Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์ นพปฎล พหลโยธิน หลังงาน Creativities Unfold, Bangkok 2008

noppadol1.jpg

เราเคยสัมภาษณ์ดีไซเนอร์ชื่อดังคนนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในโอกาสดีที่เขามาเป็นวิทยากรในงาน
Creativities Unfold, Bangkok 2008 เพิ่งผ่านพ้นไป เราจึงขอพูดคุยขยายมุมมองเพิ่มเติมเชื่อมโยงกับหัวข้อสัมมนาที่ว่า "วัฒนธรรมคือสินทรัพย์สร้างค่า" ในฐานะที่เขาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ใน 2 วัฒนธรรมมาโดยตลอด

หากมองย้อนกลับไปในการชีวิตการทำงานของคุณ คุณคิดว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนนั้นเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่ อย่างไร
การศึกษาในระบบโรงเรียน ผมว่าเราได้เรียนเรื่องระเบียบวินัยมากกว่าด้านความคิดสร้างสรรค์ แต่นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราเรียนรู้ถึงความเหมาะสม รู้เรื่องพื้นฐานว่าเราควรจะทำอย่างไร หรือใช้ความรู้อย่างไร

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ
ส่วนใหญ่การเรียนรู้จะอยู่นอกระบบมากกว่า เพื่อนผมที่วางแผนจะเป็นนักออกแบบ พอเรียนจบเขามักจะไปเรียนต่อปริญญาโทกัน ใช้เวลา 2 ปี แต่ผมอยากเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์ทำงานจริงๆ มากกว่า เวลาเราทำงานไปมันมีถูกมีผิด นั่นคือการสะสมประสบการณ์ เป็นการเรียนรู้ของเราไปในตัว ทุกอย่างที่เราทำก็สะสมมาเรื่อยๆ ไม่ได้เจาะจงว่าเราไป...ขับรถเล่นแล้วจะได้อันนี้มา แต่ทุกอย่างมันค่อยๆ ซึมเข้าไป แล้วพอถึงเวลาที่เหมาะสม เราก็จะย่อยมันออกมาใหม่ได้

ช่วยให้คำนิยามของคำว่า "Creative City" จากทัศนะคติของคุณเอง
คิดว่าเป็นเมืองที่ให้ความรับรู้ ตื่นตัว หรือให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ ซึ่งมักเป็นอะไร ที่ง่ายต่อการหลงลืมไป คือของที่เราสัมผัสหรือสิ่งที่เราใช้ทุกวัน ทุกอย่างก็ล้วนแต่ให้ความคิดสร้างสรรค์ แต่เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้เรารู้สึกตระหนักถึงว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร

ผู้คนอย่างเราๆสามารถมีส่วนร่วมในเรื่อง "Creative Economy" ได้อย่างไรบ้าง
ผมว่าน่าจะอยู่ที่ฝ่ายครีเอทีฟมากกว่า ที่เราจะนำเสนออะไรให้ผู้ที่สัญจรไปมารับรู้ คนทั่วไปอาจไม่มีความรู้หรือไม่ได้ศึกษามาด้านนี้ แต่ผมว่ากรุงเทพฯ ก็มีการปรับตัวขึ้นเยอะเลย แม้แต่ร้านส้มตำหรือร้านก๋วยเตี๋ยวก็มีการออกแบบที่ดีคนที่ผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วก็รู้สึกดี อยากเข้าไปนั่งทาน แต่ถ้าปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ ก็อาจไม่ได้คิดว่าต้องออกแบบอะไรใหม่ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเสนออะไรเพื่อสร้างความตื่นเต้นขึ้นมา

noppadol2.jpg

ในสายตาคุณ คนกรุงเทพฯมีวัฒนธรรมเฉพาะตัวหรือไม่ อย่างไร และจะหยิบเอาวัฒนธรรมนั้นมาสร้างคุณค่าอย่างไร
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของกรุงเทพฯ คือกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ผู้คนเชื่อมโยงกันมากเมื่อเทียบกับต่างจังหวัด รู้สึกว่าทุกอย่างจะเกี่ยวดองกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การคมนาคม คนต้องสัมพันธ์กันตลอดเวลาแต่พออยู่ต่างจังหวัด สมมติเราไปทำธุระ ก็อย่างเดียวเสร็จแล้วก็จบ แต่ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ถ้าเราจะออกไปไหนทีก็ต้องเจอผู้คนมากมาย มีอะไรให้เราพบเห็นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ร้านค้า แสงสีเสียง ที่นั่นที่นี่ ผมรู้สึกว่ามันมีสัมผัสให้จับต้องและมีความตื่นอยู่ และความตื่นนี้ก็มีประโยชน์อยู่ตรงที่ไม่ว่าเราจะออกแบบหรือทำอะไรก็ตาม มันสามารถกระจายและซึมซาบไปทั่วได้อย่างรวดเร็ว เห็นผลได้รวดเร็วกว่า

คุณคิดว่าผู้คนและสถานที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยส่งผลอย่างไรต่อความสร้างสรรค์
ผมว่าก็มีอยู่แล้ว มาในรูปแบบที่เราไม่สามารถจับได้ บางทีก็เป็นอะไรง่ายๆ เช่น อากาศหนาว หิมะตก ออกจากบ้านไม่ได้ หรือร้อนจะเป็นลม ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ก็มีผลต่อการออกแบบทั้งหมด แต่ในที่สุดแล้วผมก็เชื่อมั่นว่าทุกคนก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นแก่นในตัวของแต่ละคน ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหน มันก็จะแสดงออกมาเป็นพลังอันหนึ่งในการออกแบบ

ชีวิตนี้คุณออกแบบไปเพื่ออะไร (ทำทำไม?)
ชอบ ผมชอบออกแบบ ชอบสร้างสรรค์ เวลาเห็นอะไรแล้วก็ชอบคิด มันทำให้ผมมีความสุข ผมก็ไม่ได้ออกแบบเพื่อตั้งใจแก้ปัญหาอะไร ก็คิดอยู่เสมอว่าเราเป็นหยดน้ำน้อยในทะเลใหญ่ เพียงเราทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น และให้ความสุขแก่คนอื่นได้ แค่นี้ก็พอแล้วไม่หวังอะไรมากไปกว่านี้

กลับมาพูดถึงเรื่องงานบ้าง ในฐานะนักออกแบบ อะไรที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดที่คุณจะสามารถทำได้
มันขึ้นอยู่กับจิตใจและความตั้งใจของเรา ถ้าเราตั้งใจจะทำะไรให้เลวร้ายสักอย่าง ไม่ว่าเราจะทำมันออกมาในแบบที่ดีแค่ไหน มันก็เลวร้ายอยู่ดี ถ้าเราชมคนว่าสวย ดีงาม แต่ในใจเราคิดไปอีกแบบ มันก็ย่อมออกมาเลวร้าย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือความคิดที่เลวร้าย ถ้าในการออกแบบ ผมก็คิดว่าอะไรที่มีขึ้นมาแล้วทำร้ายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเคมีอาวุธที่ทำให้คนสูญเสีย หรือออกแบบอะไรที่ต้องเบียดเบียนหรือทำให้คนที่เกี่ยวข้องเป็นทุกข์ มันก็เลวร้ายทั้งหมด

ถ้าคุณเขียนหนังสือเล่มต่อไป คุณจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ผมเป็นคนที่ไม่ได้ทนทานต่อการค้นคว้าอะไรเพื่อเขียนหนังสือ เวลาผมเขียนอะไรผมจะเขียนจากใจ คือเราอยากพูดอะไรก็เขียนอย่างนั้น หนังสือเล่มต่อไป ผมจะพูดถึง Spiritual Design นั่นเป็นสิ่งที่ผมจะเขียนออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ


« Back to Result

  • Published Date: 2008-11-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com