Creative Knowledge

« Back to Result | List

เรียนออกแบบ เลือกให้ตรงกับใจอย่างไรดี?

gold-home1.jpg

ในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคมของทุกปี คนที่ไปสนามบินคงจะได้เห็นภาพหนุ่มสาวหน้าละอ่อน กอดอำลากับเพื่อนและกราบสวัสดีลาพ่อกับแม่เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง คนที่เดินอยู่แถวสยามสแควร์ก็คงจะได้เห็นเด็กวัยรุ่นหน้าใสในชุดนักเรียนเดินถือแผ่นกระดานพร้อมกระดาษ เพื่อติววิชาวาดรูปเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

นั่นเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในหลายๆ ขั้นตอนของการศึกษาต่อทางด้านการออกแบบ แต่ก่อนหน้าที่จะได้พบเห็นภาพเหล่านั้น คำถามหนึ่งที่ก้องอยู่ในโสตประสาทของนักเรียนเหล่านี้ และมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาก็คือ "อยากเรียนต่อด้านออกแบบ ...จะเรียนที่ไหนดี?"

คงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าที่ใดเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด เพราะแต่ละที่ก็มีดีแตกต่างกันไป ที่สำคัญความต้องการ ความคาดหวัง และแนวทางในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานของนักเรียนแต่ละคน มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การเลือกโรงเรียนให้ "เข้ากับ" ตัวเอง หรือเลือกให้ตรงตามความต้องการและความคาดหวังของตนเองให้มากที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการเรียนต่อในต่างประเทศที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มากเป็นสองสามเท่าตัวของการเรียนในประเทศ

การเลือกสถานศึกษาที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่างๆ ในวงการการออกแบบ อาจจะช่วยให้มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเมื่อเรียนจบมาแล้ว คุณจะสามารถหางานทำได้ไม่ยากนัก เกณฑ์การตัดสินใจดังกล่าวนับเป็นหลักคิดขั้นต้นในการพิจารณาเลือกสถาบันที่จะเรียนต่อ มาดูกันว่าเกณฑ์การตัดสินใจอื่น ๆ นั้นมีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้
1. ปรัชญาการเรียนการสอน

แต่ละหลักสูตรในแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกันไปตามปรัชญาการเรียนการสอน บางสถาบันอาจเน้นการสร้างแนวคิด (concept) ขณะที่บางแห่งอาจเน้นการฝึกฝนเพื่อสร้างทักษะความชำนาญ (skill) บางหลักสูตรเน้นการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติ และมุ่งเน้นการสร้างชิ้นงานเป็นหลัก แต่บางหลักสูตรอาจเน้นหนักไปที่การผลิตแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแล้ว ก่อนจะตัดสินใจเลือกเรียนที่ใด ผู้เรียนจะต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตนเองเป็นอันดับแรกสุดว่า การเรียนการสอนในแนวทางใดที่ตนชอบ แล้วจึงค่อยพิจารณาหลักสูตรหรือสถาบัน (ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจาก
การเสวนาเรื่อง "การเรียนออกแบบอุตสาหกรรมกับชีวิตจริงในการทำงาน"

2. การได้รับความเชื่อถือจากสังคม

สถาบันการศึกษาที่เลือกเรียนควรเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงที่ดี เป็นที่ยอมรับกันในวงการ เพื่อช่วย ให้นักศึกษาที่จบมาสามารถหางานทำได้ไม่ยาก โดยอาจจะพิจารณาจากความสำเร็จของรุ่นพี่เป็นกรณีตัวอย่าง นอกจากนี้ นักศึกษาจบใหม่ควรปรึกษากับอาจารย์เพื่อขอคำชี้แนะเกี่ยวกับแนวทางในการทำงาน ซึ่งหากสามารถระบุแนวทางให้เฉพาะเจาะจงลงไปได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เช่น ตำแหน่งงานที่ต้องการต้องใช้ทักษะความชำนาญแบบใดเป็นพิเศษ ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนหลังจากเรียนจบเพื่อให้ได้งานทำ หลักสูตรที่เรียนเป็นที่ต้องการของตลาดแค่ไหน มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้อง (connection) กับวงการออกแบบมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า เมื่อเรียนจบมาแล้ว จะมีตลาดรองรับ

3. การฝึกงาน
ประสบการณ์ในการฝึกงานนับเป็นคุณสมบัติอีกประการที่ทำให้นักศึกษาจบใหม่หางานทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หลักสูตรที่บังคับให้มีการฝึกงานก่อนจบ จึงน่าสนใจมากกว่าหลักสูตรที่ไม่มีการฝึกงาน ในขั้นตอนนี้ ชื่อเสียงของสถาบันจะมีส่วนสำคัญ เพราะหากสถาบันมีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในวงการ ตลอดจนมีสายสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการขอเข้าฝึกงานของนักศึกษาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม "ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน" หากสถาบันการศึกษาไม่สามารถช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวได้ นักศึกษาก็ควรจะขวนขวายหาที่ฝึกงานเอง

rca.jpg

4. การเลือกคณะ
การเลือกคณะถือเป็นตัวแปรหลักสำคัญอีกข้อในการพิจารณาเลือกสถานศึกษา แต่ละคณะมีหลักสูตรและคณาจารย์ที่มีคุณวุฒิและความสามารถต่างกันไป การเลือกเข้าเรียนนั้น ควรจะพิจารณาจากประวัติการทำงานของอาจารย์ด้วย เพราะในโลกของการออกแบบนั้น ความทันสมัยและความสามารถในการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น การนำเอาประสบการณ์จากโลกแห่งความเป็นจริงเข้ามาสอนในห้องเรียน



Tags: education

« Back to Result

  • Published Date: 2008-11-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป