Creative Knowledge

« Back to Result | List

คุยนอกรอบ กับ “โน้ต อุดม” ศิลปินผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งความสุขให้คนไทย

DSC_1978.JPG

ท่ามกลางบรรยากาศชุลมุนและเสียงอึกทึกของผู้คน ณ โรงหนังสกาล่า TCDCCONNECT รวบตัว โน้ต อุดม แต้พานิช ศิลปิน “ตลกเดี่ยว” หนึ่งเดียวในเมืองไทยมาเข้าห้องสัมภาษณ์ได้สำเร็จ (แบบฉุกละหุก) หลังลงจากเวทีสัมมนา CU2013 (ที่เขาปล่อยของไว้อย่างสุดติ่ง) อุดม แต้พานิช มองหน้าทีมงานเหมือนจะส่งสารกลายๆ ว่า “อย่าถามกูยากนะ” 

รู้สึกยังไงกับรูปแบบงานในวันนี้ (งาน CU 2013)
ผมว่ามีคนที่อยากดู อยากฟัง วิทยากรระดับโลก มากกว่านี้อีกเยอะนะครับ ครั้งหน้า TCDC น่าจะจัดที่พารากอนฮอลล์ไปเลย จุได้รอบละ 5500 คน หรือถ้าใช้ครึ่งหนึ่งก็ได้ 2500 คนแล้ว ที่นั่นอากาศเย็นกว่า ห้องน้ำห้องท่าก็ดี แต่นอกนั้นผมก็โอเคครับ คนมาเยอะ น่าดีใจ ส่วนตัวผมติดแค่เรื่องโปรดักชั่นนิดหน่อย เพราะเคยมาจัดเดี่ยวไมโครโฟนที่นี่เลยรู้ว่าด้วยความที่ (สกาล่า) เขาเป็นโรงหนัง เรื่องแสง เรื่องไฟ เรื่องฉาก มันก็มีข้อจำกัดน่ะ 

แก่นที่ โน้ต อุดม ได้พูดถึงบนเวทีวันนี้คืออะไร ขอสั้นๆ
อันที่จริงวันนี้ผมพูดจาไม่รู้เรื่องเลยนะ (เงียบไปพักใหญ่) ...แก่นที่ผมอยากจะพูดคืออะไรวะวันนี้?

เอาจริงคุณได้เตรียมอะไรมาพูดรึเปล่า
ก็ไม่ได้เตรียมอะไรเลย (ตอบอย่างมั่นใจ) ฉะนั้นแก่นในวันนี้ก็คือ...มันไม่มีแก่นสารอะไรเลยไง (แสร้งมั่นใจต่อไป) 

แต่คุณได้ทราบหัวข้อของงานไปก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่เหรอ
(ใช้น้ำเสียงนุ่มขึ้น แปลว่าจะตอบอย่างจริงจัง) อันที่จริงสิ่งที่ผมพูดวันนี้มันยังไม่ได้ตอบคำถามที่งานเขาอยากได้เท่าไหร่ ผมคิดว่างั้นนะ อาจด้วยจังหวะบนเวที หรืออะไรบางอย่างที่ติดๆ ขัดๆ มันทำให้เราไปไม่ถึงตรงนั้นซะทีเดียว ซึ่งหมายถึงการค้นเจอในสิ่งที่ยังไม่เจออะไรเนี่ยนะ แต่รวมๆ ผมก็โอเคอ่ะ สนุกดี (เหม่อ)

อันที่จริงสิ่งที่คุณเล่าบนเวทีมันก็ล้อไปกับการสัมมนาช่วงเช้าอยู่หลายจุดนะ บังเอิญมากเลย
เหรอ? จริงเหรอ? โอย...ผมรู้สึกดีขึ้นหน่อยละ ขอบคุณครับ

ถามเรื่องอื่นบ้างดีกว่า …อะไรที่คุณกำลังหมกมุ่นอยู่ในช่วงนี้
ตอนนี้มีสองอย่างครับ คือ ทำงานศิลปะ กับ แต่งร้านที่เชียงใหม่ ร้านผมปิดมาสามเดือนแล้ว กะว่าอีกสองอาทิตย์จะเปิดให้ได้ ซึ่งงานส่วนนี้ก็จะเป็นเรื่องของดีเทลการก่อสร้าง เช่น โคมไฟอะไร ผนังยังไง แขวนรูปดีมั้ย ฯลฯ อะไรพวกนี้ครับ ส่วนอีกเรื่องที่ผมหมกมุ่นสุดๆ ก็คือการวาดรูป วาดเยอะมาก วาดทุกวันเลย

คุณชอบวาดมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า
ใช่ฮะ ตั้งแต่ประถมก็เป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีที่สุด จนมาเรียนอาชีวะผมก็เลือกวิชานี้ ต่อมาก็เข้าเพาะช่าง ฯลฯ คือผมทำเรื่อยมาตลอดชีวิต วาดจนติดเป็นนิสัยแล้ว

ชีวิตตอนเด็กของคุณมีอิทธิพลต่อชีวิตการทำงานในปัจจุบันยังไงบ้าง
มากเลยนะ ใช่เลยๆๆ ที่ผมเป็นอย่างงี้เพราะตอนเด็กๆ เราไม่ค่อยได้รับความสนใจ

ใครไม่สนใจคุณ 
ก็คนรอบข้างไงครับ ตอนเด็กๆ ผมเหมือนเป็นคนนอก เป็นเด็กที่ย้ายโรงเรียนบ่อยมาก คือบ้านผมจนไง ไม่มีใครส่ง เขาก็เอาไปฝากไว้บ้านนู้นทีบ้านนี้ที (บ้านญาติ) ดังนั้นการที่เราเข้าไปเรียนทีหลัง ไปเข้ากลางเทอมเนี่ย เราจะเป็นคนนอก คือมันไม่มีทางมีเพื่อนอยู่แล้ว เราก็จะไปนั่งอยู่มุมห้อง อยู่กับตัวเอง วาดเขียนอะไรไป นั่นเป็นการปลูกนิสัยให้ผมหัดการเป็นคนนอกที่เฝ้ามองพฤติกรรมคนอื่น 

จนกลายเป็นนักสังเกต ?
ใช่ ผมเป็นนักสังเกตการณ์โดยไม่เจตนา เป็นนักวาด นักเขียนความรู้สึก ฯลฯ ทุกอย่างมันก็ติดมาจนโตนี่แหละ ซึ่งคุณรู้มั้ย...ด้วยความเป็นคนนอกเนี่ย ลึกๆ ผมก็จะอยากจะเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นผมก็ต้องแสดงหรือทำอะไรบางอย่าง คือเรียกร้องความสนใจให้ตัวเอง เช่น เราอยากเป็นคนถือพานไหว้ครูจังเลย อยากให้คนอื่นมองเราบ้าง …เพราะเราไม่มีตัวตนเลยไง (เงียบ)

IMG_3190.jpg

แล้วคุณใช้วิธีอะไรเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ตอนเด็กๆ เวลามีละครโรงเรียน หรือมีชุมนุมรอบกองไฟ (ที่ลูกเสือต้องออกไปแสดง) อะไรพวกนี้ ผมก็จะพยายามเอาตัวเข้าไปอยู่ในขบวนการนั้น ผมอยากเป็นคนๆ นั้นที่คนอื่นหันมาสนใจ ซึ่งส่วนมากพอเล่นละครเสร็จมันก็จะมีเพื่อนเข้ามาหา ผมก็เลยรู้สึกว่า เออ การแสดงเนี่ยมาทำให้เรามีเพื่อนนะ ผมว่าสิ่งพวกนี้มันประกอบกันมาจนกลายเป็นตัวผมในวันนี้นะ ทั้งการเขียน การวาด และการแสดงครับ

ในประสบการณ์ชีวิตของคุณ อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ที่สุด
อืมม…วัยเด็กผมมันแย่เยอะมาก เยอะจนผมไม่จำอ่ะ (คิดอยู่นาน) …จำไม่ได้จริงๆ  นึกไม่ออกเลย

แล้วความทรงจำด้านดีล่ะ
(ซี้ดปาก) คำถามคุณดีนะ แต่เชื่อมั้ยว่าผมตอบไม่ได้เลย คือชีวิตวัยเด็กผมมันไม่ค่อยดีไง …มันไม่น่าจำ (ทำเสียงเศร้า) 

พูดถึงชีวิตการทำงานก็ได้ มันต้องมีเรื่องดีๆ ที่ทำให้คุณมีความสุขบ้างสิ
โอเค ถ้างั้นผมก็ชอบชีวิตช่วงปัจจุบันนี่แหละ ถือเป็นช่วงฮันนีมูนของชีวิตผมแล้ว คือคุณว่าชีวิตคนเรามันจะต้องการอะไรบ้างล่ะ มีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้ กินได้ นอนหลับ คนรอบข้างมีความสุข มีบรรยากาศรอบตัวที่ดี แค่นี้ก็โอเคที่สุดแล้วมั้ง

เวลาต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในชีวิต คุณใช้หลักอะไรจัดการกับมันบ้าง
มีประโยคหนึ่งที่ผมใช้บอกกับตัวเองประจำก็คือ  “Bad sometimes good” ซึ่งมันใช้ได้กับงานทุกอย่างที่ผมทำเลยนะ เช่น ในเวลาที่ฉากไม่ได้ดั่งใจ หรือเกิดเหตุอะไรก็ตามที่เราไม่ชอบ ประโยคนี้จะแว้บเข้ามาในหัว แล้วจากนั้นผมก็จะไปต่อของผมได้ กลายเป็นมิสเตอร์โอเค ไม่เหวี่ยงวีนเกินเหตุ คือต้องอธิบายก่อนว่าคนที่ทำโปรดักชั่นใหญ่ๆ เนี่ย เวลาที่มีอะไรไม่ได้ดั่งใจมันจะหงุดหงิดมากครับ

คุณทำโปรดักชั่นเองทุกงานเลยเหรอ
ครับ ผมชอบทำ ชอบลงลึก คือผมรู้สึกสนุกกับการได้ทำสิ่งนี้ อยากรู้ตั้งแต่ว่าบัตรเป็นยังไง ถ้าคนซื้อบัตรนี้แล้วเขาจะได้นั่งเก้าอี้แบบไหน ฯลฯ คือผมจะชอบจินตนาการภาพสำเร็จไว้ในหัวก่อนเลย เหมือนในหนังสือเรื่อง The Secret เป๊ะ (เพิ่งมาอ่านเจอทีหลัง) เวลาทำงานในหัวผมจะเห็นทุกอย่างเป็นฉากๆ เลยนะ เห็นคนดู เห็นตัวเองเดินขึ้นเวที ทำอย่างงั้นอย่างงี้ แล้วจากนั้นก็จะทำทุกอย่างให้มันเกิดขึ้นตามภาพ เป็นสไตล์แบบนี้

คำถามสุดท้าย ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง “มันคงจะดีนะถ้า….”
มันคงจะดีนะถ้า…เราไม่ต้องตอบคำถามนี้ !!! 
(จบ)





« Back to Result

  • Published Date: 2013-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com