Articles

« Back to Result | List

คอนเซ็ปท์การเรียนรู้เพื่อตอบสนองความหลากหลายของโลกยุคใหม่

learn_for_future.gif

ถ้ามีเด็กสักคนถามคุณว่า หนึ่งบวกกับหนึ่งได้เท่ากับสอง แล้วทำไมถนนสองสายรวมกันแล้วได้เท่ากับหนึ่งคุณจะตอบหนูน้อยคนนั้นว่าอย่างไร? คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามกวนๆ จากเด็กไร้เดียงสา แต่เราจะมั่นใจได้หรือเปล่าว่า คำตอบจากผู้ใหญ่ตาดำๆ จะมีเหตุผลชี้แจงให้เด็กน้อยคนนั้นเข้าใจได้ดีพอ

ในโลกแห่งความเป็นจริง คำตอบสำหรับหลายๆ เรื่องไม่ได้มีเพียงแค่คำตอบเดียวเหมือนวิชาคณิตศาสตร์และก็ไม่ได้มีแค่ถูกกับผิดเหมือนตรรกศาสตร์ ดังนั้น "ความหลากหลาย" จึงเป็นสิ่งที่ควรถูกนำมาย้อนเพื่อตั้งเป็นโจทย์ในการแสวงหา ไม่เฉพาะแค่ในการเรียนการสอนวิชาสายมนุษย์ศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์เท่านั้น แต่ควรถูกนำมาใช้ในสายวิทยาศาสตร์เช่นกัน ดังเช่นที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" ยิ่งนัก เป็นเรื่องธรรมดาที่ประเทศไทยและหลายประเทศในแถบเอเชียยังยึดถือค่านิยมของความเป็นกลุ่มก้อน (Collectivism)
มากกว่าความเป็นปัจเจก (Individualism) เพราะเรามีระบบสังคมและเศรษฐกิจที่เติบโตบนรากฐานของสังคมเกษตรกรรมมายาวนาน เราต้องการการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างคนกับคน หรือคนกับธรรมชาติ ดังนั้นหากมีใครคนหนึ่งคิดหรือทำพฤติกรรมแตกแถว แปลกประหลาดไปจากสมาชิกกลุ่มคนอื่น คนคนนั้นก็มักจะตกเป็นที่เพ่งเล็งและอาจถูกตัดสินคร่าวๆไว้เลยว่า เป็นพวกที่ "ไม่ดี"

แม้ว่าในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยได้รับการสนับสนุนให้มีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกมากขึ้น ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่เยาวชนของเรายังคงต้องการการสนับสนุนอยู่อีกมากคือ การสอนให้คิดเองเป็นและไม่ถูกตีกรอบจำกัดความคิดด้วยคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด (ในข้อสอบแบบปรนัย) ในประเทศอังกฤษนั้น หลักสูตรสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา จะไม่มีการตรวจคำตอบว่า "ถูกหรือผิด" แต่ครูอาจารย์จะแนะว่าสิ่งใด "ควรหรือน่าจะเป็น" รวมถึงให้เหตุผลว่า "ทำไม" คำตอบหนึ่งจึง "น่าจะเป็นไปได้" มากกว่าอีกคำตอบหนึ่งด้วย

ทุกวันนี้ ในโรงเรียนทางเลือกหลายแห่งของประเทศไทย เด็กนักเรียนจะได้รับโจทย์ให้ทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งด้วยตนเอง เช่น การปลูกต้นไม้ โดยครูจะให้อุปกรณ์และปัจจัยประกอบที่จำกัด เปิดช่องให้เด็กๆคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาระหว่างทางด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กแต่ละคนก็อาจมีวิธีคิดและเลือกวิธีแก้ไขปัญหาที่ต่างกันไป ไม่มีของใครที่ถูกหรือผิดกว่าของใคร กระบวนการเรียนการสอนในลักษณะนี้จะเสริมสร้างให้เด็กรู้จักคิด รู้จักแก้ไขปัญหา และนำจินตนาการมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ น่าจะเป็นวิถีของการศึกษาที่นำพาเด็กไทยไปสู่การค้นหาคำตอบใหม่ๆในอนาคต ที่หลากหลายกว่า "ก.ไก่ ถึง ง.งู"

เทคโนโลยีการสื่อสารของโลกปัจจุบันย่นย่อทั้งเวลาและระยะทาง แต่แทนที่มนุษย์เราจะรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน การณ์กลับกลายเป็นว่า มนุษย์ถูกแบ่งแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก นับตั้งแต่เรื่องเบาๆอย่างความสนใจส่วนตัว เช่น "กลุ่มคนรักหนังสือ" "กลุ่มคนรักต้นไม้" ไปจนถึงเรื่องใหญ่โตอย่างลัทธิความเชื่อ การรวมตัวของกลุ่มเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ฯลฯ ที่ในหลายครั้งก็นำไปสู่สงครามและการรบราฆ่าฟันระหว่างกลุ่ม กลายเป็นปัญหาสังคมในหลายๆภูมิภาคของโลก (ซึ่งแม้แต่แผ่นดินทองของไทย ก็ดูเหมือนจะหนีปัญหานี้ไม่พ้นเสียแล้ว)

ฉะนั้น เพื่อจะลดและชะลอปัญหาความแตกแยกดังที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ระบบการศึกษาหลัก(ของไทย)ควรจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ก็คือ "ความเข้าใจและการยอมรับต่อความหลากหลายทุกประเภท" ทั้งในเรื่องเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ เพศ ความเชื่อทางศาสนา แนวคิดทางการเมือง ฯลฯ เพราะโลกยุคใหม่นี้จะไม่มีเกณฑ์สากลใดที่ใช้วัดความถูก-ผิด ขาว-ดำ ได้สำหรับทุกเรื่องอีกต่อไป และคนรุ่นก่อนก็จะค่อยๆได้เห็นสิ่งที่คนรุ่นเขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนกลับมาใช้คำนำหน้าชื่อว่า "นางสาว" ของสตรีที่เคยสมรสแล้วในเมืองไทย การแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันในต่างประเทศ การมีผู้นำประเทศผิวสี ประธานธิบดีสตรี รวมไปถึงการผสมผสานกลืนกินของต่างวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย การแต่งงาน การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งเราน่าจะกล่าวได้ว่า วิวัฒนาการ สิ่งใหม่ๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจ และความใจกว้างที่จะยอมรับในความหลากหลายทั้งสิ้น

แล้วแบบฝึกหักประเภทไหนจะช่วยเสริมสร้างทักษะความเข้าใจต่อความหลากหลายนี้ได้เอ่ย ...ก.ไก่ หรือ ง.งู

ภาพประกอบ: ชวนพิศ สุวรรณภานุ

« Back to Result

  • Published Date: 2008-10-02
  • Resource: www.tcdcconnect.com