่างตั้งใจให้มีสภาพใกล้เคียงกับความตาย จนเมื่อผ่านพิธีศพไปแล้ว หมอผีจึงทำการ “ปลุก” ขึ้นมาใหม่ด้วยตัวยาอีกชนิดหนึ่ง (และสะกดจิตไว้ให้มีสภาพไม่ต่างจากผีดิบ) แน่นอนว่าเรื่องราวความลึกลับ ลัทธิหมอผี และไสยเวทจากดินแดนห่างไกลนี้ ล้วนเป็นสิ่ง “แปลก” “ประหลาด” และ “น่าค้นหา” อย่างยิ่งสำหรับคนเมือง ซึ่งนั่นก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ซอมบี้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีของธุรกิจบันเทิงในอีกซีกโลก

3.jpg


ซอมบี้ในแผ่นฟิล์ม

ชนชาติที่พาซอมบี้ไปสร้างชื่อในระดับเวิร์ลคลาสก็คงหนีไม่พ้นบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฮอลลีวูด คนกลุ่มนี้ได้ทำให้ชาวโลก “รู้จัก” “หวาดกลัว” และ “หลงใหล” ในเรื่องราวของซอมบี้กันอย่างแพร่หลาย

ภาพยนตร์ซอมบี้ในยุคแรกๆ ยังคงเชื่อมโยงกับมนต์ดำเฮติ (ที่มีหมอผีเป็นผู้ควบคุม) ค่อนข้างมาก เช่น White Zombie (1932) The Voodoo Man (1944) และ I Walked With a Zombie (1943) ฯลฯ ซึ่งแม้จะชวนฉงนให้ค้นหา แต่หนังก็ไม่ได้จับใจเปรี้ยงปร้างเท่ากับ “ซอมบี้ยุคโมเดิร์น” ที่ผู้กำกับนาม จอร์จ เอ โรเมโร (George A. Romero) ได้สร้างตำนานใหม่ให้กับ “ศพเดินได้” ผ่านภาพยนตร์เรื่อง Night of the Living Dead (1968) ของเขา หนังเรื่องนี้กระชากใจชาวอเมริกันให้ตอบรับกันเสียงหลง จนนำไปสู่ภาพยนตร์ในตระกูล Of the Dead ที่คลอดตามมาอีกหลายต่อหลายเรื่อง

5.jpg

ฐานคิดในการเปลี่ยนแปลงซอมบี้จาก “ผู้ที่ตกอยู่ใต้มนต์ดำ” ให้กลายมาเป็น “คนตายผู้ติดเชื้อกัดกินคนเป็น” นั้น มีที่มาจากในช่วงปลายยุค 1960 ที่อเมริกาเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม ภาพความโหดร้ายของสงครามที่ “มนุษย์กระทำต่อกัน” ในครั้งนั้น ปรากฏสู่สายตาชาวอเมริกันจนพวกเขาไม่มีความจำเป็นจะต้องมี “สัตว์ประหลาด” มาให้หวั่นกลัวอีกต่อไป  มันกลายเป็นว่ามนุษย์ด้วยกันนี่แหละที่จะสร้างความสยดสยอง น่ากลัว และโหดร้ายต่อกันได้อย่างถึงขีดสุด

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “ซอมบี้” คนตายติดเชื้อไม่ระบุสายพันธุ์ ที่ลุกขึ้นมากัดกินและแพร่หายนะไปในวงกว้างนี้ โดยนัยหนึ่งก็คือสัญลักษณ์ของความเลวร้ายในตัวมนุษย์นั่นเอง ซึ่งในช่วงหลังสงครามโลกที่สังคมยังอยู่ในภาวะไม่มั่นคง เหล่าหนังซอมบี้ของโรเมโร (และของผู้กำกับรายอื่นๆ) ถือว่าสามารถสั่นประสาทผู้คนได้อย่างถึงแก่น และไม่เพียงแค่ในฮอลลีวู้ดเท่านั้น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ก็พากันผลิตหนังซอมบี้ออกมาอีกเป็นพรวน จนในที่สุดก็ค่อยๆ ซาความนิยมลง ...ตามค่านิยมในสังคมที่เปลี่ยนไป

6.jpg


ทำไมซอมบี้จึงกลับมาฮิตอีก ?

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ซอมบี้ซึ่งดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปแล้วได้ถูกปลุกชีพกลับมาอีกครั้งหนึ่งด้วย
28 Days Later (2002) ตามมาด้วยหนังรีเมคอย่าง Dawn of the Dead (2004), 28 Weeks Later (2007), Rec. (2007) หนังซอมบี้สัญชาติสเปนที่มีเวอร์ชั่นรีเมคของฮอลลีวูด, Zombieland (2009), Cockneys vs Zombies (2012) ฯลฯ

มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่ความนิยมในซอมบี้จะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงที่โลกของเรากำลังประสบวิกฤตหนัก แม้กระทั่งภาพยนตร์อย่าง World War Z (2013) ที่ดูเหมือนจะตกขบวนไปหน่อย ก็ยังทำรายได้ทะลุถึง 540 ล้านดอลล่าร์ ไม่ต้องพูดถึง The Walking Dead (2010) หนังสือการ์ตูนขายดีที่กลายมาเป็นซี่รี่ส์โทรทัศน์อันดับหนึ่งและมีแฟนๆ กระหายติดตามกันทั่วโลก (ซีซั่น 4 ที่ออกฉายเมื่อปลายปีที่แล้วมีผู้ตามชมถึง 5 ล้านคน) ลองสังเกตสิว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้โลกของเรามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อันดับแรกคือเรามี “วิกฤตการเงิน” ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงไปในหลายประเทศ สองคือเรามี “วิกฤตธรรมชาติ” ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในแทบทุกมุมโลก

ปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง หวาดกลัว และกังวลกับอนาคต” (ไม่ต่างจากที่คนในยุค 60s) พวกเราล้วนอยากควานหา “บางสิ่ง” ที่จะมาปลดปล่อยความรู้สึกนี้ออกไปจากตัวบ้าง ซึ่งภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง “ซอมบี้”​ นี่แหละคือคำตอบ เพราะเราจะถูกทำให้ตึงเครียด หวาดหวั่น แต่ในที่สุดก็จะผ่อนคลายและหลับลงได้ เพราะเรารู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ...เรื่องแต่ง (มนุษย์ปัจจุบันไม่อยากเผชิญหน้ากับเนื้อหาจริงจังที่พูดถึงวิกฤติโลกโดยตรง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ฟุ้งเฟ้อเพลิดเพลินที่จะอยากเสพภาพยนตร์ประโลมโลกมากนัก)

7.jpg


ซอมบี้อยู่
รอบตัวเรา”

ไม่เพียงแต่จะอยู่ในจอภาพยนตร์เท่านั้น ทุกวันนี้ซอมบี้รวมถึงเหล่าเพื่อนอสูรกาย ต่างก็ได้ย่างกรายเข้ามาเป็นกระแสหลักของ “วัฒนธรรมป๊อป” และเริ่มครอบครองพื้นที่ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ สำหรับวงการการ์ตูน นอกจาก The Walking Dead ที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีการ์ตูนซีรี่ส์ใหม่จาก Marvel เรื่อง Empire of the Dead ที่ได้ตัวพ่ออย่างมิสเตอร์โรเมโรมาแต่งเรื่องให้เอง (เรื่องนี้ต้องคอยติดตามกันในปีหน้าว่าจักรวรรดิ์ซอมบี้ของค่าย Marvel จะออกมาเป็นอย่างไร) ด้านมังงะของญี่ปุ่นก็มี I am Hero เป็นเรื่องราวซอมบี้ที่เล่าผ่านสายตาหนุ่มโอตาคุ แน่นอนว่ามีความดาร์คตามประสาสังคมญี่ปุ่นให้ได้เผชิญพอๆ กับความน่ากลัวของซอมบี้  (แปลเป็นไทยแล้ว)

ไปดูฝั่งของเล่นกันบ้าง ใครจะคิดว่า Lego จะออกเวอร์ชั่นซอมบี้บุกเมืองมาให้แฟนๆ ได้ต่อเล่น (และสะสม) กันหลายฉาก ยังไม่รวมถึงเกมส์ Plants vs Zombies ที่ก็โด่งดังถึงขนาดมีของเล่นและของแต่งสวนออกมาให้แฟนๆ ตกแต่งในชีวิตจริง แถมความแรงของซอมบี้ยังฉุดให้เหล่าคาแรคเตอร์สยองขวัญต่างๆ พากันโด่งดังขึ้นด้วย ตุ๊กตาแฟชั่นอย่างบาร์บี้ก็มีคู่แข่งใหม่เป็น Monster High แก๊งปีศาจวัยรุ่นไฮสคูลที่สวยแบบหลอนๆ ตอบรับรสนิยมอันหลากหลาย จะว่าไปนี่ถือเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่ “ซอมบี้ผู้ทรงอิทธิพล” ได้ส่งผ่านพลังขันแข็งไปสู่การต่อยอดสร้างสรรค์ต่างๆ  จนอาจจะเรียกว่า “เลยคำว่าเทรนด์” ไปแล้วก็ได้

เกร็ดคิดปิดท้าย
จากเกาะเฮติมาสู่ฮอลลีวูด จากฮอลลีวูดกระจายไปทั่วโลก ที่ซอมบี้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจผู้คนได้คงไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์อันน่าหวาดกลัวแค่เพียงเท่านั้น แต่เพราะสิ่งที่อยู่ลึกลงไป จิตใจของคนเรามักเลือกที่จะเยียวยาตัวเองด้วยการแปรรูปความกลัวไปสู่แฟนตาซีอื่น และคงไม่มีใครเถียงนะว่า ธรรมชาติอันเป็นสากลที่สุดข้อหนึ่งของมนุษย์ก็คือ...พวกเราล้วนพกความกลัวไว้ในใจตลอดเวลา

อ้างอิง
www.umich.edu/~uncanny/zombies.html
www.bbc.com/culture/story/20131025-zombie-nation
en.wikipedia.org/wiki/List_of_zombie_films
หนังสือ Let’s Comic of the Dead, Zombie Issue

 

 

« Back to Result

  • Published Date: 2014-03-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป