Articles

« Back to Result | List

“จริยธรรมสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่แค่ไหน” คุยกับ แอนดี้ มีอาห์ (Andy Miah) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย Creative Futures Institute

เรื่อง : ณัฏฐิมา วิชยภิญโญ

2009.12.10-AndyMiah.jpg

เปิดสมองและหัวใจของ Geek boy “แอนดี้ มีอาห์” ผู้ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา “จริยธรรมกับเทคโนโลยีเกิดใหม่” (Ethics and Emerging Technologies) ณ มหาวิทยาลัยเวสต์ออฟสก็อตแลนด์ นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสุดล้ำ “Creative Futures Institute” ที่ทำงานสร้างสรรค์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโลกวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การแพทย์ กีฬา ศิลปะ และสื่อสมัยใหม่ (มุ่งเน้นเฉพาะหัวข้อที่เป็นเรื่องสดใหม่ทางด้าน “ชีวจริยธรรม” และ “วัฒนธรรมมนุษย์” เป็นหลัก)  TCDCCONNECT มีโอกาสสัมภาษณ์คุณแอนดี้แบบตัวต่อตัว หลังการบรรยายสุดเปรี้ยวของเขา ณ งาน CU2013 

คุณรู้สึกอย่างไรกับการมาร่วมงาน CU2013 ครั้งนี้บ้าง
ที่นี่สุดยอดมากครับ มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นและความใส่ใจในการทำงานครั้งนี้มาก ถือเป็นความโชคดีของผมที่มีโอกาสได้มาร่วมงานนะ คือทั้งผู้ฟังเองและผู้คนที่ผมติดต่อพูดคุยด้วย ทุกคนล้วนมีพลังสร้างสรรค์ในตัว มันทำให้ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติมากๆ ครับ 

อะไรคือแก่นที่คุณพยายามจะสื่อสารกับผู้ฟังชาวไทย
ประเด็นที่ผมพูดคราวนี้เกี่ยวโยงกับเรื่องของ Bio-design ครับ สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องของวัสดุและวิธีการใหม่ๆ ที่นักออกแบบจะสามารถนำมาใช้ได้ในอนาคต คืองานหลักของผมจะเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพน่ะครับ ดังนั้นผมจึงอยากเน้นถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนที่เหล่านักออกแบบจะต้องเรียนรู้ว่าทักษะของพวกเขานั้นสามารถสร้างสรรค์อะไรได้ในอนาคต และอะไรบ้างคือสิ่งที่พวกเขาควรต้องใส่ใจตั้งแต่วันนี้ เพราะผมเชื่อว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า วัสดุ (ชีวภาพ) เหล่านี้จะพัฒนาก้าวไกลไปอีกมาก และนักออกแบบควรต้องเกาะกระแสนี้ให้ได้แล้ว

“ชีวจริยธรรม” (Bio-ethic) ฟังดูเป็นหัวข้อที่ “ล้ำ” มาก อะไรในวัยเด็กของคุณที่ส่งผลให้คุณหันมาสนใจเรื่องพวกนี้คะ
ผมโตมากับกีฬาครับ เรียกว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผมเลยล่ะ สมัยเด็กๆ ผมถูกฝึกซ้อมเยอะมาก (ในฐานะนักกีฬา) มีการประเมินผลการเล่นและการฝึกของตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเลือกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาตอนช่วงปริญญาตรีด้วย หลังจากนั้นมา ผมก็ทำงานกับนักกีฬาเก่งๆ อีกเยอะ มันเลยทำให้ผมเห็นว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้คนเราพัฒนาตัวเองได้อย่างไร มันทำให้เราปรับเปลี่ยนศักยภาพอะไรหลายๆ อย่างในตัวได้ 

นั่นน่าจะเป็นคำตอบว่าทำไมผมถึงสนใจเรื่องเหล่านี้มาเรื่อยๆ นอกจากนั้นผมยังแอบสงสัยว่ามนุษย์เราจะพัฒนาตัวเองไปได้อีกไกลแค่ไหน (สำหรับไลฟ์สไตล์ในด้านต่างๆ) ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การเล่นดนตรี การเต้นรำ การคิดเลข ฯลฯ 
คือที่ผ่านมามันชัดเจนอยู่แล้วครับว่า เทคโนโลยีมีไว้เพื่อให้เราพัฒนาบางสิ่งบางอย่างขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมันซีเรียสล้ำลึกขึ้นเยอะ หลายๆ อย่างถ้าเราเปลี่ยนแล้วมันก็เปลี่ยนเลย ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นมนุษย์เราถึงต้องพิจารณากันให้ดีๆ ว่าเทคโนโลยีบางอย่างมันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ รึเปล่า 

ใครหรืออะไรที่มีอิทธิพลที่สุดต่อเส้นทางอาชีพของคุณในวันนี้ 
ผมคิดถึงคนๆ เดียวไม่ออกนะ เพราะส่วนตัวผมมีความสนใจเรื่องพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เอาเป็นว่าเมื่อแนวคิดพวกนี้ค่อยๆ สะสมรวมกันแล้วมันทำให้ผมบ้าไปเลยละกัน คือทุกวันนี้มันก็มีหลายๆ โปรเจ็กท์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากทั่วโลก และก็มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานพวกนี้จำนวนมาก แต่ผมว่าบางทีมันทำให้ผมรู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นนะ วิทยาศาสตร์สมัยนี้มันสามารถไปไกลเกินกว่าเราจะควบคุม ผมคิดว่าสังคมเราน่าจะมีคนหลายๆ แบบที่คอยตั้งคำถามกับทิศทางที่วิทยาศาสตร์กำลังก้าวเดินไปขณะนี้

ผมคิดว่าความกังวัลเกี่ยวกับ “พัฒนาการของวิทยาศาสตร์” นี่แหละที่เป็นแรงผลักในชีวิตการทำงานของผม ที่ผ่านมาก็มีงานประพันธ์จำนวนหนึ่งที่ผมหลงใหล อย่างเช่น เรื่องแฟรงเกนสไตน์ เรื่อง Brave New World (ของ Huxley) หรือเรื่อง 1984 (ของ George Oewell) คือภาพความหายนะหรือความผิดเพี้ยนของโลกอนาคตพวกนี้ (Dystopian Scenario) มันขับเคลื่อนความคิดผม นอกจากนั้นผมก็ชอบดูหนังด้วย ถ้าคุณสังเกตหนังสือหรือบทความที่ผมเขียนหลายเรื่องก็จะเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ (แนว Sci-fi) ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง Gattaca นี่ผมก็มองว่ามันมีนัยสำคัญบางอย่างทางประวัติศาสตร์เลยนะ เอาเป็นว่านิยายหรือหนัง Sci-fi หลายเรื่องมีอิทธิพลกับความคิดของผมมากก็แล้วกันครับ

ช่วยอธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิด Trans-humanism หรือ Post-humanism หน่อย
Trans-humanism กับ Post-humanism เป็นสองมุมมองที่ต่างกันในเชิงปรัชญานะครับ ถ้าดูตามประวัติศาสตร์แล้วมันถูกพัฒนาขึ้นจากรากฐานความคิดที่ต่างกัน Trans-humanism จะเชื่อว่ามนุษย์ควรปรับเปลี่ยนและพัฒนาสายพันธุ์ตัวเองให้พร้อมรับกับโลกที่จะ “อยู่ยาก” ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นก็เพื่อที่จะยกระดับวิวัฒนาการของเราขึ้นไปอีกขั้นด้วย ฉะนั้นแนวคิดสำคัญของพวก Trans-humanist ก็คือวิวัฒนาการเป็นเรื่องที่ดีกับมวลมนุษย์ มนุษย์จะต้องค้นหาหนทางที่จะใช้วิทยาศาสตร์มาพัฒนาตัวเองให้สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ อะไรประมาณนั้น

ส่วน Post-humanism นั้นจะต่างออกไป สายนี้เขาไม่ได้ยึดติดกับเรื่องการพัฒนาตัวเองมากเท่าไหร่ เขาไม่ได้สนใจว่ามนุษย์จะต้องก้าวหน้าอย่างงั้นอย่างงี้ แต่กลับมุ่งประเด็นไปที่ความเป็นปัจเจกของมนุษย์ ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา และเรื่องที่ว่ามนุษย์เราถูกแบ่งแยกจากสัตว์โลกสายพันธุ์อื่นๆ อย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นทั้ง Trans-humanism และ Post-humanism ก็มีเรื่องที่สนใจตรงกันอยู่บ้าง ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา และความต้องการที่จะหยั่งรู้ว่ามนุษย์เราสามารถอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรในนิเวศน์ของอนาคต ดังนั้นผมมองว่าจุดต่างของสองแนวคิดนี้ก็คือ Trans-humanism จะสนใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านและการยกระดับชาติพันธุ์มนุษย์เป็นหลัก ส่วน Post-humanism จะไปตั้งคำถามและสงสัยใคร่รู้กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมากกว่า 

แนวคิดการทำงานแบบ Multi-disciplinary นั้นเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว แต่แบบ Trans-disciplinary ของ Creative Futures Institute นี่มันเป็นยังไง
การทำงานแบบ Multi-disciplinary นั้นมันคือการดึงคนที่มีความรู้ต่างๆ กันให้มาช่วยกันทำงาน แต่ของผมไม่ใช่แค่นั้นครับ ผมอยากให้ทีมงานหนึ่งคนของผม “รู้หมดทุกอย่าง” ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ยากกว่า ที่ Creative Future Institute เราไม่ได้แค่ดึงคนที่มีความเชี่ยวชาญต่างกันให้มาเจอกันหรือทำงานด้วยกันแค่นั้น แต่เราเน้นว่าคนเหล่านี้จะต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่จะซึมซับทักษะหรือองค์ความรู้อื่นๆ กลับเข้ามาในตัวด้วย เหมือนเป็นการถ่ายทอดเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองจบปริญญาตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ แต่ไปเรียนปริญญาโททางกฎหมายการแพทย์ และสุดท้ายก็มาทำปริญญาเอกด้านชีวจริยธรรม ซึ่งผมคิดว่าขอบเขต (และความสามารถ) ในการเรียนรู้ที่ผมมีในตัวเช่นนี้นี่แหละ คือพื้นฐานที่ดีที่สุดของการทำงานวิจัยแบบ Trans-disciplinary

science-and-religion-transhumanism-will-merge-man-with-machine-e1344655873687.jpg

ตัวอย่างที่ดีมากอันหนึ่งก็คือการทำงานในสาขา Bio-design เพราะถึงแม้คุณจะเป็นศิลปินหรือนักออกแบบ คุณก็ต้องเรียนรู้ทักษะของนักวิทยาศาสตร์ด้วย มันเป็นภาคบังคับไง คือไม่รู้ไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าระบบการเรียนรู้แบบนี้มันทำให้ผู้คนเกิด “ความรู้สึกร่วม” กับสิ่งที่ทำได้มากกว่า ไม่ใช่แบบผมเก่งเรื่องนี้ ผมทำอันนี้ คุณเก่งเรื่องนั้น คุณทำอันนั้น แล้วเราเอางานมาผสมผสานกัน มาผนึกรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่แบบนั้น 

Tran-disciplinary จะเน้นให้ทีมงานได้ก้าวพ้นออกจากความเชี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละคน และเริ่มซึมซับองค์ความรู้หรือทักษะใหม่ๆ (ที่เป็นพื้นฐานของสายงานอื่น) เข้ามาบ่มเพาะในตัว จนมันก่อร่างกลายเป็นพื้นฐานความรู้ชุดใหม่ของทุกคนในที่สุด 
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการที่เราพยายามแบ่งอาชีพของผู้คนออกเป็นต่างๆ นานา เช่นว่า คนนี้เป็นศิลปิน คนนั้นเป็นนักสังคมศาสตร์ คนนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ มันก็เหมือนเรากำลังทรยศ “วิถีการเรียนรู้” ของตัวเราเองด้วย คุณดูอย่าง Leonardo Da Vinci สิ คนเก่งแบบเขาทำอาชีพเดียวมั้ย เขาทำได้แค่อย่างเดียวเหรอ ไม่ใช่เลย มนุษย์เราไม่ควรรู้แคบๆ นะครับ เรามีศักยภาพที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ ดังนั้นต้องรู้มันให้หมด รู้ให้กว้างๆ ไว้เถอะ

เรื่องที่ “เซอร์ไพรส์” สุดๆ ในชีวิตการทำงานของคุณ
(หัวเราะเสียงดัง) เรื่องเซอร์ไพรส์สุดๆ ของผมก็น่าจะเป็นการที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายอยู่เรื่อยนี่แหละครับ คุณเชื่อมั้ยแต่ละเดือนผมทำงานบรรยายไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้งนะ ได้รับเชิญจากกลุ่มคนและองค์กรที่ต่างๆ กันไป ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องโชคดี อย่างครั้งนี้ผมได้มาเจอกับกลุ่มนักออกแบบใช่มั้ย ครั้งอื่นๆ ก็ได้เจอกับนักวิทยาศาสตร์บ้าง ศิลปินบ้าง นักสังคมวิทยาบ้าง และสิ่งที่เซอร์ไพรส์ผมได้บ่อยๆ ก็คือ “รีแอคชั่น” จากกลุ่มคนที่ผมไปเจอนี่แหละ คือมันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมชอบทำสิ่งนี้ก็ได้นะ ผมชอบฟังความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่องานของผม อยากรู้ว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง เขาทำความเข้าใจงานเราจากมุมมองไหน ฯลฯ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากด้วยไงครับ

ช่วยเล่าถึงงานที่คุณกำลังสนุกและจดจ่อที่สุดในตอนนี้
ตอนนี้ผมมีโปรเจ็กท์ทำหนังสืออยู่เล่มหนึ่งครับ ชื่อ Post-humanism and Me เป็นเรื่องราวชีวิตตลอด 15 ปีของผมในเส้นทางการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมจะนำเสนอมัน (วิทยาศาสตร์) ในรูปแบบใหม่ที่เป็นเหมือนงานอดิเรก ก็จะพูดถึงประวัติการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์จากมุมมองส่วนตัวของผมเอง พูดถึงผู้คนที่ผมเคยทำงานด้วย แล้วก็พูดถึงงานต่างๆ ที่ผมเคยได้มีส่วนร่วมทำที่มันมีความแปลกใหม่และน่าสนใจมากๆ  ประเด็นในหนังสือเล่มนี้ก็จะมีเรื่องอย่างเช่น การวิจัยสเตมเซลล์ การยืดอายุขัย การยกระดับศักยภาพของมนุษย์ อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้กับร่างกาย พวกอวัยวะเทียมต่างๆ แล้วก็มีเรื่องเศรษฐกิจใหม่ในยุคดิจิตอลด้วย รวมๆ แล้วก็คือโฉมหน้าของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากการพัฒนาของเทคโนโลยีครับ

ถ้าให้คุณจินตนาการถึงโลกอนาคต อะไรที่จะทำให้คุณ “กลัว” ที่สุด
เรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือการที่ผู้คนและสังคมทั่วไปไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ ปัจจุบันการถกเถียงในด้านวิทยาศาตร์หรือเทคโนโลยีมักจำกัดอยู่ในวงแคบๆ การตัดสินใจต่างๆ ก็เกิดขึ้นโดยคนทั่วไปไม่ได้รับรู้ พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้รับฟังความคิดของสาธารณชนเลย ผมเป็นห่วงตรงนี้มาก ดังนั้นภารกิจส่วนตัวอันหนึ่งของผมก็คือ การผลักดันให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของสาธารณะมากขึ้น ผมอยากให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Citizen Science” ที่คนทั่วไปได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์ ได้มาสัมผัสรับรู้ และเห็นความสำคัญของมันในชีวิตของพวกเขา

ทุกวันนี้ตัวอย่างโครงการด้าน Citizen Science ก็พอจะมีให้เห็นบ้างแล้วนะครับ เช่นถ้าคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องดาราศาสตร์หรือเป็นนักดูดาวมือสมัครเล่น ทางมหาวิทยาลัย (บางแห่ง) เขาก็เปิดใจรับคุณให้เข้าช่วยงานในโครงการ “จัดระบบกลุ่มดาวบนท้องฟ้า” ได้ ผมฟังแล้วชื่นใจครับ คือสำหรับผมแล้วคนทุกคนไม่ว่าจะมีชุดทักษะด้านใด คุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยได้ และผมคิดว่ามันจะดีมากๆ เลยถ้าผู้คนในสังคมรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกวิทยาศาสตร์มากขึ้นกว่านี้

สิ่งที่ผมกลัวที่สุด คือ ถ้าสาธารชนเพิกเฉยหรือละเลยกับการพัฒนาพวกนี้แล้ว โลกวิทยาศาสตร์เองก็จะเดินไปผิดทิศผิดทาง บางทีอาจจะเลยเถิดไปจนทำให้มันหลงลืมความเป็นมนุษย์ หรือว่าอะไรที่สำคัญกับมนุษย์จริงๆ กันแน่ 

คำถามสุดท้าย ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง “มันคงจะดีนะถ้า….”
ถ้าเราบินได้มั้งครับ ผมชอบไอเดียนี้มาก แม้มันจะยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้เพราะคนเราตัวหนัก คือถ้าจะมีปีกที่รับน้ำหนักขนาดนี้ได้ ปีกเราก็คงต้องใหญ่มาก ผมชอบความคิดที่ว่าเราสามารถบินไปสำรวจโลกได้เอง ไปในที่ที่เราไม่เคยไปถึง (โดยไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องมืออื่นช่วย) หรือไม่งั้นก็อยากมีเหงือกแบบปลา อยากดำน้ำลงไปได้ลึกๆ สามารถหายใจใต้น้ำได้ ผมว่ามนุษย์เราคงสำรวจโลกใต้น้ำกันได้มากกว่านี้เยอะ

สรุปคือผมชอบไอเดียที่มนุษย์จะสามารถปรับเปลี่ยนร่างกายหรือประสาทสัมผัสได้อ่ะครับ มันคงจะดีถ้าเราสามารถร่วมแชร์ประสบการณ์ที่สัตว์ชนิดอื่นมีได้ จากประวัติศาสตร์มนุษย์เรามีพัฒนาการชัดเจนมากในเรื่องสมอง แต่กับเรื่องอื่นเราไม่ค่อยมีนะ ออกจะด้อยกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นบนโลกด้วยซ้ำ เช่นเรามีขาสองขาที่วิ่งได้ไม่เร็วนัก โดยรวมๆ แล้วก็คือศักยภาพทางร่างกายของเราไม่โดดเด่น มีข้อจำกัดเยอะ สู้สิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกไม่ได้ แต่เรามีศักยภาพทางสมองที่เหนือชั้นกว่า ซึ่งนั่นทำให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ 
…ถ้าวันหนึ่งมนุษย์เราสามารถพัฒนาทักษะหรือเพิ่มศักยภาพที่สัตว์ชนิดอื่นมี เราคงจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่สุดยอดมากเลย

andy_miah.jpg

“The Relevance of Ethics in Scientific development” Interview with Andy Miah : Founder and Director of the Creative Futures Institute
Writer : Nattima Wichayapinyo

Could you please share your feeling at the CU2013
Oh, this is a wonderful place to be. You’ve got such talented people here. There are so much enthusiasm and care and love in the whole show. You must have felt how much creativity there is in different members of the audience, and in the people involved with TCDC. It feels like a really rich place to work. So I think it’s very rewarding to be here and I feel really appreciated.

What was the core message that you speak to the audience
Andy: My talk was broadly about Bio-design. What I’m interested in is the kind of materials and methods that designer may use in the future. A lot of my work is about Biotechnology and I see that people increasingly use Biology as part of their design materials. So I wanted to talk about how urgent it is for designers to think about the skills they have to create the work that they care about. Because within 20 years those materials will be very different and I think they need to steer up now.

Bio-ethic is such a unique futuristic topic, were there anything from your childhood that influence you into this field
I grew up in sports and that was a very big part of my upbringing.  Very early on, as a young person, I was trained quite a lot and I measured all my performance and everything like that. So I think that led me into studying Sports science at the undergraduate. And later on I also worked with many athletes who are really at the pinnacle of sporting abilities. Since then I saw how people used technology to make themselves better, and alter their performances. 

I guess that kind of shaped my interest in this subject and I also wonder how far humanity prepare to go; to modify ourselves for some kind of lifestyle preference that we might have. It might be sports. It might be music. It might be dance. It might be mathematics. It was clear to me that technology is always used to help us get better. 

But now the technology is much more serious and the changes can be much more permanent so we have to think really carefully about whether this is something we really want. 

Were there anyone or anything most influential to you that lead you to this futuristic field
I can’t think of a single individual that shaped my interest in this. I’ve been interested in major scientific developments and as a kind of collective they have been quite mind-blowing. There were many projects in this field at the moment and there were major worldwide investments and many key individuals involved with that. But I think, in some ways, they kind of shape my anxiety more than my enthusiasm. Because science can be very out of control and it needs people other than scientist to try asking difficult questions about its directions. 

I would say the concerns about scientific development have been a cause to my motivation. And there were authors who have been influential to me. For instance, books like Frankenstein or Brave New World (by Huxley) or 1984 (by George Orwell). These kinds of dystopian scenario have influenced my fascination for this. And I’m also a film enthusiast. In fact, some of my publications have been about films. ‘Gattaca’ is one example; I think it is really important historically. So there are many stories (and films) that deal with science fiction that I think have been influential to me.

Please explain Trans-humanism and Post-humanism? What are the differences
Trans-humanism and Post-humanism are each kind of philosophical perspective. They are slightly different. Historically, they were developed in a slightly different ways. Trans-humanism tends to be associated with a belief that humanity should modify itself to prepare for an increasingly toxic world, but also to transcend to the next level of evolutionally development. So there is a strong conviction from trans-humanist that this is for the good of humanity and we just have to figure out how best to do it scientifically and allow people the freedom to go about their business.
Post-humanism is a more critical perspective where it’s less about modifying ourselves to be better; less convinced that it’s about human progress and more interested in critiquing humanism. It’s more about the idea of individualism that has grown up in the 20th century and the idea that we are separated from other species. But both Trans-humanism and Post-humanism are similarly interested in biological change and want to understand what should be our place within the broader eco systems. 
So the key difference I see is that Trans-humanism is generally in favor of all these transformations, while Post-humanism is more critical and skeptical on the transformation.

Multi-disciplinary is widely recognized, but how do you define “Trans-disciplinary” at Creative Future Institute?
I see multi-disciplinary work as bringing people with different skill sets together and collaborating. But where I work I would like the people to have all in one, which is more difficult. 
Within Creative Future Institute, the concept of trans-disciplinary isn’t just about having individuals from different specialization to meet and collaborate. But we also recognize that any individual needs to have a range of disciplinary sensitivity. For example, I studied undergraduate in Science. Then I did master degree in Medical Law. And then again I studied Ph.D in Bio-ethic. I think those kinds of broad liberal educations are what make trans-disciplinary research possible. There is an example within bio-design where artists and designers learn the skills of scientist and feel ownership over that knowledge system rather than rely on someone else to help them do it. 
Tran-disciplinary is about you as an individual moving beyond your origins and acquiring knowledge that’s relevant to another specialism and own it as a part of your foundation. I also think the categorization of being an artist, a sociologist, a scientist, and so on is kind of betraying knowledge system. Like Leonardo Da Vinci, this great man knows we can’t just have pieces of information; we need to have the sense of the whole.

DSC_1534.JPG

Biggest surprise in your career is…?
(Laughing out loud) My biggest surprise would be about how often people ask me to come and talk. I give talk 3-4 times a month to different people, different organizations. And it’s very rewarding because sometimes it’s designers like here, other times it’s scientist, artist, sociologist and so on. What’s always surprising is the “Reaction” from the people to the work that I do. I guess one of the reasons why I continue doing this is because I enjoy hearing different people’s perspectives on the topic and seeing how they make sense of this work – which can be quite difficult. 

Tell us about the project that is closest to your heart right now.
I have a book development called “Post-humanism and Me” and this is kind of my journey through the last 15 years of scientific developments. It’s written in a personal hobby-like telling the history of scientific development from my perspective, the people I worked with, and many different projects that I have been involved with which have been quite groundbreaking in some ways. This book deals with topics like stem-cell research, life extension, human enhancement, prosthetic devices, the digital economies, etc. So it’s a kind of recent history of the world’s latest technological development. 

Looking into the future, what to come that scares you
Andy: One of the things that concern me is the absence of people from these conversations. Very often, the debate about science technology only happens behind close doors. Decision gets made without much public debate and without much public involvement. So a big part of my agenda is trying to promote ‘Citizen Science’ that allows people to feel part to the science world, to get involve with it, and to feel that it matters to their lives. 
There are cases of Citizen Science projects around the world right now, for example, if you are interested in the stars as an amateur astronomer, you could also help a university to classify clusters of stars in the sky. You see? With any skills you can be part of a research project. And it will be wonderful if people can feel greater involvement with scientific development. Because without that (greater involvement), we risk quite seriously that science could run away with itself…and fail to recognize what truly matters to people.

As a human being, if would be great if you can….
Umm…I do like the idea of flight. Human flight would be amazing. Though it’s completely impractical (for now) because we are very heavy and to reply on wings then they have to be enormous (to sustain this heavy body). But I love the idea of being able to explore parts of the world that we aren’t able to without any kind of machineries. Having (fish) gills would be great too. They allow you to be underwater and experience the oceans more. 
Basically, I love the idea that we can transform our senses or our bodies to give us the kind of experiences that other animals enjoy. I think our evolutions have been great for our minds, but everything else is quite inferior. There are a lot of limitations for our species. We have legs that can’t run very fast, for instance. 
Human abilities are quite restricted compared to other animals. We have no real physical excellence compared to other species. But the good thing is that we have a mental excellence (that brought us this far). So I think being able to have some of the skills and abilities that other animals enjoy would be a very rich thing indeed.   


« Back to Result

  • Published Date: 2013-10-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com