Articles

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์จอห์น ฮาวกินส (John Howkins) ผู้ประพันธ์หนังสือ The Creative Economy

howkins_creative-eco.jpg

จอห์น ฮาวกินส คนนี้คือ ผู้ประพันธ์หนังสือ ‘The Creative Economy - How People Make Money from Ideas' หนังสือที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินธุรกิจที่ เปลี่ยนไปในสหราชอาณาจักรฮาวกินส โด่งดังเป็นที่รู้จักในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศจีนที่ตกลงจ้างเขาเป็นที่ปรึกษาของคณะรัฐบาล ในการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ให้กับทั้งประเทศ คุณฮาวกินสยินดีนั่งคุย (อย่างเป็นกันเอง) กับตัวแทนจาก TCDCConnect หลังจบการบรรยายในงาน Creative Thailand ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดในชีวิตการทำงานของคุณ คือ
เวลาที่ผมได้สนุกและเต็มที่กับสิ่งที่ทำครับ ซึ่งก็คือเวลาที่ผมได้คิดและทำอะไรที่มันตื่นเต้น สร้างสรรค์

คุณชอบอ่านหนังสือประเภทไหน
ผมอ่านหนังสือทุกประเภทครับ ตอนนี้กำลังอ่านเรื่องประวัติศาสตร์สมัยศตวรรษที่ 14 อยู่ คือ ผมอยากจะรู้ว่าาอะไรที่ทำให้บางกลุ่มวัฒนธรรมหรือบางประเทศสามารถประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น ความรู้ด้านมนุษยวิทยาหรือชีววิทยา อาจให้คำตอบตรงนี้ได้ อย่างเมืองจีนเมื่อราว 2000 ปีก่อนเคยเป็นสังคมที่สร้างสรรค์มาก แล้ววันหนึ่งมันก็หยุดไป พอมาวันนี้สังคมจีนกลับมาเริ่มสร้างสรรค์อีกครั้ง ผมต้องการจะรู้ถึงตัวแปรและที่มาที่ไป ของความเปลี่ยนแปลงพวกนี้น่ะครับ

หนังสือชื่ออะไร
Guns Germs and Steel: The Fates of Human Societies โดย Jared M. Diamond ครับ

คุณไปหาหนังสือเหล่านี้มาจากไหนกัน
ก็ผจญภัยไปตามร้านหนังสือต่างๆ ไปร้านมือสองหรือร้านหนังสืออะไรก็ได้ เดินเข้ามุมนั้นมุมนี้ไปเรื่อย เล่มไหนเข้าตา ก็อ่านเล่มนั้นแหละครับ ขอแค่เราลองเปิดอ่านดู เดี๋ยวก็รู้เองว่าเล่มไหนถูกจริต หนังสือทุกเล่มมีความน่าสนใจของมันเราไม่จำเป็นต้องไปเฉพาะ มุมที่เป็น BestSeller ก็ได้

ถ้าคุณจะแนะนำให้เยาวชนอ่านหนังสือเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์" คุณจะแนะนำเล่มไหน (นอกเหนือจาก The Creative Economy ของคุณ)
สำหรับเด็กๆ ผมขอแนะนำว่า อ่านอะไรก็ได้ครับ อ่านในสิ่งที่เขาสนุกกับมัน สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้น มีจินตนาการโลดแล่น อาจเป็นเรื่องการผจญภัยที่แฟนตาซีสุดๆ ก็ได้ ผมว่าคงไม่มีหนังสือ ประเภทไหนในโลกนี้ที่น่าสนใจกว่าอีกประเภทหรอกครับ ฉะนั้นขอให้เป็นเรื่องที่เด็กๆ "มีใจ" อยากจะอ่านก็พอ เพราะเมื่อคุณโตขึ้น เริ่มทำงาน คุณก็จะเริ่มอ่านเรื่องที่มันจำเป็น หรือเกี่ยวข้องกับอาชีพของคุณเอง อยูู่วงการไหนก็จะมีหนังสือเกี่ยวกับวงการนั้นให้อ่านแน่

แล้วเว็บไซต์ล่ะ มีเว็บไหนที่คุณแนะนำมั้ย
ส่วนตัวผมไม่ได้เป็นแฟนประจำของเว็บไหนเลยครับ แต่ผมเห็นว่าโลกออนไลน์มีพลังมาก เป็นประตูให้ผู้คนในโลกได้เชื่อมโยงถึงกัน เกิดเป็นสังคมออนไลน์ขึ้นมา ผมว่ารัฐบาลทุกประเทศควรส่งเสริมให้ประชาชนใช้งานเว็บกันเยอะๆ ทำระบบ ทำเน็ตเวิร์คให้พร้อม เช่น พวก Free WIFI และควรให้อิสรภาพสูงสุดกับประชาชนในการ ท่องเว็บไซต์ด้วยรัฐบาลใดที่ปิดกั้น (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็เถอะ) ก็เท่ากับตัดแขนตัดขาประชาชนของตัวเอง ผมพูดได้เลย

ในอาชีพของคุณ เรื่องเลวร้ายที่สุดที่คนๆหนึ่งจะทำขึ้นได้คืออะไร
หยุดคิดมั้งครับ หรือทำให้ผมให้ผมพูดกับใครไม่ได้อีกต่อไป ถ้ามีใครมาสั่งให้ผมหยุดคิด ผมยอมตายดีกว่า สำหรับผม "การมีสิทธิ์คิด พูด และทำ ในสิ่งที่คิด" มันคือศักด์ศรีความเป็นมนุษย์เลยนะ ผมยอมไม่ได้จริงๆ

"เมืองที่สร้างสรรค์" (Creative City) มีลักษณะอย่างไรในมุมมองของคุณ
คือเมืองที่กระตุ้นให้ผู้คนคิดและทำในสิ่งสร้างสรรค์ เมืองที่คาดหวังให้ประชากรมีความสร้างสรรค์ เป็นเมืองที่เคารพและเห็นคุณค่าของความคิด ไม่ว่าความคิดนั้นจะบ้าบอไร้สติแค่ไหน ผู้คนก็จะไม่ดูถูก ไม่กีดกันความคิดพวกนั้น นี่คือคำว่า "เคารพ" ที่ผมหมายถึง

เมืองไหนที่คุณโปรดปรานที่สุดในโลก
ถ้าตอนนี้ก็ "บางกอก" ครับ (หัวเราะ) เพราะผู้คนยิ้มแย้ม อากาศไม่หนาว ผมชอบความเป็นกันเองของกรุงเทพ จริงๆ แล้วบรรยากาศของซีกโลกฝั่งนี้ทำให้ผมตื่นเต้นอยู่เสมอ

ผมอยู่เมืองจีนมาสักพักแล้ว ชอบมาก คุณลองนึกดูนะ หลังจากสงครามและการกดขี่ต่างๆ ผ่านพ้นไป ตอนนี้ผู้คนหนึ่งพันสองร้อยล้านคนในประเทศจีนกำลังตื่นขึ้นจากหลับไหล ยี่สิบปีให้หลังนี้พวกเขาได้กลับมาใช้สมอง ได้คิด ได้ทำธุรกิจ ฯลฯ มันน่าตื่นเต้นมากครับ ประเทศมีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปได้ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ คุณจะเลือกดำเนินชีวิตบนแนวคิดใดก็ได้ ขงจื๊อ คอมมิวนิสต์ คริสเตียน คาทอลิก ฯลฯ เดินทางได้อย่างอิสระ คนมีเงินมากขึ้น แต่ปัญหาก็มากขึ้นด้วย

เอาเป็นว่าผมชอบเมืองที่ผมสามารถเดินร่อนเร่ไปได้ทั่ว ได้พบปะกับผู้คน ได้พูดคุย ได้มองโลกหมุนไปเรื่อยๆ ก็แค่นั้นแหละครับ

พูดถึงบทบาทในฐานะผูู้อำนวยการของโรงเรียนความคิดสร้างสรรค์แห่งประเทศจีน
ผมค้นคว้าเรื่องเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์มาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้ผมกำลังสนใจมุมของการศึกษาครับ กำลังหามาตรการใหม่ๆ ด้านการศึกษาของจีน ที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเขา ผมเป็นอาจารย์สอนนักเรียนวิจิตรศิลป์ด้วย เพราะในโลกความเป็นจริงไม่ว่าพวกเขาจะอยูู่ในสายอาชีพอะไร ทำหนัง ทำทีวี ทำหนังสือ ฯลฯ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีถ้าทุกคนได้เข้าใจ "ธุรกิจ" และ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" มากขึ้น

ถ้าคุณได้เป็นนายกรัฐมนตรีหนึ่งวัน คุณจะทำอะไร
ผมจะผลักดันให้สื่อพูดถึงระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์กันมากๆ ตัวผมเอง (ในฐานะนายกฯ) ก็ต้องพูดด้วย พูดให้เยอะที่สุดในวันนั้น แล้วก็จัดสรรหน่วยงานให้มาทำงานตรงนี้ จัดสัมมนา จัดเวิร์คช็อป ทำให้เป็นข่าวดังเลย สร้างเครือข่ายเป็นระบบ ให้ทุกฝ่ายสนับสนุนซึ่งกันและกันต่อไปในภายภาคหน้า

นอกจากนั้นผมก็อยากก่อตั้งศูนย์กลางด้านศิลปะครับ หาคนบ้าๆหลุดๆมาทำงาน ผมจะให้เงินเยอะๆ เลยด้วย
ผมว่ากรุงเทพต้องการคนกลุ่มใหม่ๆที่จะกล้าลุกขึ้นมาทำอะไรแปลกๆประหลาดๆ ผมเข้าใจดีว่าในระบบเศรษฐกิจ ไทยมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังไงคุณก็ต้องคิดถึงสวัสดิภาพ หรือความปลอดภัยของธุรกิจก่อน ปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของการพัฒนาความสร้างสรรค์คือ ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันต้องค่อนข้างมั่นคง เพียงพอให้สังคมรู้สึกอุ่นใจและเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ได้

...ผมยินดีรับตำแหน่งครับ (หัวเราะ)

​ค่านิยมในสังคมส่งผมกระทบต่อเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์อย่างไรบ้าง (ยกตัวอย่างเช่น สังคมไทยที่ไม่ได้นิยมหรือเห็นค่ากับ "ความคิดที่แตกต่าง" ขนาดนั้น)
เป็นคำถามที่ดีมากครับ เพราะสิ่งนี้คือแก่นของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์เลยก็ว่าได้ พูดตรงๆ ก็คือถ้าสังคมหรือผูู้คนไม่มองว่า "ความคิดใหม่ๆ" หรือ "ความคิดที่แตกต่าง" เป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแล้ว สังคมนั้นคงไม่มีวันก้าวเข้าสูู่รูปแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ คุณต้องการสังคมที่พัฒนาแล้วในระดับหนึ่ง ที่มองว่า การตั้งคำถาม การท้าทาย การแก้ไขสิ่งผิด การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนานั้น เป็นเรื่องจำเป็นของสังคม

นี่คือจุดเริ่มต้นเลย เป็นเรื่องแรกที่ต้องทำให้เกิดขึ้น หนทางสูู่ความเปลี่ยนแปลงมันมีหลายวิธีครับ ในโลกตะวันตกอย่างยุโรปหรืออเมริกา เรามีวัฒนธรรมชอบความแข่งขัน เราทะเลาะกัน เถียงกัน ใครทำดีเราตบให้รางวัลอย่างงาม ใครทำไม่ดีก็ต้องรับโทษ แต่วัฒนธรรมเอเชียจะไม่เหมือนกัน คุณจะช่วยเหลือเกื้อกูล ตัดสินใจร่วมกัน ดีก็ดีด้วยกันแย่ก็ด้วยกัน อย่างในเมืองจีนเขาให้ความสำคัญกับ ความสมัครสมานสามัคคี สังคมต้องเป็น้ำหนึ่งใจเดียว ญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กัน ฉะนั้น ในวัฒนธรรมแบบนั้น การตั้งคำถามซึ่งๆหน้า หรือชี้หน้ากันคงจะไม่เหมาะ แต่เขาก็มีวิธีของเขาที่จะได้มาซึ่งความเปลี่ยนแปลงน่ะครับ

ทุกที่ในโลกแตกต่างกันครับ ในเอเชียคุณวางค่านิยมในสังคมไว้เหนือทุกสิ่ง ทำให้ยากต่อการตั้งคำถามใหม่ๆ และยากที่จะท้าทายความเชื่อเดิมๆ ถ้าถามว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนได้ไหม ...พระเจ้าเท่านั้นที่รูู้ครับ (ยิ้ม)



« Back to Result

  • Published Date: 2008-07-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com