Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์ ประภาส ชลศรานนท์ หลังงาน Creativities Unfold, Bangkok 2008

prapas1.jpg

นักคิดคนสำคัญในธุรกิจบันเทิงของเมืองไทยที่ใครๆ ก็รู้จักดีจนเรียกเขาอย่างสนิทปากว่า "พี่จิก" ซึ่งในงาน Creative Unfold 2008 นี้ เขาเผยที่มาของความคิดสร้างสรรค์ที่เขานำมาใช้ในงานต่างๆ ผ่าน "7 วิธีตีหิน" (ดูรายละเอียดได้ใน live blogging) ที่ชวนหัวและชวนนำไปต่อยอดได้อีกเยอะ แต่ในตอนนี้เราขอคุยกับเขา ถึงมุมมองอื่นๆ ในชีวิตที่ทำให้เขาเป็น "ประภาส ชลศรานนท์" ได้ในวันนี้

ตอนเป็นเด็กคุณชอบเล่นของเล่นพวกไหน
ก็เปลี่ยนไปตามวัย สมัยผมเด็กๆ ของเล่นไม่เยอะเท่าสมัยนี้ เราก็จะเล่นของเล่นพื้นๆ ที่หาได้ตามข้างโรงเรียน อย่างพวกของเล่นไม้ ของเล่นสังกะสี หรือหนังยาง ส่วนที่จะไปเกี่ยวกับจินตนาการ เราก็เล่นสมมติเป็นต้นหนเรือ เป็นกัปตันอะไรไปเรื่อย

หากมองย้อนกลับไปในการชีวิตการทำงานของคุณ คุณคิดว่า การศึกษาในระบบโรงเรียนนั้นเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่ อย่างไร
การศึกษาในระบบโรงเรียนจำเป็นนะครับ เพราะเราต้องปรับไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงต้องเริ่มที่โรงเรียนก่อน

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ
ผมว่าในบ้านเรายังไม่ได้มีองค์กรการเรียนรู้นอกระบบที่พร้อมเท่าไรนัก แต่ถ้าให้มองจริงๆ การเรียนรู้จากพ่อแม่ก็ใช่ ห้องสมุดก็ใช่นะครับ โดยตัวผมเองเรียนมาในสายศิลปะและการออกแบบก็จริง แต่ตัวเองไปสนใจเรื่องหนังสือ เรื่องเพลง เรื่องภาพยนตร์ ก็ไปหาความรู้เองจากการทำเวิร์คช็อปบ้าง ไปร่วมทำงานในกิจกรรมต่างๆ บ้าง การไปทำงานจริงผมถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากๆ ไม่ว่าจะไปทำเพลง ทำละคร หรือเป็นฟรีแลนซ์ รับเขียนภาพประกอบเพื่อเรียนรู้การทำหนังสือ ถือว่าได้ความรู้เยอะมาก ไม่แพ้การเรียนในโรงเรียน

คุณคิดว่าผู้คนอย่างเราๆ สามารถมีส่วนร่วมในเรื่อง "Creative Economy" ได้อย่างไรบ้าง
ก็ต้องบอกว่าเป็นการมีส่วนร่วมคนละนิดคนละหน่อยนะ ไม่ใช่ว่าไม่มีผลเลย หรือจะบอกว่ามีผลแรงก็ไม่ได้บางทีรัฐบาลก็ทำให้เราท้อ บางทีรัฐบาลก็ทำให้เรามีกำลังใจ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่มีส่วนใดๆ คนที่ทำงานเยอะ มีแรงมีพลังเยอะก็สร้างสิ่งเหล่านี้ออกมาให้คนอื่นๆ เห็นเป็นแรงบันดาลใจสร้างรสนิยมให้เกิดขึ้นได้

prapas2.jpg

คุณเห็นว่า พฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของคนไทยเป็นอย่างไร และได้หยิบยกพฤติกรรมนั้นมาเป็นเงื่อนไขในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์หรือไม่ อย่างไรบ้าง
สำหรับวงการโทรทัศน์ไทย เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ห่างกันมาก คือ คนเมืองกับคนชนบทนี่ดูโทรทัศน์ต่างกันมากเลย คนเมืองในแต่ละวัยก็ดูโทรทัศน์ต่างกันมากๆ อีก ต้องว่ากันเป็นประเด็นเป็นกลุ่มไป แต่ผมว่า ช่วงเวลาที่น่าสนใจมากที่สุดของรายการโทรทัศน์ ก็คือ ช่วงเวลาที่ครอบครัวอยู่ร่วมกัน เพราะเป็นช่วงที่เราจะปลูกฝังอะไรให้กับเด็กๆ ได้

พอคนเสพงานคุณไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หรือรายการทีวี มักจะอุทานว่า "คิดได้อย่างไร?" เราอยากถามคำถามนั้นเช่นกัน "คิดได้อย่างไร?" ของคุณมีกระบวนการที่มาอย่างไร
บางอันก็เป็นขั้นตอนไป บางอันก็วาบขึ้นมา หรือบางทีก็เป็นขั้นตอนที่มาจากความคิดที่วาบขึ้นมา ถ้าจะให้แนะนำเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมว่าเราต้องเติมไปไปเรื่อยๆ และมีเชื้อเพลิงที่ดี คือ ความรู้ ซึ่งไม่ใช่ความรู้ในห้องเรียนอย่างเดียว อย่างอื่นก็เป็นการสอนไปในตัว อย่างที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" นั่นไม่ใช่ว่าความรู้ไม่สำคัญนะ ต้องมีความรู้ก่อน สำหรับตัวผมไม่มีกระบวนการตายตัวหรอก ถ้าจะมีมันก็เกิดขึ้นอย่าง-
อัตโนมัติมาก

ในความคิดของคุณ มีตัวอย่างวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยอะไรที่สามารถ "ขาย" ได้ในตลาดโลก
ผมว่าทุกชาติมีหมดนะ วัฒนธรรมร่วมสมัยที่เป็นสิ่งสากลสามารถนำมาขายได้ วัฒนธรรมร่วมสมัยในปัจจุบันก็ล้วนแต่ต่อยอดมาจากสิ่งอื่นหรือสิ่งดั้งเดิม อย่างวัฒนธรรมที่เป็นของอเมริกันเอง เช่นเพลงบลูส์ หรือร็อคแอนด์โรล ก็มีที่มาจากอดีตแล้วพัฒนาต่อยอดขึ้นไป ของไทยเราก็มีเพลงจังหวะมันส์ๆ ที่สามารถขายได้ แต่เรื่องนี้ต้องคุยกันยาวนะครับ เราต้องมานั่งถกกันและค่อยๆ แกะปมทีละปม ถ้าเราบอกว่า การ์ตูนญี่ปุ่นนี่เป็นวัฒนธรรมหลักของเขา เป็นจุดขายของเขาเลย เราก็ต้องมาดู เช่น การ์ตูนเรื่องเจ้าหนูอะตอมก็มีที่มาจากมิกกี้เมาส์ ก็มาจากฝรั่ง แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นของญี่ปุ่นแท้เลย ผมว่าทุกอย่างมันเป็นการต่อยอด ไม่มีใครลอกใครหรอก

ในทัศนคติของคุณ คิดว่า Creative City สำหรับกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง
ผมชอบใจบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ผมจะเห็นภาพที่นั่นชัด ผมคิดถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสถาปัตยกรรมใหม่เข้าไปแทรกอยู่ มีความร่วมสมัยเข้าไปแทรกอยู่ ผมคิดถึงบรรยากาศเยอะเหมือนกันนะ คิดถึงมหาวิทยาลัยศิลปะที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็น่าจะมีมหาวิทยาลัยศิลปะเยอะขึ้นอีก อยากให้มีเป็นย่านที่มีมหาวิทยาลัยศิลปะรวมกัน เป็นย่านของความสร้างสรรค์โดยเฉพาะ ตอนนี้ผมเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่มีที่เดินเที่ยวต้องเดินห้างเท่านั้น ผมอยากให้มีบริเวณที่เป็นที่เดินเล่น ให้คนมาทำกิจกรรมอื่นๆ กันมากขึ้น อาจจะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ก็ได้ หรือเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก็ได้ อยู่ใกล้ๆ กันหมดเลย โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับการค้ามาก ผมอยากเห็นภาพแบบนั้นมากกว่า


« Back to Result

  • Published Date: 2008-11-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com