Articles

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์ Evan Roth นักสร้างสรรค์สื่อบนพื้นที่สาธารณะ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Graffiti Research Lab และ Free Art Technology

ความประทับใจแรกที่มีต่อกรุงเทพฯ ของคุณ
ผมยังเห็นกรุงเทพน้อยเกินไป มันไม่ถูกต้องนักที่จะไปตัดสินอะไรทั้งที่คุณใช้เวลากับมันน้อยมากๆ แต่ผมก็พอจะบอกได้ว่าผมชอบที่ไหนหรืออะไรบ้าง อย่างอาหารนี่เยี่ยมมาก ผมชอบร้านอาหารเล็กๆ หลายๆ ร้านในตลาดโต้รุ่ง รู้สึกว่าเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่ผมสามารถมีเงินจับจ่ายได้ ผมชอบสวนสาธารณะตรงข้ามโรงแรมที่พัก(โรงแรมเอ็มโพเรียมสวีท) ที่มีคนมาออกกำลังกายรวมกันหลายคน ผมว่าเป็นอะไรที่สวยงามมาก ดีกว่าออกกำลังในยิมที่อยู่ในตึกติดแอร์

คุณพูดถึงเพลงแร็พค่อนข้างมากระหว่างงาน Creativities Unfold 2008 อะไรที่ทำให้คุณสนใจแร็พเป็นพิเศษ
ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆที่มีคนพูดถึงแร็พกันมาก เพราะมันมีเนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับการเมืองและความคิดต่างๆ ช่วงนั้นผมยังเป็นเด็กอยู่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งมาก แต่ปัจจุบันก็มีเพลงแร๊พที่ผมไม่ชอบเยอะเหมือนกันคงเหมือนกับงานประเภทอื่นๆ ที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่ผมคิดว่าเพลงแร็พเป็นอะไรที่เสพง่าย เป็นการเอาสิ่งไม่ดีต่างๆ มาทำให้มันฮิต แล้วก็รู้สึกเจ๋ง เป็นแฟชั่นได้

คุณย้ายมาอยู่ฮ่องกงได้ 4 เดือนแล้ว รู้สึกอย่างไรกับ Subversive Art ในฮ่องกงบ้าง (ศิลปะที่เกี่ยวโยงกับการเมือง)
ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าจีนกับฮ่องกงจะต่างกันแค่ไหน เคยคิดว่าคนฮ่องกงไม่น่าจะแสดงออกอะไรได้มาก แต่ปรากฏว่า มันเป็นเมืองที่เยี่ยมมากผู้คนเข้าใจศิลปะได้รวดเร็วตลอดเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย โดยเฉพาะกับตำรวจเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆในโลกที่เราเคยทำงานมา ผมได้ร่วมงานกับ MC ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่เป็นนักออกแบบและนักดนตรีด้วย เขาทำโครงการ subversive art เหมือนกันงานของเขาอันหนึ่ง คือบุหรี่ที่มวนเป็นรูปคบเพลิงโอลิมปิกส์ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งพูดเป็นเชิงเสียดสี

คุณรู้จักศิลปินท้องถิ่นได้อย่างไร
เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับผมเพราะงานของผมมีอยู่บนเว็บไซต์ และเพื่อนของคนนี้ก็รู้จักกับเพื่อนคนนั้น และฮ่องกงก็เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก จึงเป็นเรื่องง่ายที่คนจะเจอและทำความรู้จักกัน

ถ้าวันนี้เราไปฮ่องกงและอยากสัมผัสบรรยากาศที่เป็นศิลปะ เราควรจะไปที่ไหน
เป็นคำถามที่ผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ตอนนี้ผมรู้จักกับกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อ มีคลิปชื่อ Videotage พวกเขาทำงานอีเว้นท์ประจำปีชื่อ Microwave

อะไรเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในวิชาชีพของคุณ
สิ่งที่ยากที่สุดในอาชีพนี้คือการแยกการทำงานศิลปะออกจากการหาเลี้ยงชีพมันไม่ใช่เรื่องผิดที่คนเราคิดจะหาเงิน ผมก็คิดเรื่องการเลี้ยงชีพเหมือนกันแต่ถ้าเราทำงานโดยคิดว่าเดี๋ยวจะมีคนหรือบริษัทมาซื้องานเรา เราก็คงทำงานดีๆได้ยากสิ่งที่ผมคิดเวลาทำงานคือแค่ทำงานที่ดีๆไปเรื่อยๆส่วนที่เหลือจะตามมาเอง ผมสอนนักเรียนของผมอย่างนี้เสมอ ถ้าคุณทำงานด้วยจุดเริ่มต้นที่ว่าคุณจะหาเงินกับมัน คุณก็กำลังมุ่งหน้าหาความล้มเหลวแล้วล่ะ

คุณย้ำว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในการทำงานคือเรื่อง "กระบวนการ"
ที่ผมพูดอย่างนั้นอาจเป็นเพราะวิธีการทำงานของผมเอง ผมทำงานเหมือนกับทำวิจัยมีศิลปินจำนวนมากที่ทำงานเหมือนทำวิจัยไม่ใช่แค่นั่งอยู่หน้าผืนผ้าใบแล้วทำอะไรไปตามความรู้สึก แต่ต้องเลือกสื่อที่จะแสดงความรู้สึกนั้นออกมาให้เหมาะสมด้วย สำหรับผมกระบวนการในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกระบวนการที่ว่าก็มีพื้นฐานอยู่บนการวิจัยเป็นหลัก งานที่ดีสำหรับผมคืองานที่คุณบอกได้ว่าทำไมถึงได้แสดงออกมาแบบนี้ มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็อาจจะเหมือนกับงานออกแบบตรงที่คุณต้องระบุว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นในขณะนี้ แล้วก็หาทางแก้ไขมัน

เด็กนักเรียนไทยจำนวนมากในปัจจุบันไม่ค่อยสนใจในกระบวนการ มุ่งแต่ผลลัพธ์สุดท้ายของงาน คุณคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีประสบการณ์น้อยในทุกที่ทั่วโลกเด็กแค่ต้องการจะทำงานให้สำเร็จ คาดหวังเร็วเกินไปแล้วก็ติดอยู่ตรงระหว่างทาง

เป็นเพราะเราใช้ชีวิตกันเร็วเกินไปรึเปล่า
สำหรับผมการใช้ชีวิตเร็วๆ ก็อาจเป็นเรื่องที่ดีได้ ปัญหาข้างต้นน่าจะเกิดขึ้นเพราะเด็กๆ มีครูอาจารย์หลายคน คือได้รับข้อมูลเข้ามามากเกินไป จนเกิดสับสน ไม่รู้จะจัดการอย่างไร คิดได้แค่จุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้าย โดยคาดหวังเพียงเพื่อให้งานเสร็จ แต่ถ้าเด็กนักเรียนได้รับคำปรึกษาที่ดีจากครูในระหว่างกระบวนการทำงาน มันก็น่าจะช่วยได้

จากประสบการณ์ของคุณ เราต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นนักวิจัยที่ดีได้
เคล็ดลับของผมคือการระบุ หรือหาจุดที่เล็กที่สุด หรือแปลกประหลาดที่สุดขึ้นมาก่อน อาจมองใน sub-culture องค์ประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมือง แล้วก็เข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่นั้น ในที่สุดคุณก็จะเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา คิดเล็กๆ แต่ลึกๆ

ในอนาคตงานของคุณจะเป็นไปในทิศทางใด ถ้าคุณมีสถานภาพเหมือนกับ yahoo หรือ google
ในชั้นเรียนที่ผมสอนมีวิชาหนึ่งชื่อ Internet Famous สอนเกี่ยวกับการสร้างชื่อเสียง และตัวตนของศิลปินบนสื่ออินเตอร์เน็ต หลายๆความคิดเป็นสิ่งที่สามารถนำมาขายได้ ผมไม่ได้ต่อต้านการหาเงินเลี้ยงชีพ การขายของหรือความคิดที่มีธุรกิจอยู่เบื้องหลัง ผมอาจมีความคิดอื่นๆที่ไม่ได้แม้กระทั่งจะเกี่ยวโยงกับพื้นที่สาธารณะด้วยซ้ำ แต่เป้าหมายหลักของผมตอนนี้ก็คือ การนำเสนอผลงานผ่านพื้นที่สาธารณะและไม่ขึ้นอยู่กับการโฆษณา

อย่างไรก็ตาม คนเราก็ต้องหาเลี้ยงชีพ
ใช่ครับ สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือพยายามไม่กังวล ตั้งใจทำงานดีๆต่อไป ไม่ให้ความกลัวเข้ามาขัดขวาง ทุกวันนี้ผมก็ยังสามารถจ่ายค่าเช่าบ้านได้ สามารถเดินทางไปทั่วโลก ศิลปินบางคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานสุดยอดได้ แต่ดันหมดเวลาไปกับการสร้างผลงานให้ถูกใจลูกค้า ในตอนนี้ผมอาจเป็นตัวอย่างของคนที่ทำงานแบบมีจุดยืน และได้ผลตอบรับที่ดี ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานลักษณะเดียวกันนี้เธอทำงานด้านไอทีให้กับองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ในขณะเดียวกันเธอก็ทำงานบนพื้นที่สาธารณะด้วยและก็ยังมีธุรกิจขายอุปกรณ์การดาวน์โหลดข้อมูลของเธอเอง ผู้คนสามารถเข้ามาหาข้อมูลได้ฟรีๆ จากพื้นที่ที่เธอจัดหาไว้ให้ แต่หากต้องการดาวน์โหลดเป็น MP3 ก็ต้องซื้ออุปกรณ์จากเธอซึ่งทำให้เธอมีรายได้พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ ในอนาคตเมื่อผมอายุมากขึ้น ผมอาจต้องการเงินมากขึ้น อาจมองหาโอกาสทำอย่างอื่นที่ได้เงินมากกว่านี้ แต่ ณ ปัจจุบัน นโยบายของผมก็คือ การให้ฟรีๆ เพราะผมรักในชุมชนที่ผม
ทำงานอยู่และอยากจะทำงานด้วย ถ้าผมไปทำงานที่มุ่งหวังผลทางธุรกิจเป็นหลัก ชุมชนเหล่านี้ก็จะหายไป ตอนนี้ผมแค่ตัดสินใจเลือกทางเดินในอาชีพของผมเท่านั้นเอง

คุณอยากฝากอะไรถึงตลาดหุ้นสหรัฐในตอนนี้
"คุณได้รับในสิ่งที่คุณควรจะได้แล้วล่ะ"

ติดตามผลงานและเรื่องราวเพิ่ิมเติมของอีวาน รอธ ได้ตามลิงค์ข้างล่าง
http://blog.ni9e.com/
http://evan-roth.com/

« Back to Result

  • Published Date: 2009-01-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com