Creative Knowledge

« Back to Result | List

Creative Space Workshop : แบบเรียนชูใจ โดย ชูใจ

เรื่อง : ภัควิภา เรืองลิขิตกุล

choojai.jpg

ชูใจ คือ เอเจนซี่เพื่อสังคมที่เกิดจากการรวมกลุ่มของนักคิดและนักโฆษณาที่มีความตั้งใจจะสร้างงาน “ดีดี” ให้สังคม โดย “ดี” ตัวแรกนั้น หมายถึง งานที่แปลกใหม่และได้ผล ส่วน “ดี” ตัวที่สอง หมายถึง ดีงามและมีคุณธรรม   

ในวันแรก ชูใจตั้งคำถามกับผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปว่า “อะไรคือแรงบันดาลในการทำความดีของคุณ” จากนั้นก็ขอให้ทุกคนร่วมแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว ก่อนจะปิดท้ายด้วยการให้แรงจูงใจในการทำความดีว่า “โลกนี้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยพลังของคนกลุ่มเล็กๆ เสมอ” 

ในวันที่สอง ชูใจนัดทุกคนให้มาบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย และให้นำประสบการณ์นั้นๆ มาเป็นข้อมูลในการสร้างสรรค์สื่อโฆษณาหรือกิจกรรมที่จูงใจให้คนต่างจังหวัดมาบริจาคเลือดอย่างยั่งยืน โจทย์นี้มีที่มาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนต่างจังหวัดบริจาคเลือดกันน้อยมาก ทำให้โรงพยาบาลต่างจังหวัดต้องมาขอรับเลือดจากส่วนกลาง (ทั้งๆ ที่ตามจังหวัดใหญ่ๆ ในแต่ละภูมิภาคก็มีศูนย์รับบริจาคเลือดของตัวเอง) 

ในกระบวนการรับโจทย์นี้ทางเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่คนต่างจังหวัดไม่ค่อยมาบริจาคเลือดนั้นมีสาเหตุหลายประการ เช่น 
1. กลัวเข็มและไม่รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนไปบริจาคเลือด 
2. มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคเลือด เช่น ถ้าให้เลือดแล้วเลือดของตัวเองจะลดลง นำไปสู่การเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต 
3. ไม่มีการให้ความรู้แก่ประชาชน เนื่องจากหน่วยงานต่างจังหวัดไม่มีงบประมาณเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ 

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยยังแนะว่าควรเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชน (โดยเฉพาะเยาวชน) ว่าเลือดและการบริจาคเลือดมีความสำคัญอย่างไร ในขณะที่ทางชูใจก็ได้นำตัวอย่างสื่อโฆษณาจากทั่วโลก (ที่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด) มาจุดประกายไอเดียให้แก่ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับไปทำการบ้านเพื่อนำเสนอในครั้งต่อไป  

ในวันที่สาม ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปแต่ละคนได้นำเสนอผลงานของตัวเอง โดยมีทีมงานชูใจช่วยลับคมไอเดียให้แต่ละผลงานมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น เช่น 
1. กิจกรรมคอนเสิร์ตที่ให้ศิลปินนักร้องได้ร่วมบริจาคเลือดด้วย พร้อมกันนั้นอาจมีโจทย์สนุกๆ ให้แขกที่มาชมคอนเสิร์ตได้ร่วมกันทำดี เช่น ถ้าปริมาณเลือดไม่ถึงระดับที่ตั้งไว้ นักร้องคนต่อไปก็จะไม่ร้องเพลง ฯลฯ
2. ออกแบบ infographic โดยมีตัวการ์ตูนรูปหยดเลือดมาบอกเล่าถึงความสำคัญของเลือดและการบริจาคเลือด จากนั้นก็นำตัวการ์ตูนนี้ไปทำเป็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ถ้าจังหวัดไหนมีคนบริจาคเลือดเยอะ หยดเลือดก็จะมีสีแดงขึ้น
3. ออกแบบปฏิทินที่มีข้อความเชิญชวนอย่าง “วันนี้ไปบริจาคเลือดกัน” พร้อมใส่ลูกเล่นในหน้าปฏิทินที่สื่อถึง sense of urgency เช่นว่าเมื่อถึงวันที่ใกล้จะต้องไปบริจาคเลือดแล้ว สีแดงของตัววันที่ก็จะซีดลง หรือถ้าเป็นวันพระ ก็มีข้อความกำกับว่า “ให้เลือดคือการให้” เป็นต้น
4. ร่วมมือกับทางวัดให้พระสงฆ์เป็นผู้เผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน และชักชวนให้ประชาชนไปบริจาคเลือดเพื่อเป็นการ “ทำบุญทำทาน” กันมากขึ้น
5. ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม (น้ำขวด/น้ำกระป๋อง) เพื่อทำแคมเปญเผยแพร่ความรู้บนฉลากบรรจุภัณฑ์ เช่น ใส่ข้อความโฆษณาบนกระป๋องว่า “น้ำ 350 cc ช่วยให้เราสดชื่น แต่เลือด 350 cc ช่วยให้คนคนหนึ่งรอดชีวิตได้” 
6. ทำแคมเปญกับกลุ่มวัยรุ่นที่ใส่ใจเรื่องความสวยความงาม โดยสื่อสารว่าการบริจาคเลือดจะทำให้ ”สวยขึ้นจากภายใน”
7. ทำแคมเปญเพิ่มความถี่ในการบริจาคเลือดผ่านมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น “วันเกิดของคุณไม่ได้มีแค่ปีละครั้ง แต่มีได้ถึงปีละ 4 ครั้งถ้าคุณบริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือน เพราะนั่นหมายถึงคุณได้ให้ชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิตแก่ผู้อื่น” เป็นต้น

IMG_5741.JPG

Choojai Teaching Format by Choojai
Writer : Pakwipa Ruanglikhitkul

“Choojai” is a social enterprise agency that was founded by a group of thinkers and advertisers who aim to create some “good” works for social. The first “good” means new and practical work. The second “good” refers to goodness and moral. 

In the first day of the workshop, Choojai addressed the question “What is your inspiration to do something good?”, then asked all participants to share their personal experiences before gave a final speech to encourage participants to do good deeds. “This world can always change by a small group of people”

On the second day, Choojai asked workshop participants to go for a blood donation at Thai Red Cross Society, then brought this experience to create advertise or activitie that encourage people from other provinces to donate blood constantly. This task was inspired by the current situation that the numbers of blood donors in other provinces are quite low, causing regional hospitals to ask for a donated blood from the central (although there are blood donation centres in large provinces or in regions).   
According to this process, Thai Red Cross Society staff informed that there are several reasons that people in other provinces do not donate blood, for example:
1. They are afraid of needle, and do not know how to prepare themselves before blood donation.
2. False beliefs of blood donation, such as, donating blood will cause donor to have less blood that leads to illness or death.
3. People are not educated about blood donation, because the departments in upcountry provinces do not have enough budgets for promoting.

Moreover, the Thai Red Cross Society staff also suggested that this solution should begin with educating people (especially, the youth) about the important of blood donation. Then Choojai presented some samples of advertise from all over the world (about blood donation) to spark an idea for all workshop participants before they left with homework that will be presented on 

the next day. The third day, each of workshop participants presented their works while Choojai team gave suggestions to sharpen an idea to be more distinctive, for example:
1. Organising a concert, and let the singers participate in the blood donation; along with preparing fun activities for the audiences to participate; for instance, the next singer cannot go up on a stage if the blood donate level is not as expected, etc. 
2. Designing Infographic, using a blood-drop cartoon character to tell the importance of blood and blood donation. Then, display this cartoon character on a large billboard; with the colour of the blood-drop turning redder according to the numbers of blood donors.
3. Designing a calendar that have a convincing text such as “let’s go donate blood today”, along with adding a gimmick in the calendar page to infer “sense of urgency”; for example, when it gets closer to the blood donation date, the red colour of the date will turn fader, or, adding a text of “donating blood is one mean to give” on the date of Buddhist holy day.
4. Co-organising with temples to let monks educate people about blood donation and encourage people to “make merit” by donating blood.
5. Co-organising with beverage manufacturers (bottled drink/ canned drink) to provide knowledge on the label of packaging; for example, advertise on the label that “350 cc of drinking water can refresh you, but 350 cc of blood can save a person’s life”  
6. Creating campaign for teenagers who care about beauty by convey the message of blood donation: “beauty comes from within”
7. Creating campaign to increase the frequency of blood donation through new interesting perspectives, such as “You can have four birthdays in a year if you donate blood every three months, because that means you have given new lives to others”.

« Back to Result

  • Published Date: 2013-12-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป