Articles

« Back to Result | List

ความเครียดของเด็กไทย…จากระบบการศึกษาไทย

เรื่อง: สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

kid_stress_aw.jpg

ทุกครั้งที่มีการประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย สิ่งที่ตามมาก็คือจำนวนเรือนแสนของนักศึกษาที่พลาดโอกาสการศึกษาต่อในสถาบันที่ตนเองต้องการ และไม่ว่าจะเป็นเพราะระบบการสอบเข้า การเลือกคณะ หรือแม้กระทั่งความสามารถของตัวเด็กเองก็ตาม สิ่งที่ตามติดเป็นเงาตามตัวก็คือ "ภาวะความเครียด" ที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวเด็กและผู้ปกครอง ทั้งก่อนการสอบ และหลังการประกาศผล

แต่ความเครียดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น มันได้กระจายลงไปถึงการสอบเข้าของเด็กนักเรียนที่อายุเพียงแค่สามสี่ขวบในชั้นอนุบาล เด็ก ห้าหกขวบในชั้นประถม หรือสิบเอ็ดสิบสองขวบในชั้นมัธยมด้วย แม้กระทั่งการสอบระหว่างภาคการศึกษา ก็ทำให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครองเห็นพ้องต้องกันว่า ความรู้ที่ได้จากในรั้วโรงเรียน เพียงลำพัง คงไม่เพียงพอต่อการก้าวสู่ความสำเร็จในระยะยาวเสียแล้ว ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คือ สถานศึกษาในระบบไม่ได้ให้ "ความมั่นใจ" กับผู้คนในสังคมอีกต่อไป

นี่คือปัจจัยทางจิตวิทยาที่ทำให้โรงเรียนกวดวิชาต่างๆเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด "การกวดวิชา" กลายเป็นภาระและหน้าที่จำยอมของเด็กๆ ที่จะต้องหอบกระเป๋านักเรียนจากโรงเรียน มานั่งแออัดกันในเก้าอี้เล็กเชอร์ตัวเล็กๆตามโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังต่างๆ โดยหวังเพียงว่า จะทำให้ได้มาซึ่งเกรดที่สูงขึ้นเมื่อถึงเวลาสอบ

เป็นที่น่าหดหู่ไม่น้อย ที่ชีวิตของเด็กไทยยุคนี้ถูกครอบงำด้วยทัศนคติแห่งความหวาดหวั่น และความกลัวว่าจะด้อยกว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เยาวชนมีชีวิตที่คร่ำเคร่ง เวลาส่วนใหญ่จมหายไปกับตำราเรียน ความสนุกสนานตามวัย และการได้วิ่งเล่นตามตรอกซอกซอยกับเพื่อนบ้านนั้น กำลังจางหายไปจากสังคมไทยอย่างน่าเสียดาย

ด้วยความที่ทัศนคติและความคาดหวังต่อ "การศึกษา" ในวันนี้ผูกติดกับ "ผลการสอบ" มากกว่า "ความสุขที่แท้จริงตามวัย" จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ "ความเครียด" ได้พัฒนากลายมาเป็นเงาตามตัวของเยาวชนไทยแทบจะในทุกระดับอายุ เราเริ่มได้เห็นได้ยินข่าวความน่าสลดใจของเยาวชนไทย ที่คิดสั้น เพียงเพราะผิดหวังจากคะแนนสอบบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ระบบการศึกษาของเรานั้นเดินมาถูกทางแล้วจริงหรือ? ชาติไทยเราวันนี้พัฒนาก้าวไกลไปอย่างมากในหลายๆด้าน แต่ในด้านการศึกษาและการเรียนรู้นั้น กลับมีคำถามเกิดขึ้นว่า "เรากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็นหรือไม่" เยาวชนไทย โดยเฉพาะในวัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ถูกอัดฉีดในเชิงวิชาการอย่างเข้มข้น ด้วยวิธีการโคลนนิ่งตำรับตำราเข้ามาใส่ในหัวสมอง ท่องคำตอบที่ถูก จำคำตอบที่ผิด ก๊อปปี้สูตรสำเร็จ วิธีคิด และวิธีทำ ที่ครูสอนพิเศษทั้งย่อยให้และป้อนให้ ...หากแต่วิธีการถ่ายทอดความรูู้แบบดังกล่าวนั้น หาใช่การเรียนรู้ในเชิงสร้างสรรค์ไม่ เพราะทั้งหัวสมองและหัวใจของเด็กไทยจะขาดแคลนซึ่ง "จินตนาการ" และ "ความกล้า" ที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในแบบฉบับของตัวเอง

ในขณะที่เมื่อเราเหลียวมองเด็กนักเรียนที่ก้าวออกจากรั้วโรงเรียนนานาชาติ เรากลับได้เห็นผลงานของเด็กอายุ 16 ที่เรียนรู้เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ บางคนมีงานภาพพิมพ์ที่สวยงาม บางกลุ่มมีความรู้ทางการตลาดประหนึ่งว่าได้เรียนมหาวิทยาลัยมาแล้ว หลักสูตรการเรียนการสอนที่เด็กในโรงเรียนนานาชาติได้รับนั้น ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการต่อยอดแนวความคิดและจินตนาการที่สดใหม่ของเด็กๆเอง เปิดช่องทางให้เกิดการค้นหา นำไปสูู่การค้นพบตนเอง รู้จักตัวตนที่แท้ของตน ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป นี่แหละที่เรียกว่า "การศึกษาพร้อมการเรียนรู้" ไม่ได้สร้างความกดดันแต่สร้างบรรยากาศที่ดีในการศึกษา ทำให้เด็กสนุกที่จะเรียนรู้และค้นคว้าสิ่งใหม่ ซึ่งในวิถีการเรียนการสอนแบบนี้ ข้อสอบส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นแบบอัตนัย มีการบรรยายถึงตรรกะ มีการแสดงออกทางความคิด ไม่ใช่ข้อสอบแบบปรนัย ที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เราไม่ได้ฟันธงว่า วันนี้โรงเรียนนานาชาติทั้งหมดดีกว่าโรงเรียนไทยแล้ว เพราะก็ยังมีโรงเรียนนานาชาติหลายแห่งที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งโรงเรียนไทยหลายๆแห่งก็เป็นแหล่งการศึกษาที่ดี แต่หัวใจหลักที่เราอยากเน้นย้ำ ณ วันนี้ก็คือ ขุมทรัพย์ทางการเรียนรู้นั้นไม่ได้มีอยู่แค่ในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว การได้เกรด 4 ไม่ใช่มาตรวัดเดียวที่เด็กๆควรยึดถือ

การศึกษาไทยในวันนี้ไม่ควรจบอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่ควรเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กไทยได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น ประกอบกันนั้นก็ต้องมีบุคคลากรทางการศึกษาที่สามารถให้คำแนะนำในเชิงสร้างสรรค์ได้ เป็นภาระหน้าที่ของครูที่ปรึกษาและครูแนะแนวที่จะต้องผลักดันให้เด็กค้นหาตัวเอง หาคำตอบจากข้างในตนเองว่า "สาขาวิชาใดที่เขารักและถนัด" หรือ "วิชาชีพใดที่เขาจะมีความสุขกับมันได้ไปตลอดรอดฝั่งในอีกห้าหกสิบปีข้างหน้า" เป็นต้น

ภาพประกอบ: ชวนพิศ สุวรรณภานุ


Tags: education

« Back to Result

  • Published Date: 2008-10-01
  • Resource: www.tcdcconnect.com