Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์ Charles Landry ผู้ก่อตั้งบริษัท Comedia ที่ปรึกษาด้านการวางแผนวัฒนธรรมที่มีสาขาในกว่า 35 ประเทศทั่วโลก

charles_l.jpg

Landry เป็นแกนนำสำคัญในโครงการฟื้นฟูความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเป็นผู้แต่งหนังสือ The Art of City Making (2006) และ The Creative City: A Toolkit for Urban Innovators (2000) 

การวางแผนทางวัฒนธรรมคืออะไร
การวางแผนทางวัฒนธรรม คือ การคิดเกี่ยวกับอนาคตในเชิงวัฒนธรรม เป็นการมองไปข้างหน้า โดยตระหนักว่า วัฒนธรรมจะเป็นไปอย่างไร เป็นไปเพื่ออะไร หรือจะวางแนวทางได้อย่างไรบ้าง เป็นการทำความเข้าใจถึงสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมว่า จะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น การวางแผนว่าชีวิตในเมืองใหญ่ เป็นต้น

คุณคิดว่า หลักการในการวางแผนทางวัฒนธรรมสามารถปรับใช้ได้กับทุกวัฒนธรรมหรือไม่
ผมคิดว่า การวางแผนทางวัฒนธรรมสามารถใช้ได้กับทุกสังคม เป็นการนำเอาจุดดีและจุดเด่นของแต่ละที่ออกมา ซึ่งในแง่นี้ ก็จะทำให้แต่ละสังคม ได้รับผลดีจากการวางแผนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่าการวางแผนทางวัฒนธรรมไม่ได้เป็นแค่เพียงการมองโลกผ่านสายตาของชาวตะวันตกแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหลักการวางแผนที่ ดีไม่ว่าจะเป็นการดึงเอาจุดเด่นของแต่ละเมืองออกมา การยอมรับในความแตกต่างการผสมผสานเทคโนโลยีให้เข้า
กับสถานที่ ก็น่าจะเป็นหลักการที่สามารถปรับใช้ได้กับในทุกๆ วัฒนธรรม

คุณมองวัฒนธรรมไทยอย่างไร
เป็นคำถามที่ผมตอบได้ยาก เท่าที่ผมเคยมาเมืองไทย 3 ครั้ง วัฒนธรรมไทยมีลักษณะของความเป็นสังคมพุทธ เป็นที่ที่มีความน่าสนใจ เพราะมีความผสมกลมกลืนกันระหว่างความเคลื่อนไหว อย่างในสยามสแควร์กับความสงบแบบพุทธ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดเด่นและจุดแข็งทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การวางแผนทางวัฒนธรรมให้อะไรแก่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศได้บ้าง
ผมคิดว่า การวางแผนทางวัฒนธรรมก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้ หากคุณพิจารณาถึงเศรษฐกิจบนความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างอุตสาหกรรมสื่อและภาพยนตร์ จะเห็นว่าภาพยนตร์แสดงออกถึงวัฒนธรรมใด วัฒนธรรมหนึ่ง หรืออย่างการออกแบบที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ก็ทำให้เกิดความมั่งคั่ง ทางเศรษฐกิจเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจของการวางแผนทางวัฒนธรรมก็คือ การเลือกเอาจุดดีที่มีอยู่แล้วใน
วัฒนธรรมนั้นๆ มาทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมดังกล่าวรู้สึกดีกับที่ที่ตัวเองอยู่

ในหนังสือของคุณ คุณกล่าวว่า วิสัยทัศน์สำหรับศตวรรษที่ 21 คือการเป็นเมืองที่มีจินตนาการที่สุดให้กับโลกมากกว่าเป็นเมืองที่มีจินตนาการที่สุดในโลก ('the vision for 21st century must be the most imaginative cities for the world rather than in the world') อยากทราบว่าความเป็น เมืองให้กับโลก ต่างกับความเป็นเมือง ในโลก อย่างไร
ประโยคนี้เป็นประโยคที่สำคัญที่สุดในหนังสือของผม เมืองหลายเมืองในโลกต้องการเป็น creative city ซึ่งการเป็น creative city หมายถึง เป็นต้องเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งทางด้านศิลปะ หรือไม่ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาล หรือไม่ก็มีประชากรที่ทำงานใน Creative Economy ที่มีประสิทธิภาพสูงอาจมีหลายเมืองที่กล่าวอ้างว่า เราเป็น creative city ที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด ซึ่งสำหรับบางเมืองก็อาจเป็นการกล่าวเชิงการตลาดมากกว่า แต่การเป็น creative city ให้กับโลก หมายถึงเมืองนั้นได้ให้ความคิดสร้างสรรค์ให้กับโลก มีส่วนช่วยกำหนดทิศทางให้กับโลก ได้สร้างอะไรให้กับเพื่อทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น ซึ่งเมืองใดก็ตามที่มีคุณลักษณะเช่นนี้จะเป็นเมืองที่น่าสนใจและดึงดูดคนจากทั่วโลกได้ ดังนั้น ความคิดในการสร้างอะไรให้กับโลกก็จะทำให้โลกมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มากกว่าที่จะคิดแค่ว่า เราเป็นเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์เพราะเรามีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแนวคิดทั้งสองนี้ทำให้วิธีการพัฒนาเมืองต่างกัน

charles_l2.jpg

คุณให้คำจำกัดความของ Creative City อย่างไร
เป็นที่ที่เอื้อให้คนคิดวางแผน ช่วยให้คนใช้จินตนาการ ช่วยให้คนธรรมดาสามัญสามารถ ทำอะไรที่เขาเองอาจไม่เคยคิดฝันมาก่อน อ ย่างการให้พื้นที่สาธารณะสำหรับแสดงออกทางความคิด ห รือการเป็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์มากๆ เป็นต้น

คนในท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมกับ Creative Economy ได้อย่างไร
Creative Economy เป็นเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ที่เกี่ยวโยงกับอุตสาหกรรมบนความคิดสร้างสรรค์ อย่างเช่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี คนท้องถิ่นย่อมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ หากมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว

ถ้าคุณเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ คุณจะทำอะไรให้กับกรุงเทพฯ
คำถามนี้คงตอบยาก เพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯ มากพอ แต่เท่าที่เห็น ผมคิดว่ามีอาคารหลายแห่งที่ดูแล้วไม่สวยงาม ผมอาจจะพยายามทำให้ตึกเหล่านั้น สวยงามน่าดูมากขึ้น นอกจากนี้ ผมจะปรับปรุงระบบการขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมจะสร้างพื้นที่หรือศูนย์สำหรับเยาวชน ให้เยาวชนสามารถแสดงออกหรือมาใช้บริการต่างๆ ได้มากขึ้น หรือสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์เล็กๆ แต่มีหลายๆ แห่งมากกว่าที่จะลงทุนในพิพิธภัณฑ์ขนาดยักษ์เพียงแห่งเดียว ผมจะทำตัวเป็นเหมือนบันไดให้คนไต่ไปหาโอกาสได้

ถ้าคุณต้องทำโครงการด้านการวางแผนวัฒนธรรมให้กับเมืองไทย คุณจะทำอะไร หรืออย่างไรบ้าง
ผมจะทำโครงการที่ถามคนไทยทั้งประเทศว่า "ชีวิตความเป็นอยู่ทุกวันนี้ดีสำหรับคุณหรือยัง?" เพื่อก่อให้เกิดกระแส กดดันนักการเมืองว่า พวกเขาจะต้องทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง

คุณคิดว่าการที่ในเมืองๆ หนึ่งมีการค้าประเวณี สิ่งนั้นนับเป็นส่วนหนึ่งหรือมีบทบาทต่อ Creative City หรือไม่ อย่างไร
ผมไม่มีอคติต่อการค้าประเวณี แต่ผมออกจะรู้สึกว่าการค้าประเวณีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหดหู่ และไม่ช่วยก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ผมสนใจในสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจมากกว่า เรื่องเกี่ยวกับเพศไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการสร้างเมืองให้เป็นเมือง Creative City ที่ไหนที่คุณอยู่แล้วรู้สึกสบายมากที่สุด และสบายน้อยที่สุด

เมื่อคนเราพูดถึง "ที่ที่สาม" (The Third Place) ที่ไม่ใช่บ้าน ผมอยากจะบอกว่า ผมชอบสิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศที่เรากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ (ร้านกาแฟหน้าห้องสมุดของ TCDC) ซึ่งเป็นที่ที่ผมสามารถทำงานได้ รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวก็ได้ รู้สึกเหมือนอยู่กับคนอื่นก็ได้ มีหนังสือให้อ่านด้วย แต่ถ้าพูดถึงเมืองที่ชอบ ผมชอบเมืองที่มีบรรยากาศของความพลุกพล่าน ที่มีบรรยากาศเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ เพราะผมสนใจในเรื่องการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและแรงบันดาลใจ

ในการสัมมนา คุณกล่าวว่า "การผสมผสานทางวัฒนธรรมใน Creative City เป็นเรื่องที่ทั้งน่าตื่นเต้น(exciting) และน่ากลัว (scary) ที่มีความเปราะบาง (fragility) เป็นผลลัพธ์" คุณหมายถึงความเปราะบางในแง่ใดและเราจะรับมือได้อย่างไร
การเปลี่ยนผ่านจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เป็นเรื่องที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากลัว ลองดูเบอร์ลินเป็นตัวอย่างเมื่อตอนกำแพงเบอร์ลินถูกทุบเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก แต่พอความมั่นใจในระบบทุนนิยมแบบอเมริกา ขึ้นมามีบทบาทในโลกมาก จนกลายเป็นความเย่อหยิ่ ง นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเช่นกัน และการไม่สามารถรักษาความสมดุลของขั้วทั้งสองหรือปัจจัยที่มีผลกระทบอะไรก็แล้วแต่ไว้ได้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเปราะบางขึ้นมา ดังนั้น วิธีการแก้ไขก็คือ เราจะต้องมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า โลกกำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งความจริงเป็นแนวคิดแบบพุทธ เรื่องนี้คุณน่าจะรู้คำตอบดีกว่าผม



« Back to Result

  • Published Date: 2008-11-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com