Creative Knowledge

« Back to Result | List

หลักสูตรวิชางานออกแบบถึงเวลาต้อง “เปลี่ยนตัวเอง” แล้วหรือยัง ?

แปล/เรียบเรียง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ / วิสาข์ สอตระกูล

เมื่อสมัย 20 กว่าปีก่อน การเรียนการสอนในสาขาวิชาออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม มัณฑศิลป์ นิเทศศิลป์ หรือแม้แต่ศิลปอุตสาหกรรม นิสิตนักศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานด้านการวาดภาพค่อนข้างดี (โดยเฉพาะในชั้นปีที่หนึ่งที่ทุกคนจะถูกบังคับให้เรียนวาดภาพเพื่อ “ปรับพื้นฐาน” ให้ใกล้เคียงกันที่สุด) ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นฐาน “การวาด” นี้มีส่วนสำคัญในการต่อยอดจินตนาการของเหล่านักเรียนออกแบบ ที่จะต้องหัดสื่อสารผ่านดินสอ การลงสี ประกอบคำอธิบาย ฯลฯ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมการบริโภค “ข้อมูล” ของผู้คนก็เปลี่ยนไปมาก นำมาสู่คำถามที่แวดวงการออกแบบไทยกำลังเผชิญ ณ ขณะนี้ก็คือ ทักษะการวาดภาพระดับเทพนี้ยังคงจำเป็นแค่ไหนสำหรับนักออกแบบไทยในอนาคต? และ โครงสร้างหลักสูตรวิชาออกแบบของเรามันสอดคล้องกับความต้องการของโลกปัจจุบันแค่ไหน?

11.jpg

บทความ “Why Design Education Must Change” (โดย ดอน นอร์แมน / Core77.com) ได้เสนอมุมมองต่อความจำเป็นในการ “ปรับหลักสูตรการศึกษาวิชาการออกแบบ” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกับงานออกแบบศิลปอุตสาหกรรม (หรืองานออกแบบผลิตภัณฑ์) โดยนอร์แมนกล่าวว่าในอดีตนั้นงานออกแบบอุตสาหกรรมจะมุ่งเน้นที่การพัฒนารูปทรงของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการใช้งาน แต่ในปัจจุบันนักออกแบบไม่ได้ทำงานเฉพาะแค่ในส่วนของรูปทรงผลิตภัณฑ์เท่านั้น พวกเขายังต้องคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องโครงสร้างองค์กร ปัญหาสังคม ระบบบริการ การสร้างปฏิสัมพันธ์ ประสบการณ์ผู้บริโภค ฯลฯ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงในขอบเขตความรับผิดชอบเช่นนี้ ได้ส่งผลให้นักออกแบบนำเอาหลักวิชา “พฤติกรรมศาสตร์” เข้ามาใช้กับการทำงานมากขึ้น (เพื่อจะแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นให้ได้) 

อย่างไรก็ดี แม้ว่านักออกแบบจะได้ใช้หลักวิเคราะห์ข้อมูลแบบ “Fresh Eyes” แล้ว (การมองปัญหาและหาหนทางแก้ไขผ่านมุมมองของบุคคลอื่น) แต่ในหลายๆ ครั้งพวกเขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด (ทั้งๆที่ Fresh Eyes เป็นหลักการวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกที่ยอดเยี่ยม) มันเป็นไปได้มั้ยว่าเหตุที่นักออกแบบไม่สามารถอ่านข้อมูลที่ซ้อนทับกันทั้งในเชิงมนุษยวิทยา, พฤติกรรมสังคม, พฤติกรรมศาสตร์, เทคโนโลยี, ธุรกิจ ฯลฯ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งนั้น เป็นเพราะสถาบันการศึกษาไม่ได้ให้การเรียนการสอนที่อยู่บนหลักเหตุผลของวิทยาศาสตร์ หรือไม่งั้นก็อาจไม่ได้เชื่อมโยงวิชาออกแบบเข้ากับการวิจัยทดลอง (เชิงลึก) อย่างเพียงพอ ในทางตรงกันข้าม นอร์แมนก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับกลุ่มนักออกแบบเชิงวิศวกรรม (หรือวิศวกร) ที่มีพื้นฐานการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ค่อนข้างดีนั้น คนกลุ่มนี้กลับประสบปัญหาอย่างมากในการทำความเข้าใจถึง “พฤติกรรมมนุษย์” ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะพวกเขามุ่งเน้นการพัฒนาในเชิงเทคโนโลยีมากเกินไป จนมองข้ามมิติความเป็นมนุษย์ (ที่เกี่ยวโยงกับพฤติกรรมและความต้องการต่างๆ) ไปนั่นเอง 

“ความไม่รู้” หรือ “การมองข้ามหลักการ” ทั้งสองแบบนี้ ส่งผลให้ทั้ง “นักออกแบบผลิตภัณฑ์” และ “วิศวกร” มักนำเสนอรูปแบบงานวิจัยที่ไม่เหมาะสม (ไม่รอบด้าน) ซึ่งในหลายกรณีผลลัพธ์การออกแบบที่เกิดขึ้นก็จะสร้างผลกระทบ “ด้านลบ” ให้กับผู้คนและสังคมโดยไม่เจตนา 

อย่างไรก็ดี ปัญหาคลาสสิคข้างต้นนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ที่ฝ่ายวิศวกรหรือฝ่ายนักออกแบบแต่เพียงข้างเดียว เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว มุมมองในการแก้ไขปัญหาหรือพื้นฐานการเรียนรู้ (ตามเนื้อหาหลักสูตร) ของทั้งสองฝ่ายมันยังต่างกันมาก ซึ่งนี้เองได้นำมาสู่ข้อคำถามที่ว่า “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องเปลี่ยนการเรียนการสอนเสียใหม่” เพื่อให้มันสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาองค์กรยุคใหม่ และสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วย

22.jpg

อะไรบ้างที่สำคัญ : ธรรมชาตินักออกแบบกับความรู้ที่ขาดหาย
“รูปทรง” “ประโยชน์ใช้สอย” “ธรรมชาติวัสดุ” และ “กระบวนการผลิต” ปัจจุบันความรู้พื้นฐานใน 4 ด้านนี้คงไม่เพียงพอต่อการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดีอีกต่อไป เพราะอะไร? คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะงานออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกวันนี้มีความยุ่งยากซับซ้อนและจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ประกอบอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interaction), การสร้างประสบการณ์ (Experience), การออกแบบงานบริการ (Service Design) ฯลฯ

องค์ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องกระบวนการรับรู้ การเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ โครงสร้างประสาทสัมผัส การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ การใช้สถิติ การทดลองค้นคว้าวิจัย ฯลฯ ล้วนเป็นวิชาสำคัญที่จะนักออกแบบจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อที่จะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรอบด้านในทุกขั้นตอนของการออกแบบ 

นอกจากนั้นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ยุคใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีให้มากขึ้น อาทิเช่น ระบบประมวลผลกลาง (Microprocessors), การแสดงผล (Displays), ระบบตอบสนองทางกายภาพ (Actuators) ระบบเซนเซอร์ ฯลฯ เหตุเพราะในการออกแบบผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นมันเริ่มจะมีองค์ประกอบของ “เครื่องมือสื่อสาร” เข้าไปผนวกมากขึ้น ที่สำคัญในยุคสังคมออนไลน์ครองเมืองเช่นทุกวันนี้ ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การเก็บรักษาข้อมูล รวมไปถึงการรับมือกับผู้ใช้ในโลกไซเบอร์ ฯลฯ ก็ถือเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

องค์กรการศึกษาควรจะจับเทรนด์ได้แล้วว่าทักษะการวาดภาพหรือการขึ้นโมเดลต้นแบบอาจจะถูกลดบทบาทลงไปได้บ้าง และแทนที่ด้วยการเรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programming), ศาสตร์ด้านปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กระบวนการคิดของมนุษย์ (Human Cognition), รวมไปถึงการทดสอบผ่านต้นแบบ 3 มิติ (Rapid Prototyping) เพราะเรื่องเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจบริบทของสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ (Social and behavior sciences) ในโลกปัจจุบันได้ดีขึ้น 

นอร์แมนกล่าวว่าถ้าเรามองย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่นิสิตนักศึกษาเลือกเรียนวิชาการออกแบบ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ (ส่วนใหญ่) มักไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนั่นส่งผลให้เขามองข้ามความสำคัญของงานวิจัยและงานประเมินผลไปด้วย (โดยเฉพาะกับงานวิจัยในรูปแบบของสถิติที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลจำนวนมาก) 

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะพื้นฐานของนักออกแบบเองชอบนำผลลัพธ์องค์ความรู้ (ที่ผู้อื่นทำไว้) ไปปรับใช้ในกระบวนการทำงานมากกว่าที่จะวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลตั้งต้น (ด้วยตนเอง) เพื่อขยายองค์ความรู้ก่อนนำไปใช้งาน 

นักออกแบบคิดว่า “เขารู้” แต่ความจริง “เขาไม่”
นอกจาก “ความไม่รู้” ในสิ่งที่ “ไม่เข้าใจ” แล้ว เรื่องที่น่ากลัวที่สุดอีกเรื่องก็คือ การที่นักออกแบบชอบคิดว่า “เขารู้ทุกอย่าง” แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากลับ “ไม่เข้าใจ” อะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ 

อย่าลืมว่าการสังเกตไม่ได้หมายถึงการศึกษาพฤติกรรม “การใช้งาน” ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่นักออกแบบที่ดีควรจะต้องศึกษาถึงพฤติกรรมที่เกิดจาก “จิตใต้สำนึก” ของผู้ใช้ด้วย เพราะนั่นหมายถึงการเข้าถึง “หัวใจที่แท้” ของผู้คน ไม่ใช่แค่ “การบังคับให้ทำหรือบังคับให้ใช้” ในสิ่งที่นักออกแบบได้สร้างสรรค์ไว้เฉยๆ

พฤติกรรมของผู้ใช้นั้นยุ่งยากซับซ้อนและถูกขับเคลื่อนด้วยทั้ง “อารมณ์” และ “เหตุผล” จะสังเกตว่าในหลายๆ ครั้งพฤติกรรมของผู้ใช้ก็เป็นสิ่งที่เกิดจากจิตใต้สำนึก ความไม่ตั้งใจ หรือความผิดพลาดของการกระทำบางอย่าง ความแตกต่างของ “ระบบความทรงจำ” และ “ชุดประสบการณ์” ทั้งหลาย ล้วนส่งผลให้มนุษย์แต่ละคน (หรือแต่ละท้องถิ่น) มีบุคลิกภาพและตรรกะการเข้าใจโลกที่แตกต่างกัน ฉะนั้นนักออกแบบต้องไม่ลืมว่าผู้ใช้แต่ละคนไม่ได้เก็บความทรงจำเหมือนเก็บรูปภาพ แต่พวกเขาใช้การประมวลผลจากสถานการณ์ต่างๆ ที่สะสมมาตลอดชีวิต

33.jpg

สาเหตุที่นักออกแบบจำเป็นต้องเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์”
วิทยาศาสตร์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการคิดคำนวณตัวเลขหรือสูตรฟิสิกส์ที่ยุ่งยากเวียนหัว แต่หัวใจที่แท้ของวิทยาศาสตร์ก็คือ “กระบวนการเรียนรู้” ผ่านขั้นตอนของการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดลอง และการอธิบายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น 

ทุกวันนี้มีนักออกแบบจำนวนไม่น้อยที่มองข้าม “กระบวนการแก้ไขปัญหาในเชิงวิทยาศาสตร์” พวกเขามักสนใจแค่ในส่วนของ “ตัวปัญหา” และพยายามคิดค้นหา “ทางแก้ไข” มัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “ชิ้นงานออกแบบ” ที่เขาคิดว่าดีที่สุด แต่ถ้าเราหันกลับมาพิจารณากระบวนการในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว ทุกผลลัพธ์ที่นักออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นก็จำเป็นจะต้องถูก “ทดสอบ” และ “ทดลอง” กับตัวแปรหลายๆ กลุ่ม ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผลลัพธ์การออกแบบเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง แก้ได้ครอบคลุมทุกส่วน ฯลฯ ซึ่งนี่ถือเป็นการ “เก็บสถิติอย่างละเอียด” ที่มีความจำเป็นมากในกระบวนการแก้ปัญหาใหญ่ๆ แต่นักออกแบบกลับเพิกเฉยละเลยเรื่องเหล่านี้ไป

นอกจากนั้น ในมุมมองของนอร์แมนแล้ว บทความเกี่ยวกับงานออกแบบที่เผยแพร่ในวารสารหรือนิตยสารส่วนใหญ่ก็ยังขาดการวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ไปมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการนำทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาอ้างอิงแต่เพียงผิวเผิน ซึ่งส่งให้คุณภาพของบทความ (และข้อมูล) เหล่านั้นไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด หรือแม้กระทั่งข้อมูลจากการประชุมวิชาการ ถ้าหากจัดขึ้นโดยกลุ่มนักออกแบบล้วนๆ ก็ใช่ว่าจะเชื่อถือได้ ยกเว้นแต่ถ้างานนั้นจัดขึ้นโดยภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์หรือโดยสถาบันทางวิทยาศาสตร์ เช่น Computer Human Interaction and Graphics Conferences ที่จัดขึ้นโดย Institute of Electronic and Electrical Engineers หรือ The Computer Science Society เป็นต้น

ปรับหลักสูตร เปลี่ยนอย่างไร สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ
สำหรับในโลกปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการออกแบบงานบริการ การออกแบบปฏิสัมพันธ์ หรือการออกแบบประสบการณ์ต่างๆ นั้น ไม่ได้มีแค่ศาสตร์ของการออกแบบโครงสร้างหรือรูปทรงที่จับต้องได้ ดังนั้นทักษะพื้นฐานด้านการวาด วัสดุศาสตร์ หรือแม้แต่กระบวนการผลิต จึงอาจไม่ได้มีความจำเป็นเท่ากับศาสตร์ทางด้านสังคม การสร้างเรื่องราว การสร้างปฏิสัมพันธ์ หรือการบริหารจัดการบุคลากรในส่วนงานบริการ ฯลฯ 

ในที่นี้เราไม่ได้บอกว่าองค์ความรู้พื้นฐานด้านงานออกแบบอุตสาหกรรมนั้นหมดความจำเป็นแล้ว เพราะอย่างไรเสียผู้บริโภคก็ยังต้องการสุนทรียะทางด้านรูปทรง การเลือกใช้วัสดุ หรือประโยชน์ใช้สอยที่ดีเยี่ยม เพียงแต่บริบทของงานออกแบบและความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของผู้บริโภคปัจจุบัน มันได้ทำให้มาตรฐานความรู้ที่สอนกันในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง “ไม่เพียงพออีกต่อไป” ที่จะพัฒนานักออกแบบให้มีศักยภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้

มุมมองของนอร์แมนข้างต้นได้สะท้อนให้เราเห็นแล้วว่าบทบาทหน้าที่ของ “นักออกแบบปัจจุบัน” จะต้องครอบคลุมมากขึ้นอย่างไร เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรื่อยไปจนถึงการพัฒนาองค์กร พัฒนาคน พัฒนาสังคม ฯลฯ ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้วความจำเป็นของอาชีพนักออกแบบเพิ่งจะเริ่มปรากฏชัดขึ้น จากประเทศที่เคยเป็นผู้รับจ้างผลิตอย่างเดียว (OEM - Original Equipment Manufacturer) ทุกวันนี้เราก็เริ่มนำงานออกแบบเข้ามาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น (ODM - Original Design Manufacturer) และแน่นอนว่าในอนาคตเราก็จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแบรนด์ของตนอย่างเต็มตัว (OBM - Original Brand Manufacturer) 

ดังนั้นความสำคัญของการปรับ “หลักสูตรวิชาออกแบบ” นอกจากจะต้องทำให้สอดคล้องกับทิศทางความเปลี่ยนแปลงของตลาดบริโภคและพฤติกรรมมนุษย์แล้ว ยังจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะกับเนื้อหาด้าน “การวิจัยผู้ใช้เชิงลึก” “การจัดการเชิงกลยุทธ์” “การทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์” ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้บุคลากรด้านการออกแบบของไทยมีศักยภาพพร้อมรบมากขึ้น และจะเป็นแขนขา (ที่แข็งแรง) ให้กับระบบเศรษฐกิจใหม่ของชาติไทยได้ 

อ้างอิง : Corr77 - Why design education must change

ภาพประกอบจากวิดีโอแนะนำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง
http://youtu.be/YjX0lFsPIIM  

และ 

ID Open House 2013 พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง 





« Back to Result

  • Published Date: 2013-11-27
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป