Articles

« Back to Result | List

ค้นความคิดฮีโร่นักออกแบบ : วิลเลียม แมคโดโนจ์ (William McDonough)

will.jpg

สิบปีที่แล้ว นิตยสารไทม์ของอเมริกาได้มอบตำแหน่งฮีโร่แห่งดาวเคราะห์โลก หรือ "Hero of the Planet" ให้กับวิลเลียม แมคโดโนจ์ (William McDonough) ผู้ร่วมก่อตั้ง Cradle to Cradle อันลือลั่น การขึ้นทะเบียนฮีโร่นี้เป็นการยกย่องบุคคลผู้ปฏิบัติการกอบกู้โลกอันเป็นบ้านเพียงแห่งเดียวที่เรารู้จัก ซึ่งกำลังตกอยู่ในอันตรายจากน้ำมือมนุษย์เอง นิตยสารไทม์มองว่า ไม่ว่าพวกเราจะทำอะไรต่อผืนโลก ดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่เคยมีปากมีเสียง ไม่เคยได้สิทธิ์ออกเสียงคัดค้านในสภา ฉะนั้น เมื่อมีผู้กล้าที่ออกมาเป็นตัวแทนปกป้องสิทธิเรียกร้องให้ผู้คนรับฟังและปฏิบัติตัวต่อโลกใบนี้อย่างเหมาะสม เขาคนนั้นสมควรแล้วซึ่งการยกย่อง

กำเนิดฮีโร่
วิลเลียม แมคโดโนจ์ เกิดในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ใช้ชีวิตวัยเด็กในฮ่องกง ย้ายมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา จนได้เข้าศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale University)วิลเลียมใช้ชีวิตตะลอนข้ามซีกโลกมาตลอด ทำให้เขามองเห็นสภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว...

ในประเทศจีน เขาเห็นวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการเกษตรอย่างกลมกลืน

"สังคมจีนในอดีต หากคุณได้รับเชิญไปทานอาหารที่บ้านใครแล้วไม่ถ่ายทิ้งไว้ จะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่งเพราะเจ้าของบ้านจะมองว่า คุณมากอบโกยสารอาหารสำหรับการเกษตรออกไปจากบ้านของเขา และไม่มีน้ำใจให้อะไรตอบแทนไว้เลย"

ภายใต้ค่านิยมและความเข้าใจต่อวงจรชีวิตแบบนั้น ระบบการหมุนเวียนในพื้นที่เพาะปลูกของจีนจึงมีกลไกที่สมบูรณ์และยั่งยืนมายาวนานกว่าสี่พันปี

ที่มหาวิทยาลัยเยล วิลเลียมมองงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในฐานะ "สภาพแวดล้อมประดิษฐ์" อันไม่เอื้อต่อการเกิดและเติบโตของสิ่งมีชีวิต มันทำให้เขาเกิดข้อสงสัยต่อบทบาทของสถาปนิกและนักออกแบบ ที่ถูกหล่อหลอมให้เป็นศัตรูกับสิ่งแวดล้อมในยุคนั้น เขาเคยตั้งคำถามเชิงเสียดสีต่อวิทยาการผลิตที่พัฒนามาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมว่า "มนุษย์ฉลาดมากถึงขั้นทำนายได้ว่าพรุ่งนี้อากาศจะเป็นอย่างไร พายุจะเข้าที่ไหน อุณหภูมิจะเท่าไร แต่เรากลับไม่สนใจกลไกของธรรมชาติและแสงอาทิตย์ ...เราเลือกที่จะพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายในโลกที่นับวันมีแต่จะร่อยหรอลง"

อุดมคติในเรื่องสิ่งแวดล้อมของวิลเลียมก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลา ชีวิตการทำงานของเขาวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้กระตุ้นเร้าให้เขาตั้งคำถามมากขึ้นๆ วิลเลียมพบว่า สิ่งที่นักออกแบบส่วนใหญ่กำลังคิดและทำนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างขยะไร้ค่า เป็นมรดกอันไม่พึงประสงค์แก่ลูกหลานตลอดจนพืชสัตว์ในอนาคต (ที่ต้องคอยรับกรรมไปไม่สิ้นสุด)

นอกจากจะชอบตั้งคำถามต่อวิชาการออกแบบแล้ว วิลเลียมยังมองต่อไปถึงภัยเงียบบนวิถีบริโภคของมนุษย์

"แน่ใจแล้วหรือว่าเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยไร้กังวล ทีวีที่เรามีกันอยู่ทุกบ้านประกอบด้วยสารเคมีเป็นพันๆ ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารปรอท เราต้องการให้สิ่งนี้มาตั้งอยู่ต่อหน้าลูกของเราที่นั่งจ้องมันทั้งวันอย่างนั้น
หรือ"

will2.jpg

"เป็ดยางลอยน้ำที่น่ารักก็ถูกตรวจพบว่า สวนใหญ่มีสารก่อมะเร็ง สารพิษที่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก เรายังจะลอยมันไว้ในอ่างน้ำอุ่น ให้ลูกหลานของเราแทะเล่นอย่างนั้นหรือ"

นักออกแบบ : ต้นน้ำที่ต้องเปลี่ยนทาง
จากประโยคเด็ดที่ว่า "งานออกแบบคือสัญลักษณ์แสดงความมุ่งหมายของมนุษย์" (Design is the first sign of human intention) ดังนั้นนักออกแบบจึงตกเป็นจำเลยที่หนึ่งในข้อหา "ต้นน้ำของขยะ" ไปโดยปริยายแล้วเหตุใดพวกเรา (นักออกแบบ) จึงไม่หยุดสร้างสรรค์ขยะเหล่านี้กันเสียที?

ความมุ่งหมายของวิลเลียมคือ "ต้องเปลี่ยนแปลง" แต่เขาไม่ได้มองหาแค่ "งานออกแบบเพื่อการเปลี่ยนแปลง"เขาต้องการ "เปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการออกแบบ" อย่างถอนรากต่างหาก สโลแกนประจำใจของเขาคือ "รักเด็ก อ่อนโยนต่อชนพื้นเมือง และทำสิ่งที่ถูกต้อง"

วิลเลียมเห็นว่านักออกแบบส่วนใหญ่ยังทำงานโดยปราศจากความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติและมนุษย์ ไม่เคารพซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม

เขาพูดเสมอว่า "ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราต้องคิดแล้วคิดอีกว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่เพื่อลูกหลานของเราไม่ใช่แค่เพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์ และไม่ใช่แค่ปัจจุบัน"

Cradle to Cradle (C2C) รหัสสู่ความเปลี่ยนแปลง

will3.jpg
Biological cycle (ระบบกลไกเชิงชีวภาพ)

will4.jpg
Technical cycle (ระบบกลไกเชิงเทคนิค)

จากโมเดลของวงจรชีวิตในภาพข้างต้น ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากธรรมชาตินั้น เมื่อนำไปทิ้งในดิน ก็จะสลายตัวเป็นสารอาหารกลับสู่วงจรการผลิตของธรรมชาติได้ใหม่เสมอ อย่างไรก็ตาม วิลเลียมมองว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เราจะพึ่งพาแต่กลไกการผลิตในธรรมชาติ สัจธรรมคือ ทรัพยากรทั้งโลกมีพอสำหรับมนุษย์แค่ไม่กี่ร้อยล้านเท่านั้นแต่โลกทุกวันนี้มีสมาชิกหลายพันล้านคน เราจำเป็นต้องอาศัยระบบอุตสาหกรรมการผลิตที่พึ่งพาวัสดุสังเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เราต้องสร้างให้ระบบการผลิตเชิงเทคนิค (Technical cycle) นี้ก่อขยะเกินจำเป็นให้น้อยที่สุด โดยเลียนแบบวงจรการผลิตของระบบของธรรมชาติ

...นี่เองคือที่มาของแนวคิด "Cradle to Cradle"

หลายๆ ครั้งที่เราไม่สามารถแยกวงจรการผลิตสองประเภทนี้ออกจากกันได้เด็ดขาด (วงจรชีวภาพและวงจรเชิงเทคนิค) เนื่องจากไม่มีการวางแผนอนาคตให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไว้ดีพอ ทำให้เกิดวัสดุพันธุ์ผสมอันร้ายกาจขึ้น(Monstrous hybrid) ยกตัวอย่างเช่น ผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติปั่นรวมกับเส้นใยสังเคราะห์ แถมยังย้อมด้วยสารเคมีที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำวัสดุดังกล่าวไปป้อนคืนสู่ระบบการสังเคราะห์ใหม่ (ในทั้งสองวงจร)

สำหรับวิลเลียมแล้ว แนวคิดของการรีไซเคิลแบบเดิมๆเป็นเพียงการ "ดาวน์ไซเคิล" (downcycle) อันด้อยประสิทธิภาพ คือนอกจากจะสิ้นเปลืองพลังงานในการคัดแยกแล้ว ยังสร้างผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพต่ำลง ซ้ำอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ ...และเหนือสิ่งอื่นใด วัสดุ"รีไซเคิล"แบบนั้นไม่สามารถนำไปป้อนกลับสู่วงจรสังเคราะห์ใหม่ ไม่ว่าจะในแบบใดได้เลย!

ความสำเร็จของ C2C : ดีขึ้นได้ รวยขึ้นด้วย

แนวคิด Cradle to Cradle นี้ได้นำไปสู่การผลิตผ้าที่สะอาดบริสุทธิ์มาก จนถึงขั้นรับประทานได้อย่างปลอดภัย(มีเพียงสารเคมี 38 ชนิดจาก 8000 ชนิดที่ผ่านเกณฑ์ C2C) สู่การผลิตกล่องพัสดุไปรษณีย์จากเปลือกข้าว ที่สามารถนำไปใช้เป็นอิฐก่อสร้างได้หลังจากพัสดุถึงมือผู้รับแล้ว (เนื่องจากมีส่วนผสมของซิลิก้า) สู่พื้นยางรองเท้าที่เมื่อถูกเสียดสีหลุดไปก็สามารถกลายเป็นปุ๋ยให้กับพื้นดิน สู่อาคารที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าพันธุ์พื้นเมือง มีนกกามาหากินและใช้เป็นแหล่งทำรัง ตลอดไปจนถึงเมืองทั้งเมืองที่สร้างออกซิเจนได้เอง คือ น้ำทิ้งจากเมืองนี้จะมีความบริสุทธิ์สูงมาก สูงกว่าน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ผันเข้าไปใช้ตอนแรกอีก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทุกโครงการจากแนวคิดของวิลเลียมตอบโจทย์ทางการเศรษฐศาสตร์และทางการตลาดได้อย่างดี เขาพิสูจน์แล้วว่า โลกในอุดมคตินี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง (และขอย้ำ..สร้างรายได้ด้วย)

Cradle to Cradle ได้รับการยอมรับจากทั้งรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (ได้รับรางวัล Presidential Green Award ถึงสองครั้ง) และจากรัฐบาลจีน (ที่ขณะนี้มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงแทบฉุดไม่อยู่) วิลเลียม ได้เป็นตัวแทนเข้าลงนามใน MOU (Memorandum of Understanding) กับองค์กรการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของจีน เพื่อให้จีนเปิดรับแนวคิด Cradle to Cradle สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งประเทศ (รวมถึงการวางผังและออกแบบชุมชนเมืองด้วย)

will5.jpg
รูปแบบขีวิตที่หลากหลายบนหลังคาโรงงานผลิตรถยนต์ฟอร์ด

will6.jpg
ผังเมือง Liuzhou ประเทศจีน

แนวคิด C2C นั้น จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมความแตกต่างหลากหลายในทุกวงจร รวมทั้งเชิดชู ลักษณะความเป็นเจ้าถิ่นให้คงอยูู่ในระบบธรรมชาติและชีวิต อย่างไรก็ตาม ในวงจรการผลิตเชิงเทคนิคที่ไม่อาจควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ย่างสมบูรณ์ เราจำต้องควบคุมองค์ประกอบให้มีเพียงน้อยชนิด ซึ่งทุกอย่างจะต้องสอดคล้องและเข้ากันได้ ไม่เช่นนั้น วงจรการผลิตที่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดก็คงไม่เกิดขึ้น

"เราอยากให้โลกนี้มีเนยแข็งเป็นร้อยๆชนิด แต่ไม่ได้ต้องการโพลิเมอร์เป็นร้อยๆ แบบด้วยสักหน่อย" ...จริงที่สุด!

Credit ภาพ :
www.cnn.com
www.toxicfreelegacy.org
www.epea.com
www.inhabitat.com
www.treehugger.com
www.totalpicture.com

« Back to Result

  • Published Date: 2008-10-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com